บรรยากาศกลางลานดินทวีความกดดันจนถึงขีดสุด หัวหน้าทีมบุกตระกูลชางที่บัดนี้ใบหน้าเริ่มอาบไปด้วยเหงื่อเย็นกาฬ เริ่มตระหนักว่าเขาไม่ได้สู้กับมนุษย์ธรรมดา แต่กำลังสู้กับกรงเล็บที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังบีบรัดลำคอของเขาอย่างช้า ๆ
"ตายซะ!" หัวหน้าทีมบุกะเิพลังเฮือกใหญ่ กระบี่คู่ในมือวาดเป็วงพระจันทร์เสี้ยวสองวงสลับกัน ปลายกระบี่สั่นระริกด้วยปราณแก่นที่หนาแน่นจนเกิดเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหู เขาพุ่งเข้าจู่โจมด้วยเพลงกระบี่ที่ดุดันที่สุด ก้าวเท้าแต่ละครั้งหนักหน่วงจนพื้นดินแตกระแหง
เขากระแทกกระบี่ขวาเข้าใส่ไหล่ของนาวี หมายจะใช้แรงปะทะจากปราณกระแทกให้กระดูกหลุด ทว่า นาวี (ฉางตง) กลับทำเพียงเบี่ยงเท้าซ้ายออกด้านข้างเพียงหนึ่งคืบ ปล่อยให้คมกระบี่เฉียดแผ่นหลังไปจนผ้าขาดวิ่น ในจังหวะเดียวกัน นาวีกลับสวนหมัดสั้นเข้าใส่ลิ้นปี่ของศัตรูทันที!
พลั่ก!
หัวหน้าทีมบุกผงะหงาย เขาพยายามจะก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่าง "แฮก... อึก!" เขา้าเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อสูดอากาศเข้าปอดและจัดระบบลมปราณที่เริ่มปั่นป่วนจากแรงกระแทกที่ท้องน้อยก่อนหน้านี้ ทว่า... นาวีไม่ให้โอกาสนั้น
ทันทีที่ส้นเท้าของหัวหน้าทีมบุกแตะพื้นเพื่อจะสปริงตัวถอย นาวีกลับสืบเท้าตามติดดุจเงาตามตัว เขาเคลื่อนไหวในลักษณะที่เรียกว่า 'การก้าวตามจังหวะว่าง' ทุกครั้งที่ศัตรูถอย นาวีจะรุกคืบเข้าไปในระยะเดิมเสมอ มือซ้ายของนาวีคว้าจับข้อมือกระบี่ที่กำลังจะตั้งรับ บิดหมุนในองศาที่ฝืนเส้นเอ็น บีบให้หัวหน้าทีมบุกต้องบิดตัวตามเพื่อไม่ให้กระดูกหัก ส่งผลให้จังหวะการหายใจที่จะสูดเข้าต้องเปลี่ยนเป็เสียงครางด้วยความเ็ป
"แก... ไอ้ปีศาจ!" หัวหน้าทีมบุกกัดฟันจนกรามแทบแตก เขาพยายามใช้เท้าเตะสกัดเพื่อบีบให้นาวีถอย แต่ฉางตงเพียงแค่โยกสะโพกหลบอย่างแเี แล้วกระแทกศอกสวนเข้าที่หัวเข่าของศัตรูในจังหวะที่ขาลอยอยู่กลางอากาศ
กร๊อบ!
เสียงลั่นของข้อต่อทำให้จังหวะการเคลื่อนไหวของหัวหน้าทีมบุกพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ร่างกายของเขาโหยหาอากาศอย่างรุนแรง ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนจากสีแดงก่ำเป็สีม่วงคล้ำ ลมปราณที่หลอมรวมกับกระดูกบัดนี้กลับกลายเป็ภาระหนักอึ้ง เพราะเมื่อหายใจไม่สมบูรณ์ ปราณเ่าั้ก็เริ่มตีกลับเข้าสู่ร่างกายจนอวัยวะภายในบอบช้ำ
"ดูนั่นสิ..." ตง ฟานหรง เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "ฉางตงไม่ได้แค่รุก แต่เขากำลัง '่ชิงจังหวะถอย' ของศัตรู ทุกครั้งที่มันพยายามจะสร้างระยะเพื่อหายใจ ฉางตงจะบดขยี้ระยะนั้นทิ้งทันที หมอนั่นกำลังจะขาดใจตายเพราะการโคจรลมปราณที่ผิดจังหวะ"
ถังขู่ จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา หัวใจเต้นรัวด้วยความใยิ่งกว่าตอนถูกลอบโจมตีเสียอีก
‘นี่มัน... เป็ไปได้ยังไง?’
ภาพการต่อสู้ที่เรียบง่ายแต่เด็ดขาดของนาวี ทำให้ถังขู่หวนนึกถึงวันที่เขาพบกับฉางตงครั้งแรกในป่าลึก ตอนนั้นตัวเขายังปลอมตัวเป็โจรและต้องรับศึกกับพวกลูกศิษย์สำนักไท่ซวน ในวันนั้นฉางตงที่รอดจากลูกน้องของเขามาได้เพราะมีใครบางคนช่วยจากในเงามืดอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ จนเขาปักใจเชื่อมาตลอดว่ามี "ยอดฝีมือลึกลับ" คอยคุ้มกันฉางตงอยู่จากที่ลับ ๆ
เขามองข้ามชายหนุ่มที่ดูอ่อนแอและไม่มีแม้แต่ลมปราณตรงหน้าไปเสียสนิท แต่บัดนี้เมื่อได้เห็นท่วงท่าการ 'รื้อถอนร่างกายมนุษย์' ด้วยตาตัวเอง
หลินชิงเซียน เริ่มเห็นภาพรวมชัดขึ้น นางเห็นหัวหน้าทีมบุกที่เคยน่าเกรงขามบัดนี้ไม่ต่างจากคนที่กำลังจมน้ำอยู่บนบก เขาอ้าปากพะงาบพยายามสูดลมหายใจ แต่ทุกครั้งที่เขาอ้าปาก หมัดหรือศอกของนาวีจะพุ่งเข้าหาจุดตาย บีบให้เขาต้องกลั้นใจรับแรงกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประสบการณ์ต่อสู้ของนางอาจยังไม่มากพอจะเข้าใจกลไกภายใน แต่นางรับรู้ได้ทันทีว่าฉางตงกำลังถือไพ่เหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ
อวิ๋น จ้องมองภาพนั้นด้วยความทึ่ง เด็กน้อยเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอาจารย์ถึงเคี่ยวเข็ญให้ฝึกการหายใจและท่วงท่าแปลก ๆ ศิลปะต่อสู้ของอาจารย์ไม่ใช่การโอ้อวดพลังเหมือนวิชายุทธ์ทั่วไป แต่มันคือ "ศาสตร์แห่งการควบคุม" ที่รื้อถอนการป้องกันของศัตรูออกทีละส่วน
หัวหน้าทีมบุกพยายามจะรีดเร้นปราณเฮือกสุดท้าย แต่นาวีกลับก้มตัวต่ำ รอดผ่านวงแขนนั้นแล้วง้างหมัดชกเสยเข้าที่ปลายคางอย่างรุนแรง ในจังหวะที่ศัตรูพยายามจะอ้าปากหอบหายใจเฮือกสุดท้าย!
"หมดเวลาหายใจแล้ว..."
นาวีเอ่ยเสียงเย็น ก่อนที่ร่างของหัวหน้าทีมบุกจะถูกแรงกระแทกจนลอยคว้างกลางอากาศ ลมปราณที่ตีกลับะเิออกภายในจนเขากระอักเืคำโตออกมาท่ามกลางแสงจันทร์!