เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    เล่มที่6 ตอนที่ 154 : ใครบอกว่าเราต้องการไฟหน้า?

            หยางเฉินไม่เคยเบื่อหน่ายกับการดื่มแอลกอฮอล์นอกเสียจากว่าตอนนี้มีสถานการณ์ที่น่าสนใจกว่าหยางเฉินรู้สึกประหลาดใจกับสถานการณ์ปัจจุบันมาก คนอื่นๆอาจจะมองไม่เห็นแต่ไม่ใช่หยางเฉินในสายตาของเขามีหลายสิ่งเหลือเกินที่ควรคิดใคร่ครวญและดูน่าสงสัยมันมีรายละเอียดมากมายที่มีความหมายแอบแฝงซ้อนอยู่ แล้วเขาจะสามารถไปหาอะไรดื่มในช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ได้อย่างไร

            หลังจากเดินเลี้ยวลัดเลาะตรงไปยังทางออกเล็กๆที่อยู่ด้านหลังของวิลล่า ถ้าเขาเดินออกไปทางประตูเล็กๆ นั้นแล้วไปโผล่ที่ประตูของลานจอดรถที่อยู่ด้านหลังวิลล่า

            ภายในตึกขนาดใหญ่ที่ดูซับซ้อนแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่จะมีทางออกหลายทางเป็นไปไม่ได้ที่จะมีทางออกขนาดใหญ่เพียงที่เดียวดังนั้นหยางเฉินจึงสามารถค้นพบประตูนี้ได้อย่างง่ายดาย

            อย่างไรก็ตาม หยางเฉินไม่ได้รีบออกไปเขาหันกลับมาช้าๆ และพูดกับความว่างเปล่าตรงทางเดินว่า

            “คุณโม่การสะกดรอยตามคนอื่นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีเลยนะครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวสวยที่สะกดรอยตามผู้ชายที่แต่งงานแล้ว”

            หลังจากที่ถูกจับได้โม่เชี่ยนนีจึงเผยตัวออกมานิ่งๆ ด้วยใบหน้าที่แดงออกมาจากมุมหนึ่งของทางเดินเธอกล่าวอย่างโมโหว่า “มันเป็นความผิดของนายต่างหากนายโกหกฉันเพราะนายต้องการหนีไปชัดๆ”

            “หนี? ผมไม่เคยพูดว่าผมจะหนี”หยางเฉินค่อยๆ เดินเข้าไปหาโม่เชี่ยนนี

            โม่เชี่ยนนีเข้าใจในทันที “ฉันเข้าใจแล้วนายต้องการไปห้องเก็บของที่ท่าเรือเจินเจ๋อวาน ที่หลี่มู่หัวกำลังเดินทางไปถูกใช่หรือเปล่า?”

            “ฉลาดมาก แต่แล้วทำไมล่ะ?” หยางเฉินตอบเธออย่างไม่มีปิดบังใดๆ

            “นายไปไม่ได้นะที่นั่นมันอันตรายเกินไป” โม่เชี่ยนนีกล่าวอย่างเป็นกังวล

            “แต่คุณหยุดผมไม่ได้” หยางเฉินยักไหล่พร้อมยิ้มออกมา

            โม่เชี่ยนนีมองหยางเฉินที่สาวเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆเธอก้าวถอยหลังไปสองก้าว

            “งั้นนายก็พาฉันไปด้วยฉันไม่อยากให้นายไปสถานที่อันตรายแบบนั้นเพียงลำพัง”

            หยางเฉินทำท่าอยากรู้อยากเห็นทันที เขาถามออกไปว่า “คุณรู้อยู่แล้วว่ามันอันตรายแล้วทำไมคุณยังต้องการจะไปกับผมล่ะ?”

            “ฉัน… ฉันเป็นห่วงนาย" โม่เชี่ยนนีพูดเสียงเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบใบหน้าของเธอแดงขึ้นมาภายใต้แสงที่สาดส่องลงมา

            เธอไม่สามารถปล่อยให้หยางเฉินไปสถานที่อันตรายอย่างนั้นเพียงลำพังได้แม้ว่าเธอจะรู้ว่าคำพูดทั้งหมดนั้นมันตรงเกินไปและการเปิดเผยความรู้สึกของเธอออกมาในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ โม่เชี่ยนนีไม่สามารถมาใส่ใจสงวนท่าทางไว้ได้อีกต่อไป

            หยางเฉินสับสนไปชั่วขณะ เขาคาดไม่ถึงว่าโม่เชี่ยนนีจะเปิดเผยความรู้สึกและแสดงความเป็นห่วงในตัวเขาออกมาตรงๆแบบนี้ แล้วเขาจะยังคงใจแข็งได้อย่างไร?

            หยางเฉินทำอย่างนั้นไม่ได้ดังนั้นเขาจึงล้มเลิกแผนการที่เขาจะทำให้โม่เชี่ยนนีหมดสติไป

            หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างเงียบกันไปสักครู่หยางเฉินถอนหายใจ จากนั้นยิ้มกล่าวว่า

            “ที่แรกผมวางแผนว่าจะทำให้คุณสลบไปจากนั้นอุ้มคุณกลับไปที่ห้องแต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว หัวใจที่อ่อนโยนของผมไม่สามารถต้านทานกับคำพูดหวานๆของผู้หญิงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคำพูดเหล่านั้นมาจากคนที่สวยขนาดนี้ตั้งแต่ที่คุณตั้งใจจะไปกับผม ผมก็ยอมแล้ว”

            “นาย…นายตั้งใจจะทำให้ฉันสลบไปจริงเหรอ?” โม่เชี่ยนนีโกรธเขามากจนแทบจะกระโดดไปขย้ำคอเขา

            “อือ… คุณเป็นห่วงความปลอดภัยของผมในขณะที่ผมก็เป็นห่วงคุณด้วยเช่นกัน” หยางเฉินตอบกลับไป

            โม่เชี่ยนนีรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ในลำคอหัวใจของเธอเต้นระรัวกว่าปกติ เธอรีบหันหน้าไปมองทางอื่นเม้มริมฝีปากบางสีกลีบกุหลาบ ซ่อนรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขเอาไว้

            ราวกับว่าความรู้สึกที่คลุมเครือระหว่างพวกเขาทั้งคู่ได้รับการตอบรับอย่างจริงใจและดูเหมือนว่ามันไม่ต้องใช้คำพูดอะไรมากมันเป็นสิ่งที่จะรักษาความไม่ชัดเจนที่หอมหวานนี้ไว้ระหว่างพวกเขาสองคน

            “เฮ้ ยัยทึ่ม? ยังจะไปอยู่หรือเปล่า?” หยางเฉินถามออกไปพร้อมรอยยิ้ม

            สิ้นเสียงเรียกของหยางเฉินแล้วโม่เชี่ยนนีก็กลับมารู้สึกตัวในทันที

            “แน่นอน ฉันไปแน่แต่นายต้องดูแลฉันด้วยนะ” ด้วยท่าทางน่าสงสารเหมือนสาวน้อยโดนรังแกและไม่ได้มีภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่ดื้อดึงหรือเย่อหยิ่งอีกต่อไป

            หยางเฉินกวักมือเรียกเธอเห็นดังนั้นโม่เชี่ยนนีรีบเดินตามเขามาอย่างรวดเร็ว

            เมื่อพวกเขาเดินไปถึงทางออกเล็กๆก็มีบอดี้การ์ดในชุดสีดำยืนอยู่ประจำจุดนั้นแล้วเตรียมพร้อมหยุดทุกคนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไป

            “พี่ชาย เดินมาตรงนี้สักครู่สิ”หยางเฉินกวักมือเรียกบอดี้การ์ดด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร

            ชายชุดดำเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมตอบรับหยางเฉินด้วยรอยยิ้มสุภาพ “มีอะไรให้ช่วยหรือครับ คุณผู้ชาย”

            “เอ้อเอาเป็นว่าช่วยอยู่เงียบสักพักก็แล้วกัน”

            ไม่ต้องรอให้บอดี้การ์ดเหล่านั้นตอบกลับมา หยางเฉินสับสันมือลงไปที่ท้ายทอยของพวกเขาอย่างรวดเร็วจากนั้นร่างไร้สติของชายชุดดำก็ค่อยๆ ร่วงลงสู่พื้น

            โม่เชี่ยนนีตกใจอ้าปากค้างเธอมองไปที่หยางเฉินด้วยท่าทางน่ารัก “ก่อนหน้านี้นายกะจะทำให้ฉันสลบแบบนี้ใช่มั้ย?”

            “ลองเดาดูสิ” หยางเฉินขยิบตาให้เธอแล้วเดินออกประตูไป

            ในยามราตรีที่ท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีดำลานจอดรถกว้างขวางมีบรรยากาศเงียบเชียบ ได้ยินเพียงเสียงลมพัดต้นไม้เสียดสีกันไปมามีรถหรูระดับไฮเอนด์หลายคันจอดเรียงกันอยู่บริเวณนั้นอย่างเป็นระเบียบ

            สายลมเย็นในยามค่ำคืนพัดผ่านร่างของโม่เชี่ยนนีส่งผลให้เธอรู้สึกหนาวจับใจ เธอกอดตัวเองพลางหันไปถามหยางเฉินเสียงเบาว่า “นายวางแผนจะเดินทางไปหาหลี่มู่หัวยังไงล่ะ?เราไม่มีรถนะ”

            หยางเฉินแสยะยิ้มชั่วร้ายสายตากวาดมองไปที่รถหลายคันที่จอดอยู่ในลานนั้นอย่างพิจารณา ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ใครบอกว่าเราไม่มีรถกันล่ะ?”

            “นายกำลังคิดจะขโมยรถใช่มั้ย?”

            โม่เชี่ยนนีพบกับสถานการณ์สิ้นหวังแต่ก่อนที่เธอจะทันได้ทำอะไร หยางเฉินก็เดินเข้าไปใกล้รถยนต์เล็กซัส สีดำที่อยู่ใกล้ที่สุดเสียแล้ว

            “นี่ นายล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย”โม่เชี่ยนนีกระตุกยิ้มในขณะที่เอ่ยปากถามออกไป

            หยางเฉินลูบคางไปมา เดินสำรวจรถโดยรอบดูเหมือนต้องการจะพิสูจน์อะไรบางอย่างทันใดนั้นเขาเงื้อกำปั้นออกไปและใช้มันทุบไปยังกระจกรถ

            เพล้ง!

            เสียงกระจกแตกดังขึ้นเกิดเป็นรูโหว่ปรากฏขึ้นบนกระจกรถด้านข้าง

            “คุณเห็นมั้ย?” หยางเฉินชี้ไปที่กระจกข้างที่แตกลงโดยง่าย “เล็กซัสรุ่นนี้มีระบบเตือนภัยที่ไม่ค่อยดีนักหากไม่มีใครไปยุ่งกับตัวล็อก สัญญาณเตือนภัยก็จะไม่ดัง” หยางเฉินกล่าวภายใต้สายตาของโม่เชี่ยนนีที่เต็มไปด้วยความใสซื่อและตื่นตระหนกหยางเฉินปลดล็อกจากภายใน จากนั้นเปิดประตูและก้าวเข้าไปประจำที่คนขับ

            โม่เชี่ยนนีแทบลมจับกับพฤติกรรม และการกระทำของหยางเฉินที่เกินขอบเขตของศีลธรรมจริยธรรม และข้อกฎหมายที่คนธรรมดาพึงมีความคิดของเขาซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปอย่างเธอจะทำความเข้าใจได้

            “ขึ้นมาเร็วๆ” หยางเฉินโบกมือเรียกเธอให้ขึ้นรถและปลดล็อกด้านประตูข้างคนขับให้

            เมื่อโม่เชี่ยนนีเข้ามาในรถ หยางเฉินก็ดึงชิ้นส่วนพลาสติกบริเวณใต้พวงมาลัยออกและสอดตัวเองเข้าไปด้านล่าง

            หลังจากเตรียมตัวเตรียมใจแล้วโม่เชี่ยนนีก็ไม่ได้ตกใจอะไรมากในตอนนี้ เธอถามด้วยความงงงวยว่า

             “นายกำลังทำอะไรเนี่ย เราสามารถสตาร์ทรถด้วยวิธีการนี้ได้ด้วยเหรอ?”

            หยางเฉินกลอกตามองเธอและกลับไปดำเนินการเดินสายไฟภายในรถต่อ

            “ถ้าไม่มีกุญแจเราก็ต้องใช้วิธีการพิเศษ” ในขณะที่เขาพูดอยู่นั้นแผงควบคุมของรถยนต์ก็สว่างขึ้น จากนั้นเสียงเครื่องก็เริ่มส่งเสียงคำราม

            หยางเฉินเมินท่าทางตกใจของโม่เชี่ยนนีไปโดยสิ้นเชิงพร้อมปรับเบาะนั่งให้กระชับพอดี เตรียมขับรถพุ่งออกไป

            “ช้าก่อน” ดูเหมือนโม่เชี่ยนนีจะนึกอะไรบางอย่างได้“มีคนจากวิลล่าคอยจับตาดูอยู่ตลอดแม้ว่าตรงนี้จะไม่ไกลจากถนนสาธารณะที่อยู่รอบๆ บริเวณนี้ถ้าเราทะเล่อทะล่าขับออกไปตอนนี้ ไฟหน้ารถจะทำให้เราถูกพวกนั้นสังเกตเห็นเอาได้นะ”

            “อย่างน้อยคุณก็ยังฉลาด” หยางเฉินชื่นชมพร้อมกับดีดนิ้วไปที่ปลายจมูกของโม่เชี่ยนนีเป็นเหตุให้มันบวมแดงขึ้นมา

            “แล้วเราจะไปจากที่นี่ยังไงกันล่ะ?”

            “ใครบอกว่าเราต้องใช้ไฟหน้าเพื่อขับรถตอนกลางคืนล่ะ?”

            “คุณหมายถึง...”

            หยางเฉินไม่สนสายตาของโม่เชี่ยนนีที่มองมาที่เขาเหมือนกับมองคนบ้าหยางเฉินหัวเราะชอบใจและดับไฟหน้ารถ เหมือนขับรถตอนกลางวัน

            จากนั้นหยางเฉินตบเปลี่ยนเกียร์และขับรถออกไปจากลานจอดอย่างนุ่มนวลเขาเริ่มต้นขับรถไปตามถนนที่อยู่รอบวิลล่า

            เมื่อมองไปยังความมืดที่อยู่ต่อหน้าเธอโม่เชี่ยนนีไม่สามารถมองเห็นแม้กระทั่งระยะทางเพียง 3 เมตรตรงหน้าคิดถึงการที่หยางเฉินตั้งใจขับรถแบบนี้ไปตลอดทางสู่จินเจ๋อวานเธอหวาดกลัวกระทั่งเริ่มคิดหาวิธีกระโดดออกจากรถคันนี้ขึ้นมา

            “นายบ้าไปแล้วหรือไง? ถ้านายยังขับรถแบบนี้ พวกเราได้กลายเป็นผีบนภูเขานี้แน่”

            หยางเฉินเหลือบมองเธอภายใต้ความมืดและพูดขึ้นว่า

            “ถ้าคุณเชื่อใจผม ก็นั่งเฉยๆและอยู่เงียบๆ แม้ว่าผมจะยอมพาคุณมาด้วย แต่คุณก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งผมทุกอย่างไม่งั้น ผมก็ไม่สามารถรับรองได้ว่าผมจะไม่ทำให้คุณสลบและโยนคุณไว้ที่เบาะหลัง”

            เมื่อเขาพูดจบโม่เชี่ยนนีก็ตอบสนองโดยการหุบปากในทันที เธอบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เต็มใจแต่ยังคงกระชับรัดเข็มขัดและอยู่เงียบๆ อย่างเชื่อฟัง

            รถยนต์เล็กซัสสีดำ ไม่มีแสงไฟสักดวงเหมือนกับดวงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืดกำลังวิ่งข้ามผ่านเส้นทางอันมืดมิดบนภูเขา โดยที่ความเร็วของรถยังคงที่ไม่มีตกเลยสักนิด

            โชคดีที่มีรถเพียงไม่กี่คันที่ใช้เส้นทางบนภูเขานี้ดังนั้นแม้ว่าจะไม่ได้เปิดไฟหน้ารถความเร็วในการขับขี่ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุใดๆบางครั้งก็มีรถในพื้นที่ขับผ่านมา และคนขับก็เพียงคิดว่าพวกเขาเห็นบางสิ่งเท่านั้น

            โม่เชี่ยนนีค่อยๆตระหนักได้ว่าความกังวลของเธอในตอนแรกนั้นออกจะไร้สาระเพราะหยางเฉินไม่มีปัญหาอะไรเลยในการขับรถยนต์สีดำบนถนนโดยปราศจากแสงไฟทำเหมือนกับเป็นการขับรถตอนกลางวัน

            ในขณะที่เธอสามารถสงบใจลงไปได้มากแล้วโม่เชี่ยนนีจึงกล้าถามคำถามอื่นๆ ต่อไป

            “นี่ หยางเฉินนายรู้ทางไปจินเจ๋อวาน ใช่มั้ย?”

            “ใช่”

            “ทำไมนายถึงรู้ได้ล่ะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายมาฮ่องกงอย่างนั้นหรือ?”

            “จำไว้นะเมื่อใดก็ตามที่คุณฟังสิ่งที่ผมพูด หากพูด 10 ประโยค ก็มี 11ประโยคที่ผมโกหกล่ะ”

            “มันก็แค่ 10 ประโยคมันจะกลายเป็นคำโกหก 11 ประโยคได้ไงล่ะ? ถ้านายไม่ต้องการบอกฉัน ก็ลืมมันไปซะ” โม่เชี่ยนนีพูดออกมาด้วยท่าทางหดหู่

            “เมื่อคุณเริ่มต้นนับเลขจาก 0ถึง 10 มันจะนับได้ 11 จำนวนนี่คุณไม่รู้กระทั่งคณิตพื้นฐานอย่างงั้นืหรอ”

            ขณะที่ทั้ง 2 คนต่อปากต่อคำอยู่นั้นรถก็เคลื่อนที่ลงจากเขาเรียบร้อย หยางเฉินกลับมาเปิดไฟตามปกติเพราะมันไม่น่าสงสัยแล้วเมื่อมีแสงไฟบริเวณนี้

            รถของพวกเขามุ่งสู่ถนนขนาดเล็กเพื่อไปจินเจ๋อวานหยางเฉินเผยรอยยิ้มและพูดขึ้นว่า

            “ดูเหมือนพวกเราจะมาทันคนที่อยู่ตรงหน้าน่าจะเป็นหลี่มู่หัว”

            ความหวาดกลัวระคนกระวนกระวายในช่วงแรกของโม่เชี่ยนนีขณะนี้เปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นและสนุกสนาน การสะกดรอยตามใครบางคนแบบนี้ทำให้เธอมีความรู้สึกแตกต่างจากยามปกติอย่างสิ้นเชิงแต่เมื่อพวกเขาไปถึงจินเจ๋อวาน เธอก็เริ่มเป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของพวกเขาและอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า

            “เราจะเข้าไปอย่างเปิดเผยยังไงล่ะเข้าไปพร้อมกับหลี่มู่หัวเหรอ?”

            “ยัยทึ่ม ถ้าผมต้องการไปพร้อมกับหลี่มู่หัวเพื่อส่งมอบเงินแล้วเราจะปิดไฟและแอบสะกดรอยตามแทนที่จะให้พวกเขาสังเกตเห็นเราทำไมล่ะ?”

            โม่เชี่ยนนีถูกเรียกว่า 'ยัยทึ่ม' อีกครั้งแต่เธอก็ไม่ได้แสดงอาการขุ่นเคืองใดๆ เธอแค่รู้สึกว่าพวกเขาทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น เธอแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน จากนั้นก็ไม่ปริปากพูดอะไรอีก 

    คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน