จันทร์เต็มดวงเวียนกลับมาอีกหน แม้ในความมืดยังมีแสงของดวงจันทร์ที่ส่องสะท้อนพอให้เห็นเค้าลางแห่งการเคลื่อนไหว รัตติกาลอันหนาวเหน็บ กรุ่นไปด้วยกลิ่นไอแห่งความสยดสยอง
ร่างนั้นนั่งคู้ กระแสความมืดดำแผ่อยู่รอบกาย มือยาวผิดรูป เล็บแหลมยาวงุ้ม กำลังควักจ้วง ล้วงเข้าไปในบ่อลึก ร่างอันทนทุกข์ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมานภายในภพแห่งอบาย
แม้จะส่งเสียงโหยหวน ปานขาดใจเพียงใดก็ปราศจากการได้ยิน บางครั้งน้ำตาไหล เมื่อหวนนึกถึงบาปหนาที่ตนได้กระทำ แต่น้ำตานั้นกลับกลายเป็น้ำกรด ที่กรีดผิวบนใบหน้าลึกจนถึงกระโหลก
ทัณฑ์ทรมานที่ได้รับนี้ประหนึ่งชั่วกัปชั่วกัลป์
วันนี้เป็วันเปิดเทอมวันแรก หนูดีใจและตื่นเต้นมากที่จะได้ไปเจอเพื่อน ๆ เจอคุณครู และดีใจที่จะได้ใช้สมุดเล่มใหม่ หนังสือเล่มใหม่ หนูชอบกลิ่นสมุดใหม่ที่สุด หนูสามารถสูดมันได้ลึก ๆ เลย แล้วก็ชอบที่จะเห็นว่ามันสะอาดไม่มีรอยเขียน ไม่รู้ว่าเพื่อนคนอื่นคิดเหมือนหนูไหม แต่หนูก็เห็นว่าสมุดของเพื่อน ๆ มักจะเขียนลายมือสวย ๆ กันแค่หน้าสองหน้าแรกเท่านั้น นอกนั้นก็เริ่มหวัดเหมือนหนู
เสื้อตัวใหม่ของหนูขาวสะอาด อืมมม ... มันก็ขาวแหละนะ เอาเป็ว่าขาวเท่าที่จะขาวได้แล้วกัน เพราะมันเป็เสื้อบริจาคของรุ่นพี่คนก่อน แต่หนูชอบมันมาก รวมถึงกระโปรงทรงสุ่มที่หนูใส่อยู่ด้วย มันยาวเกินไป หลวมเกินไป เหมือนสุ่มไก่เวลาใส่ เพื่อนๆ มักล้อหนูแบบนี้ประจำ เพื่อนหนูปากร้ายกันทุกคน
สวัสดีค่ะ หนูชื่อเด็กหญิงเดือนเต็ม หนูคิดว่าหนูคงเกิดวันพระจันทร์เต็มดวง หนูจึงได้ชื่อนี้มา ไม่มีใครบอกหนูหรอกค่ะ หนูแค่เดาเอาเอง
พ่อแม่หนูน่ะเหรอคะ หนูไม่รู้จักหรอกค่ะ หนูเกิดและเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและมูลนิธิแห่งนี้ ที่นี่เป็ที่เดียว ที่เป็ทั้งบ้านและครอบครัวของหนู
ปีนี้หนูเรียนอยู่ชั้น ป.6 แล้วค่ะ หนูตื่นเต้นมากที่ปีนี้เป็ปีสุดท้ายของระดับประถมศึกษา ปีหน้าหนูจะได้ขึ้นชั้นมัธยมแล้ว ถ้าอยู่ชั้นมัธยมหนูก็จะเป็สาว ไม่แน่นะหนูอาจจะลองแต่งหน้าด้วย หนูอยากปัดแก้มให้เป็สีชมพูแบบนางเอกในละคร บางทีเื่นี้ครูสารภีอาจช่วยหนูได้ ไม่แน่หนูอาจจะขอยืมเครื่องสำอางครูมาลองแต่งสักครั้ง หวังว่าครูจะอนุญาตนะ
ครูสารภีเป็คุณครูที่ใจดี รักนักเรียน และครูยังสวยอีกด้วย หนูชอบคุณครูตอนปล่อยผม ชอบที่เห็นผมยาวสีดำสนิทของคุณครูสยายถึงกลางหลัง ซึ่งเป็ภาพที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก เพราะส่วนใหญ่ครูสารภีจะรวบผมตึงและมัดเป็มวยผมด้านหลัง แต่หนูชอบให้คุณครูปล่อยผมมากกว่า
ครูสารภีสอนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ครูคนเดียวสอนตั้ง 3 วิชา ครูต้องเก่งมากแน่ๆ โตขึ้นหนูก็อยากเป็ครูด้วยค่ะ นี่คือความฝันอย่างหนึ่งของหนูเลย
หนูตั้งใจจัดหนังสือใส่กระเป๋า วันนี้ตามตารางสอนมีเรียนวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และศิลปะใน่เช้า ส่วน่บ่ายมีวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ภาษาไทย และพระพุทธศาสนา
หนูชอบวิชาภาษาไทยที่สุด หนูชอบตัวละครทุกตัวในหนังสือ พวกเขามีตัวตนจริงในชีวิตหนู และนี่คือความลับที่หนูไม่เคยบอกใคร
ครูมาแล้ว!!! เสียงหัวหน้าห้องะโบอกทุกคน หนูรีบกระเด้งลุกขึ้นยืนจากที่มุดอยู่ใต้โต๊ะ เพราะหนูกำลังมองหาเศษดินน้ำมันที่หล่นอยู่ อย่าดูถูกมันเชียวนะ แค่เศษก้อนเล็กๆ นี่แหละ หนูรวบรวมมาได้จนตอนนี้เป็ก้อนใหญ่เชียว
"Strand up" หัวหน้าห้องพูดดังๆ
"Good morning teacher"
"Good mornig student how are you today"
"I'm fine thak you and you"
"I'm fine thank you sitdow please"
นักเรียนทั้งหมดนั่งลงพร้อมกัน หนูคิดว่าหนูเป็คนที่ะโเสียงดังที่สุด และภาษาอังกฤษที่หนูพูดได้ยาว ๆ ก็คงจะมีแค่นี้
วันนี้ครูสารภีสวยจัง ครูใส่เสื้อสีขาว กระโปรงสีชมพูอ่อน รองเท้าส้นสูงสีดำ เกิดมาหนูยังไม่เคยใส่รองเท้าส้นสูงเลย หนูอยากจะลองใส่สักครั้ง
วิชาแรกจบไปแล้วพร้อมกับความไม่เข้าใจของหนู แต่ครูสารภีมีวิธีจัดการเด็ก ๆ ได้อย่างน่าประหลาด ครูทำในสิ่งที่พวกเราไม่คาดคิด
ในระหว่างที่พวกเราร้องเพลง "Baa Baa Black Sheep" กัน จู่ๆ ครูสารภีก็จูงแกะสีดำตัวเป็ ๆ มาให้พวกเราดู
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่หนูได้เห็นแกะ ...
แกะตัวเป็ๆ เลยนะ!!! พวกเราทุกคนในห้องต่างพากันตื่นเต้นมาก ขนมันนุ่มยิ่งกว่าผมบนหัวหนูซะอีก เสียอย่างเดียวคือตัวเหม็นไปหน่อย
และยัยสุกัญญาเลขที่ 8 ดันทำเสียเื่ ไปแหย่จนมันโกรธ มันร้องแบ๊ะ แบ๊ะ เสียงยาวดังลั่น และมันก็ทำท่าหมุนซ้าย หมุนขวา อย่างหงุดหงิด เด็กๆ ที่พากันมุงอยู่ต่างถอยกรูออกมา รวมถึงหนูด้วย ครูสารภีเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพามันออกไปจากห้อง เสียดายจังหนูจับมันแค่ครั้งเดียวเอง หนูน่าจะพกกรรไกรมาด้วย หนูอยากจะตัดขนมันเก็บไว้เป็ที่ระลึก
ถึงวิชาภาษาอังกฤษจะเป็วิชาที่น่าเบื่อและไม่เข้าใจ แต่ครูสารภีกลับทำให้มันสนุกขึ้นได้ ... หนูรักครูจัง
เสียงออดดัง ได้เวลาพักเที่ยงแล้ว มันเป็เสียงที่หนูโปรดปรานอย่างหนึ่ง ตอนนี้หนูหิวไส้แทบขาด
ถาดหลุมสแตนเลสที่อยู่ตรงหน้าหนู มีแกงจืดผักกาดดองอยู่ในหลุมใหญ่สุด หลุมรองลงมาคือลาบไก่ และข้าวสวย หนูชำเลืองมองถาดของลลิตาที่นั่งข้าง ๆ ลลิตามีหมูในต้มผักกาดดองตั้ง 3 ชิ้นแน่ะ ส่วนหนูมีแค่ 2 ชิ้นเอง
"เดือนเต็ม กลางวันนี้เล่นดินน้ำมันกันป่ะ" ยาใจเอ่ยถามขึ้นมาทำลายความอิจฉาเื่หมูของหนู จริงๆ แล้วเื่เล่นดินน้ำมันนี่เป็ความสามารถพิเศษของหนูเลยนะ หนูไม่เคยกลัวใครเื่นี้เลย ... แต่เสียดายจัง
"เล่นไม่ได้น่ะสิ กลางวันนี้เรามีเวรห้องสมุด" หนูตอบอย่างเสียดาย เฮ้อ... ทำไมครูชอบมอบหมายหน้าที่ให้พี่ ป.โตจัง
หลังจากกินข้าวเสร็จหนูก็มานั่งเซ็ง ๆ ที่หน้าห้องสมุด เพราะต้องคอยจดชื่อนักเรียนที่มาใช้บริการที่มีตั้ง 3 คนแน่ะ และครูอำไพ บรรณารักษ์ประจำห้องสมุดยังกำชับมาอีกว่าให้คอยจดรายชื่อนักเรียนที่ทำเสียงดังในห้องสมุดอีก
อืมมม... 3 คนเนี่ยนะ !!!
"เชี่ยยย อันนี้ตากู" เด็กผู้ชาย ป. 4 ที่ไว้ผมโก๊ะกลางศีรษะคนหนึ่งพูดขึ้นมา
"อะไร อันนี้ตาเบิ้ล ก็ต้องเป่า 2 ครั้ง" เด็กอีกคนเถียง พอเถียงกันได้สักพัก เด็กผมโก๊ะก็ยื่นเท้าเข้าไปถีบเพื่อนล้มหงาย และการตะลุมบอนก็เกิดขึ้น หนูเห็นกับตาั้แ่ต้นจนจบ ทั้งคู่หยุดทะเลาะกันด้วยการที่หนูเข้าไปยึดหนังยางจากมือทั้งสองคน ถึงทั้งคู่จะส่งสายตาละห้อยอย่างเสียดาย หนูก็ไม่คืนให้หรอกนะ หนูวางกล้ามเป็พี่ ป.โต มากเลย ชอบความรู้สึกนี้จัง
หนูเดินออกมาพร้อมยางถุงเบ้อเริ่ม เด็กทั้งสองยังจ้องกันอย่างกับจะกินเืกินเนื้อ หนูแอบหัวเหราะด้วยแหละ สนุกจัง
พอ่บ่ายวิชาที่หนูตั้งใจรอคอยที่สุดคือวิชาภาษาไทย หนูจะได้เจอกับตัวละครที่เป็เพื่อนของหนู มานะ มานี ปิติ ชูใจ วีระ จันทร และเหล่าสัตว์เลี้ยงของพวกเขา หนูแอบยิ้มกริ่มเมื่อหนังสือกล่าวถึงตัวละครที่ชื่อ 'ปิติ'
... เขาเท่ห์ชะมัด เขาขี่ม้าด้วยนะ
... ม้าเชียวนะ!!! นึกถึงภาพตอนที่เขาขี่ม้า ควบม้า บังคับม้า ตัวเขาต้องสูงแน่ๆ ถึงได้ขึ้นบนหลังม้าได้อย่างง่ายดาย ในความคิดหนูเขาเหมือนเ้าชายขี่ม้าขาวที่ไปช่วยเ้าหญิงออโรร่าที่หลับไหลบนหอคอย หนูรู้สึกล่องลอยเมื่อคิดถึงเื่นี้
เกิดมาหนูไม่เคยเห็นม้าตัวเป็ๆ มาก่อน ถ้าหนูเจอเขาล่ะก็ หนูก็อยากจะให้เขาสอนหนูขี่ม้าด้วย เขาน่าจะใจดี ยอมให้หนูขี่ม้าเขานะ หนูคิดว่าตัวเองตกหลุมรักเขานิดๆ แล้วแหละ
คนที่หนูหมั่นไส้ที่สุดน่าจะเป็ 'มานี' ยัยนี่จะแอบชอบปิติไหมนะ!!! แต่แน่ล่ะ หนูรู้ว่าเขาเป็เพื่อนกัน แต่ก็แอบหงุดหงิดนิดๆ ไม่ได้ ก็แหม ... ั้แ่เด็กๆ แล้วนี่
ปิติ ขี่ม้า ปิติ เกาะ คอ ม้า
เขา งอ เข่า เวลา ขี่ ... หนูจินตนาการตาม
มานี ดู ปิติ ขี่ ม้า .... มาดูทำไมยะ ไปเลี้ยงนกแก้วของหล่อนโน่น ปิติของฉันนะ
ชูใจ เกา คอ สีเทา เบา เบา
สีเทา ชู คอ พอใจ มานี หัวเราะ
และเพราะเสียงหัวเราะของมานี ทำให้ปิติที่ขี่ม้าอยู่ ถึงกับต้องขี่ม้ากลับมาดูว่าทั้งสองทำอะไรกัน ... มันน่าหมั่นไส้ไหมล่ะ
แต่หนูไม่สนใจหรอก บางทีเย็นนี้หนูอาจไปถามชูใจดูก็ได้ว่ามานีมีใจให้ปิติหรือเปล่า หนูยักไหล่ให้กับเื่นี้หนึ่งที ก็แหม ... เรา ป.6 กันแล้วนี่ ยัยสุกัญญากับเอกชัยห้อง 1 ยังแอบปิ๊งกันเลย ครูสารภีคงไม่ว่าหนูแก่แดดหรอกนะ
การเรียนในวันนี้ยืดยาวมาก จนมาถึงวิชาสุดท้ายคือวิชาพระพุทธศาสนา เป็วิชาที่หนูชอบอีกวิชาหนึ่ง เพราะทำให้หนูมีเวลามากพอที่จะมองหาเศษดินน้ำมันใต้โต๊ะของเพื่อนๆ ที่ทำหล่นไว้
ไม่มีใครฟังพระอาจารย์แม้แต่คนเดียว แม้แต่หัวหน้าห้องที่ 'ดูเหมือน' จะตั้งใจเรียนที่สุด ขอบอกว่าเขานี่แหละตัวแสบเลย ชอบเขียนอะไรบ้าๆ บอๆ ใส่กระดาษแล้วก็แอบแปะหลังเพื่อน หนูยังเคยโดนอยู่
ครั้งหนึ่ง หนูเดินไปทั่วโรงเรียนพร้อมกับกระดาษที่แปะกลางหลังว่า 'ฉันตดในห้องเรียน'
บ้าบอที่สุด หนูก็สงสัยว่าทำไมคนในโรงอาหารแอบหัวเราะกันคิกคัก นี่ถ้าป้าสมใจแม่ครัวไม่มาเฉลยและเป็คนดึงแผ่นกระดาษออก หนูคงอับอายมากกว่านี้ ยัยยาใจเพื่อนตัวแสบก็ไม่บอกหนูเลย ปล่อยให้หนูเดินไปซะทั่วโรงเรียน
พระอาจารย์ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง พูดอะไรงึมงำเบา ๆ น่าจะเกี่ยวกับประวัติวันวิสาขบูชาหรืออะไรสักอย่าง เสียงเด็กนักเรียนดังกลบเสียจนเห็นแต่พระอาจารย์ทำปากขมุบขมิบเท่านั้น แต่ก็ยังอดทนพูดจนจบคาบ หนูนับถือจริง ๆ
เสียงออดดังบอกเวลาเลิกเรียน พระอาจารย์เก็บหนังสือบนโต๊ะและเดินออกไป ทุกคนออกไป ยกเว้นหนู เพราะหนูไม่มีบ้านให้กลับ หนูต้องนอนที่โรงเรียน
ตอนนี้ห้องโล่งหมดแล้ว เหลือหนูแค่คนเดียว ดีเลย!! หนูจะได้ใช้เวลานี้มุดใต้โต๊ะเพื่อนทุกคน ค้นหาเศษดินน้ำมัน หนูรวบรวมได้มาเป็ก้อนเท่ากำปั้นแล้ว ดินน้ำมันของหนูมีหลากสี เพราะมันเป็เศษๆ รวมกันจนเป็ก้อนโต พรุ่งนี้ตอนพักกลางวันหนูจะไปเล่นแปะดินน้ำมันกับห้อง 1 ถ้าหนูเล่นชนะ หนูก็จะมีดินน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก
หนูมุดไปใต้เก้าอี้ดำรงศักดิ์ เพื่อนคนนี้แหละที่มันชอบกินถั่วเหลืองซอง ที่โรงอาหารมีขาย ซองละหนึ่งบาท มันแหละที่เป็คนตด ไม่ใช่หนู!!! และฝีมือการแปะดินน้ำมันของมันก็อ่อนมาก โดนกินประจำ สมน้ำหน้ามัน ใต้โต๊ะมันมีเศษดินน้ำมันหล่นเพียบ หนูเก็บมาได้เกือบเท่านิ้วหัวแม่มือ
หนูควานหาทั่วทั้งห้อง มุดโต๊ะนั้น โผล่โต๊ะนี้ เพลิดเพลินจนลืมเวลา ตายจริง ลืมเลย!!!
หนูมีนัดกับชูใจ เื่มานีกับปิติ ว่าทั้งคู่ปิ๊งกันหรือเปล่า แต่ช่างเถอะ ... หนูปัดความคิดนี้ทิ้งไป ปล่อยให้เธอรอเก้อไป อย่างกับหนูไม่เคยเบี้ยวนัดเธออย่างงั้นนี่
ยังไงซะภาระกิจการหาดินน้ำมันของหนูก็สำคัญกว่า
หนูใช้เวลาไม่นาน รางวัลแห่งความพยายามก็มาอยู่ในมือเล็กๆ ของหนู เศษดินน้ำมันที่กระจายทั่วห้องตอนนี้เป็ของหนูแล้ว มันใหญ่เกือบเท่าลูกปิงปอง หนูจะเอาไปรวมกับก้อนกำปั้นของหนู หนูซ่อนมันไว้ใต้โต๊ะ หนูไม่รอช้าที่จะเอามือควานไปหามัน ราวกับสิ่งนี้คือของล้ำค่าของหนู
ใต้โต๊ะหนูรกมากเลย มีทั้งสมุด หนังสือ ดินสอ ปากกา บางอันใช้ได้ บางอันใช้ไม่ได้ ใต้โต๊ะหนูมันเป็ทั้งที่เก็บของ และเก็บขยะ หนูเจอซองขนมที่กินหมดแล้ว หนูหยิบมันทิ้งไป เพราะมันไม่ใช่ดินน้ำมันที่หนู้า หนูควานหาต่อ หนูดึงมือออกมาอีกที มือหนูเลอะน้ำหมึกสีน้ำเงิน ต้องมีปากกาสักด้ามของหนูที่ไส้หลุดแน่นอน หวังว่ามันจะไม่เลอะสมุดการบ้านนะ หนูยังพยายามควานหาต่อ แต่แล้วหนูก็ต้องสะดุ้งรีบชักมือออกมา นิ้วชี้หนูเป็รู เืไหล หนูโดนวงเวียนทิ่ม ... หนูโมโหแล้วนะ!!!
ไอ้ซองขนมบ้า ไอ้ปากกาเวรไส้ทะลัก ไอ้วงเวียนเลว ฉันจะเอาดินน้ำมันก้อนกำปั้นของฉัน พวกแกมายุ่งอะไร หนูอยากกรีดร้อง
หนูเหลืออดแล้ว หนูคิดว่าเด็กก็สามารถโกรธได้พอๆ กับผู้ใหญ่เหมือนกัน หนูตัดสินใจก้มลงมองเข้าไปในช่องใต้โต๊ะ เพื่อหาของสำคัญของหนู หนูรื้อทุกสิ่งทุกอย่างออกมา
แต่แล้ว ...
มันว่างเปล่า ไม่มีเลย ไม่มีของสำคัญของหนู ดินน้ำมันก้อนนั้นที่หนูเพียรพยายามสะสมจนเป็ก้อนโต ตัวหนูแข็งชาอยู่กับที่พร้อมๆ กับความมืดที่คืบคลานเข้ามา แสงอาทิตย์ดับลง พร้อมกับความหวังของหนู
มันหายไปไหน!!! มันหายไป หายไปจริงๆ ต้องมีคนเอาไป ใคร??? ความคิดรุนแรงที่ผุดขึ้นมา 'ยาใจ' อีคนสารเลว มันชอบแย่ง มันลอกการบ้าน มันเคยขโมยปากกาหนูไปแล้วครั้งหนึ่งแล้วตู่ว่าเป็ของมัน หนูจำได้ เพราะหนูทำตำหนิเอาไว้ หนูวาดรูปดวงจันทร์เต็มดวงที่แทนชื่อหนูเอาไว้ แต่มันกลับโกหก มันบอกว่ามันวาดเอง หนูจำได้ว่าโกรธจนร้องไห้ แต่สักพักมันก็มาทำดีด้วย และหนูก็ลืมเื่นั้น ... แต่ครั้งนี้หนูจะไม่ลืม!!!
หนูทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นเย็นเฉียบ กำมือแน่น ตัวสั่น ใช่แล้วหนูโกรธ หนูจะทำอะไรได้เพื่อเป็การระบาย ท่ามกลางความมืดมิดที่ครอบงำเข้ามา มันเคลื่อนตัวมาช้าๆ กระทั่งรวดเร็ว จนกลืนกินทุกสิ่งอย่าง รู้ตัวอีกทีหนูมองอะไรไม่เห็นแม้กระทั่งมือของตัวเอง
ความมืดมิดที่มาพร้อมกับความว่างเปล่า เย็นเฉียบ วังเวง ... ราวกับไร้ชีวิต
กำแพงห้องเรียนเริ่มบีบตัวเข้ามา ใกล้เข้ามาทุกขณะ บีบรัดตัวหนูให้จมไปกับความมืดมิดที่น่าหวาดกลัว ชิงชัง
ด้านนอกที่สนามหน้าเสาธง มีเสียงฝีเท้าเหยียบย่ำหญ้าดังสวบสาบ ... ใช่ ... เขามาแล้ว คนนั้น!!! คนเดิม!!! เมื่อความมืดมาเยือน เขาจะมา
เสียงฝีเท้าที่มาพร้อมกับกลิ่นน่าสะอิดสะเอียน กลิ่นอาหารบูดเน่า กลิ่นอุจจาระตามพื้นชื้นแฉะที่มีหนอนตัวอวบชอนไชและกำลังกลืนกินมันอย่างเอร็ดอร่อย ชวนให้อาเจียน เสียงลากเท้ากระทบพื้น ... ตึก ... ตึก ... ความกลัวส่งสัญญาณถึงรูขุมขนบนหนังหัว หนูรับรู้ได้ถึงอณูของเส้นผมทุกเส้นที่ลุกตั้งชัน
ความรู้สึกตะครั่นตะครอเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในกำแพงที่เบียดชิด มืดเหลือเกิน หนาวจับขั้วหัวใจ เหงา เดียวดาย แร้นแค้น ทุกสภาวะบีบคั้นให้หนูจำนน จนต้องกรีดร้องออกมาสุดเสียง แต่ถึงหนูจะแผดเสียงแค่ไหน เสียงของหนูก็ดังแค่ในห้องนี้เท่านั้น
.... หนูทำได้เพียงรอ รอเวลาที่แสงจากพระอาทิตย์จะสาดส่องมา เพื่อปลุกฟื้นทุกสิ่งอีกครั้ง