บทที่ 8 ที่นี่คือบ้านของฉัน
ทุกครั้งที่เห็นลูกชายเอาแต่นิ่งเงียบ ไหลเยี่ยนหลิงมักจะดุด่าสั่งสอนอยู่บ่อยครั้งแต่มันก็ไม่เคยได้ผล จือหยวนยังคงทำตัวขี้ขลาดหวาดกลัวเหมือนเดิม
เธอทั้งโกรธทั้งสงสาร และแอบโทษตัวเองที่ไม่มีความสามารถพอจะขัดเกลาลูกชายได้ ในขณะที่ลูกชายบ้านอื่นซนเป็ลิงหลอกเ้า แต่ ซ่งจือหยวน กลับเรียบร้อยยิ่งกว่าเด็กผู้หญิงหลายคนในบ้านพักเสียอีก เธออดกังวลไม่ได้ว่าถ้าเขาโตขึ้นไปจะถูกคนอื่นรังแกจนเสียคน
แต่จะโทษเยี่ยนหลิงคนเดียวก็ไม่ได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผู้หญิงตัวคนเดียวต้องเลี้ยงลูกถึงสามคน ทั้งต้องทำงานหาเลี้ยงชีพและดูแลเื่ในบ้านทุกอย่าง ทำให้เธอก็ละเลยลูกไปเหมือนกัน
ทว่าครั้งนี้ จือหยวนกลับทำให้แม่ต้องประหลาดใจ เมื่อเขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน “รับทราบครับแม่... ต่อไปผมจะปกป้องพี่ๆ เอง”
เยี่ยนหลิงที่ไม่ได้คาดหวังคำตอบแบบนี้ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตัน “แม่... แม่ดีใจที่สุดเลยลูก!”
ลูกชายไม่เคยพูดจาหนักแน่นแบบนี้มาก่อน แถมลูกสาวคนโตก็กลับมาอยู่พร้อมหน้า จะไม่ให้เธอมีความสุขได้อย่างไร แม้แต่หรูอวิ๋นเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เธอรู้สึกว่าการกลับมาของซิงเย่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับบ้านซ่ง
คืนนั้นเป็คืนแรกที่ซิงเย่ต้องนอนเบียดบนเตียงเดียวกับคนอื่น แม้จะเป็แม่และน้องสาวแท้ๆ แต่เธอก็ยังไม่ชิน เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนข้างกายทำให้ซิงเย่นอนไม่หลับ
เธอครุ่นคิดถึงเื่ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะความสามารถพิเศษในการอ่านใจที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้น จนถึงตอนนี้เธอยังไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงอะไร นอกจากอาการปวดหัวเล็กน้อยเวลาที่ต้องใช้สมาธิเพ่งฟังนานเกินไป
ถ้าฟังบ้างหยุดบ้างก็คงไม่มีปัญหาอะไร ซิงเย่สรุปในใจ เธอตั้งใจจะใช้พลังนี้ให้เป็ประโยชน์โดยไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะกับ หลินเสี่ยวเวย คนที่เต็มไปด้วยความริษยาคนนั้น หากได้เจอหน้ากันอีกครั้ง เธอจะตั้งใจ "ฟัง" แผนการร้ายๆ ของยัยนั่นให้หมด
จากข้อมูลที่ได้ยินมาจากความคิดของเสี่ยวเวยที่ว่าโลกนี้คือ "โลกในนิยาย" ซิงเย่จึงต้องระวังเป็พิเศษ เพราะดูเหมือนเสี่ยวเวยจะกุมความลับเื่อนาคตเอาไว้ทั้งหมด เธอเริ่มร่างแผนการรับมือตระกูลหลินและเสี่ยวเวยอยู่ในหัวจนกระทั่งเผลอหลับไปในที่สุด
ทางด้านไหลเยี่ยนหลิงเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน ความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกินใจเมื่อััได้ว่าลูกสาวคนโตยังคงขยับตัวไปมาเพราะไม่ชินกับที่แคบ เธอเริ่มคิดว่าพรุ่งนี้เช้าควรจะเกลี้ยกล่อมให้ซิงเย่กลับไปที่บ้านหลินเสีย
เธอยังจำคำพูดของหลินเจิ้นหนานได้ดี “ซิงเย่ฉลาดมาก อนาคตจะไกลแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเธออยู่ที่บ้านหลินหรือไม่ ผมจะใช้เส้นสายทั้งหมดส่งเสริมเธอ”
เยี่ยนหลิงรู้ดีว่าลูกสาวของเธออัจฉริยะเหมือนพ่อ แต่ไม่คิดว่าจะจบมหาวิทยาลัยเร็วขนาดนี้ หากซิงเย่ยังอยู่ที่บ้านหลิน ด้วยตำแหน่งแพทย์ฝึกหัดเธอคงไม่ต้องถูกใครรังแกและคงได้เลื่อนขั้นเป็หมอเต็มตัวในเร็ววัน แต่ถ้าอยู่ที่บ้านซ่ง... นอกจากเธอจะช่วยอะไรลูกไม่ได้แล้ว ยังมีหนี้สินและน้องอีกสองคนที่ต้องเรียนหนังสือซึ่งอาจกลายเป็ภาระฉุดรั้งลูกสาวไว้
ในฐานะแม่ เธอจะยอมให้ลูกต้องมาลำบากเพราะความกตัญญูไม่ได้เด็ดขาด เธอตัดสินใจแล้วว่าพรุ่งนี้เช้าจะพูดเื่นี้กับซิงเย่ให้ชัดเจน
หรูอวิ๋นเองก็นอนลืมตาอยู่ในความมืด เธอััได้ถึงความสับสนของแม่และเดาความคิดออกได้ทันที ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหรูอวิ๋นโตมาท่ามกลางสายตาดูแคลน เธอจึงมีนิสัยละเอียดอ่อนกว่าที่เห็นภายนอก แม้เธอจะรักพี่สาวคนนี้มากแค่ไหน แต่เธอก็รู้ว่าหงส์ไม่ควรถูกกักขังไว้ในเล้าไก่ที่ยากจนแบบนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในบ้านพักจึงดูแปลกไป ทั้งแม่และน้องสาวต่างกระตือรือร้นกับซิงเย่มากกว่าปกติ แต่กลับมีท่าทางอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด
ซิงเย่ไม่ได้ใช้พลังอ่านใจเพราะ้าเก็บแรงไว้สู้กับงานวันแรกที่โรงพยาบาล แต่เธอก็สังเกตเห็นความผิดปกติได้จากแววตาของทั้งคู่ที่คอยแอบมองเธอระหว่างกินข้าว
“เป็อะไรกันคะ ผ่านไปแค่คืนเดียวทำไมดูแปลกๆ กันไปหมด มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ” ซิงเย่เอ่ยขึ้นพลางจ้องเขม็งไปที่เยี่ยนหลิงและหรูอวิ๋น
ทั้งคู่เริ่มมีท่าทีลุกลน หรูอวิ๋นที่เคยเป็ "พริกขี้หนู" กลับทำตัวเหมือนลูกสะใภ้ที่หวาดกลัวแม่สามี ไม่กล้าสบตาซิงเย่ตรงๆ
“ถ้าไม่อยากพูดตอนนี้ งั้นไว้คุยกันตอนเย็นที่ฉันกลับมานะคะ” ซิงเย่ตัดบทเพราะไม่อยากเสียเวลา
“ซิงเย่... ฟังแม่นะลูก” เยี่ยนหลิงรวบรวมความกล้าพูดออกมาในที่สุด “ที่ลูกกลับมาแม่ดีใจมากจริงๆ แต่ลูกก็เห็นสภาพบ้านเราแล้ว นอนก็ต้องเบียดกันสามคน ลูกเป็หมอต้องทำงานหนักทั้งวัน ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอจะไปมีแรงรักษาคนไข้ได้ยังไง... แม่ว่าลูกกลับไปอยู่ที่บ้านหลินเถอะนะ ที่นั่นมีห้องส่วนตัว มีความพร้อมทุกอย่าง มันดีกับอนาคตของลูกมากกว่า”
หรูอวิ๋นรีบพยักหน้าสนับสนุน “ใช่ค่ะพี่ ตระกูลหลินเขาก็อยากให้พี่อยู่ที่นั่น อยู่ที่นั่นน่ะดีที่สุดสำหรับพี่แล้ว”
จือหยวนที่นั่งฟังอยู่ถึงกับมึนงง พี่ใหญ่เพิ่งกลับมาแท้ๆ ทำไมแม่กับพี่รองถึงพยายามผลักไสไล่ส่งกันแบบนี้? พวกเขาทำเพื่อความสบายใจของตัวเองจนลืมถามความสมัครใจของพี่ใหญ่หรือเปล่า เขาเห็นชัดๆ ว่าตอนนี้หน้าพี่ใหญ่เปลี่ยนเป็ไม่พอใจไปหมดแล้ว!
ซิงเย่รู้สึกโกรธจนตัวสั่น เมื่อวานเธอก็พูดชัดเจนไปแล้วทำไมวันนี้ถึงยังมาเซ้าซี้เื่เดิมอีก
ก่อนที่ซิงเย่จะะเิอารมณ์ จือหยวนที่ปกติเงียบขรึมก็โพล่งขึ้นมา “แม่ครับ พี่รองครับ... สิ่งที่พวกคุณพูดน่ะมันคือการคิดไปเองฝ่ายเดียว พวกคุณถามพี่ใหญ่หรือยังว่าเขาอยากไปไหม?”
“ซ่งจือหยวน! นายนี่มัน...” หรูอวิ๋นหันไปหมายจะฟาดน้องชายที่กล้าสอดเื่ผู้ใหญ่ แต่พอหันกลับมาสบสายตาของซิงเย่ที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง เธอก็ตัวแข็งทื่อทันที
เยี่ยนหลิงเองก็ถึงกับสะอึก คำพูดมากมายที่เตรียมไว้ถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อเห็นสายตาที่ไร้ความรู้สึกของลูกสาวคนโต
เมื่อเห็นทั้งคู่ยอมสงบปากสงบคำ ซิงเย่จึงสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความโกรธ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“รังทองรังเงินหรือจะสู้รังของตัวเอง... ที่นี่คือบ้านของฉัน และจากนี้ไปฉันจะอยู่ที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น เข้าใจไหมคะ”