“ข้าถามเ้าอีกครั้งว่าตอนนี้สินเดิมของโหยวเอ๋ออยู่ที่ไหน” อ๋องฉีถามพร้อมทั้งจ้องหน้าฟู่เต๋อหย่งตาไม่กะพริบ
“เื่นี้...” ฟู่เต๋อหย่งตอบคำถามนี้ไม่ได้ แม้เขาจะรู้ว่าหลี่อี๋เหนียงยักยอกสินเดิมของลูกสะใภ้ไปใช้ แต่เขาไม่รู้จริงๆ ว่ามีสิ่งใดที่นางยักยอกไปบ้าง
“เ้าตอบไม่ได้หรือ เช่นนั้นก็ให้ฮูหยินคนใหม่ของเ้าตอบมาสิ เพราะนางเป็คนเก็บสินเดิมของโหยวเอ๋อไว้ไม่ใช่หรือ” อ๋องฉีหันไปสั่งหลี่อี๋เหนียงอย่างกดดัน “เ้าไปนำสินเดิมของโหยวเอ๋อมาที่นี่ให้หมด ข้าจะให้โหยวเอ๋อตรวจสอบกับบันทึกสินเดิมที่อยู่กับนางให้ละเอียด ถ้าพบว่าสินเดิมของนางขาดไปแม้แต่ชิ้นเดียว คอยดูว่าข้าจะจัดการกับฟู่เต๋อหย่งและคนในจวนของเ้าอย่างไร”
หลี่อี๋เหนียงหน้าซีดลงในทันที ตั๋วเงินบางส่วนนางเอาไปใช้แล้ว ฟู่เซียงหรูก็ได้นำเครื่องประดับบางส่วนไปใช้แล้วเหมือนกัน ทั้งบางส่วนยังแอบเอาไปขายแล้วด้วย ส่วนฟู่วั่งเสียนที่เวลานี้กลับน่าเป็ห่วงกว่าคนอื่น เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาแอบเข้าไปในห้องของมารดาเพื่อขโมยโฉนดร้านค้าสองแห่งและเครื่องประดับทั้งหมดของจูจื้อโหยวไปขายและเงินเขาก็ใช้ไปหมดแล้ว มาถึงตอนนี้เขาจะไปหาเอาของพวกนั้นมาคืนได้ยังไง
สามแม่ลูกหันมามองหน้ากันแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าจูจื้อโหยวทันที
“สะใภ้ใหญ่ เป็แม่ที่สะเพร่าปล่อยให้คนข้างกายขโมยสินเดิมของเ้าไป แม่สัญญาว่าจะหาสินเดิมของเ้ามาคืนให้ครบ” หลี่อี๋เหนียงพูดไปร้องไห้ไป
“พี่สะใภ้อภัยให้ข้าด้วยนะเ้าคะ ปิ่นปักผมที่ข้ายืมมาจากท่านในวันนั้นข้าทำแตกไปแล้ว ขอเวลาให้ข้าสักหน่อย ข้าจะสั่งทำปิ่นหยกอันใหม่คืนมาให้ท่าน รับรองว่าราคาไม่น้อยกว่าของเดิมแน่นอนเ้าค่ะ” ฟู่เซียงหรูพยายามเอื้อมไปจับมือจูจื้อโหยว แต่อีกฝ่ายกลับถอยหลังหลบ
‘เ้านาย ท่านอย่าลืมถามเื่โฉนดร้านค้าจากพวกเขาด้วยนะขอรับ’ หงหลินเตือน
‘โฉนดร้านค้าของข้ามีปัญหาหรือหงหลิน’ จูจื้อโหยวถาม
‘พวกเขาขายร้านค้าของท่านไปแล้วขอรับ’
จูจื้อโหยวได้ฟังคำตอบจากหงหลินก็แอบยิ้มอยู่ในใจ ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ร้านค้าทั้งสองแห่งนั้นตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่ดี ทั้งตัวร้านค้าเองก็เป็เพียงร้านค้าเล็กๆ ไม่เหมาะที่จะนำมาเปิดกิจการใดทั้งสิ้น ‘เป็เช่นนั้นก็ดี เปลี่ยนร้านค้าทั้งสองร้านเป็ตั๋วแลกเงินไปเลยดีกว่า เพราะยังไงเราก็ได้ร้านค้าพระราชทานมาแล้วที่หนึ่ง แถมที่ตั้งยังอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดของเมืองหลวงอีกด้วย ร้านค้าสองร้านนั้นก็ไม่จำเป็แล้วล่ะ’
จูจื้อโหยวแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “ที่ตัวข้ามีใบบันทึกสินเดิมอยู่เ้าค่ะ หากเป็อย่างที่ฟู่ฮูหยินพูดมา รบกวนท่านไปนำสินเดิมที่เหลือมาเทียบกับใบบันทึกของข้าก่อนเถิด หลังจากนั้นเราค่อยมาคุยเื่นี้กันอีกที อ้อ...ข้าจำได้ว่ายังมีโฉนดร้านค้าอีกสองแห่งของข้าอยู่ด้วย ไม่ทราบว่ามันหายไปด้วยกันหรือไม่เ้าคะ”
ฟู่วั่งเสียนกำลังจะะโตอบว่ามันหายไปแล้ว แต่หลี่อี๋เหนียงกลับตอบคำถามตัดหน้าเขาไปก่อน
“ไม่หายๆ โฉนดร้านค้าทั้งสองแห่งยังอยู่ เดี๋ยวแม่จะไปเอามาให้เ้าดูเดี๋ยวนี้” หลี่อี๋เหนียงตอบอย่างมั่นใจ แต่ฟู่วั่งเสียนไม่มีแรงแม้แต่จะคุกเข่า ตอนนี้เขานั่งลงไปกับพื้นอย่างไม่สนใจสิ่งใดแล้ว
ฟู่เต๋อหย่งเห็นท่าทางของลูกชายคนรองก็เข้าใจได้ทันทีว่าโฉนดร้านค้าทั้งสองแห่งนั้นคงมีปัญหาแล้วแน่ เขาตั้งใจจะกลับเข้าไปบอกเื่นี้กับหลี่อี๋เหนียง แต่อ๋องฉีก็สังเกตเห็นท่าทางทุกอย่างของคนสกุลฟู่แล้วเหมือนกัน
“ฟู่เต๋อหย่ง เ้าจะไปไหน” อ๋องฉีเรียก
“ข้ากำลังจะไปช่วยฮูหยินนำสินเดิมออกมาขอรับ”
“ไม่ต้องหรอก โหยวเอ๋อบอกข้าว่าสินเดิมของนางมีไม่มาก เ้านั่งรอฮูหยินของเ้าอยู่ที่นี่ล่ะ ข้าอยากดื่มชาแล้ว เ้าให้คนไปยกชามาให้ข้าดื่มสักหน่อยก็แล้วกัน”
จูจื้อโหยวอยากจะยกนิ้วโป้งให้อ๋องฉีเป็อย่างมาก ที่นางรู้ว่าโฉนดที่ดินมีปัญหาก็เพราะมีตัวช่วยอย่างหงหลิน แต่อ๋องฉีแค่สังเกตดูพฤติกรรมของคนพวกนั้นเท่านี้ก็เดาเื่ทั้งหมดได้แล้ว ท่านลุงอ๋องช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
รออยู่สักพักหลี่อี๋เหนียงกับฟู่เซียงหรูก็เดินออกมาอย่างคนไร้ิญญา และในมือของพวกนางก็ไม่ได้ถือสิ่งใดมาเลย
“สินเดิมของลูกสะใภ้อยู่ที่ไหน ทำไมเ้าถึงเดินออกมาตัวเปล่า” ฟู่เต๋อหย่งถามภรรยา แม้จะรู้ว่าภรรยาแอบยักยอกสินเดิมไปบ้าง แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าภรรยากับลูกทั้งสองจะกล้าผลาญสินเดิมของคนอื่นไปจนหมด ฟู่เต๋อหย่งแอบภาวนาอยู่ในใจว่าอย่าให้เป็อย่างที่เขาคิดเลย “ข้าถามเ้าทำไมไม่ตอบ สินเดิมของลูกสะใภ้อยู่ที่ไหน ยังไม่รีบไปเอาออกมาให้นางตรวจสอบอีก”
“ท่านพี่” หลี่อี๋เหนียงร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “สินเดิมของลูกสะใภ้ไม่เหลือแล้ว เป็...เป็แม่นมจางที่ขโมยไปขายหมดแล้วเ้าค่ะ”
“ไม่ใช่เมื่อกี้ฟู่ฮูหยินเพิ่งบอกว่าโฉนดร้านค้าของข้ายังอยู่หรือเ้าคะ แล้วทำไมตอนนี้ถึงบอกว่าสินเดิมของข้าไม่เหลือแล้วล่ะ” จูจื้อโหยวถามอย่างใสซื่อ
“มันถูกขโมยไปแล้วจริงๆ นะลูกสะใภ้ แม่ไม่ได้โกหกเ้า” หลี่อี๋เหนียงรีบบอก ทั้งยังคิดว่านางคงต้องยอมสละแม่นมของตัวเองให้รับโทษนี้แทนเสียแล้ว
“องครักษ์! ไปนำตัวแม่นมของฟู่ฮูหยินออกมาเดี๋ยวนี้” อ๋องฉีะโสั่ง
องครักษ์ประจำตัวของอ๋องฉีปฏิบัติตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว พวกเขาพาตัวแม่นมจางมาคุกเข่าต่อหน้าอ๋องฉี โดยที่แม่นมจางไม่รู้เลยว่าเกิดเื่อะไรขึ้น
“เ้าคือแม่นมของฟู่ฮูหยินหรือ?” อ๋องฉีถาม
“ใช่เ้าค่ะ บ่าวเป็แม่นมที่ติดตามรับใช้ฟู่ฮูหยินมาจากบ้านเดิมของนางเ้าค่ะ”
“ในเมื่อเ้าเป็บ่าวเก่าแก่ย่อมต้องมีความซื่อสัตย์ แล้วทำไมเ้าไม่ทำงานรับใช้เ้านายให้ดี แต่กลับกล้าขโมยสิ่งของในบ้านของเ้านายออกไปขาย เ้าคิดว่าบ่าวเช่นนี้ควรลงโทษอย่างไร”
“บ่าวในเรือนที่กล้าขโมยของเ้านายต้องถูกโบยและขายออกจากจวนไปเ้าค่ะ” แม่นมจางตอบโดยไม่ทันฟังคำถามให้ดี
หลี่อี๋เหนียงได้แต่หลับตาพรางคิดว่าจบกันแล้ว เดิมนางแค่คิดจะให้แม่นมจางขอโทษต่อจูจื้อโหยวเท่านั้น แต่แม่นมจางกลับพูดถึงบทลงโทษขั้นรุนแรงที่สุดของจวนออกมา นางไม่มีวิธีช่วยแม่นมจางได้แล้วจริงๆ
“นับว่ากฎของจวนฟู่ยังใช้ได้” อ๋องฉียิ้มเล็กน้อย “เช่นนั้นก็โบยแม่นมคนนี้สามสิบไม้ จากนั้นก็ขายนางให้ไปใช้แรงงานอยู่ภาคเหนือในเขตที่กันดารที่สุด”
“อะไรนะเ้าคะ! ท่าน...ท่านอ๋องว่าอย่างไรนะเ้าคะ ท่านสั่งโบยบ่าวอย่างนั้นหรือ บ่าวทำผิดเื่ใดหรือเ้าคะ” แม่นมจางถามขึ้นอย่างใ
“ฟู่ฮูหยินเพิ่งบอกว่าเ้าเป็คนขโมยสินเดิมของโหยวเอ๋อไปขาย ส่วนบทลงโทษเ้าก็เป็คนบอกกับข้าเองไม่ใช่หรือ”
ได้ฟังคำตอบของอ๋องฉีทำให้แม่นมจางต้องหันไปมองหลี่อี๋เหนียงอย่างไม่อยากเชื่อ เื่สินเดิมของจูจื้อโหยวนั้นนางก็รู้ดีว่าเ้านายได้นำตั๋วแลกเงินออกไปใช้และยังนำเครื่องประดับบางส่วนออกไปขายแล้วจริงๆ แต่ไม่คิดว่าพอมีคนจับได้ เ้านายที่นางคอยปกป้องมาทั้งชีวิตจะผลักความรับผิดชอบมาให้นางอย่างนี้
“ฮูหยินบอกว่าบ่าวเป็คนขโมยสินเดิมของสะใภ้ใหญ่ไปหรือเ้าคะ” แม่นมจางถามหลี่อี๋เหนียง
“แม่นมจางยอมรับความผิดเถอะนะ” หลี่อี๋เหนียงมองแม่นมจางอย่างขอโทษ ทั้งยังมีแววตาของความขอร้องปนอยู่ด้วย
แม่นมจางหลับตาลงอย่างเจ็บช้ำ แต่ในอดีตสกุลหลี่เคยช่วยชีวิตนางไว้ นางก็จะขอคืนชีวิตให้คนสกุลหลี่เพื่อจบหนี้บุญคุณ
แม่นมจางสูดหายใจเข้าลึกๆ “บ่าวขโมยสินเดิมของสะใภ้ใหญ่ไปขายเป็เื่จริงเ้าค่ะ ขอท่านอ๋องโปรดลงโทษ”
“องค์รักษ์! ลงโทษนาง” อ๋องฉีสั่งการทันที
“เดี๋ยวเ้าค่ะ!” จูจื้อโหยวร้องห้ามเพราะไม่อยากให้มีคนถึงแก่ชีวิต “พ่อบุญธรรมเ้าคะ วันนี้เป็วันที่ข้ากับสามีจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่ หากท่านสั่งโบยแม่นมจางสามสิบไม้จริงๆ ข้าคิดว่านางอาจจะรับโทษไม่ไหวและสิ้นใจไปก่อน เพื่อไม่ให้ข้ากับสามีต้องมีไออัปมงคลติดตัว โทษของแม่นมจางครั้งนี้ก็ละเว้นไปเถิดเ้าค่ะ”
“แล้วสินเดิมของเ้าเล่า เ้าไม่เสียดายหรือ” อ๋องฉีถาม
“ละเว้นโทษแม่นมจางก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่้าสินเดิมนี่เ้าคะ แม่นมจางทำงานรับใช้ฟู่ฮูหยิน ดังนั้นข้าจะตีราคาสินเดิมตามใบบันทึกที่ข้าถือไว้ออกมาเป็เงินให้หมด หลังจากนั้นก็ให้ฟู่ฮูหยินชดใช้เป็ตั๋วแลกเงินมาตามราคาที่ประเมินได้ เท่านี้ก็ถือว่าข้าได้สินเดิมกลับมาแล้วไม่ใช่หรือเ้าค่ะ”
“เ้าพอใจเท่านี้จริงหรือ นางยักยอกทรัพย์สินของเ้าเชียวนะ”
“ในเมื่อทรัพย์สินทั้งหมดถูกนำไปขายแล้วก็ช่างมันเถิดเ้าค่ะ และข้าก็ไม่อยากให้พ่อบุญธรรมสั่งลงโทษพวกเขาอย่างรุนแรง เพราะเกรงว่าผู้อื่นจะเข้าใจว่าท่านใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ แค่ให้พวกเขาชดใช้มาเป็ตั๋วแลกเงินก็พอแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ข้ากับสามีก็ไม่อยากติดต่อกับพวกเขาอีกแล้ว เมื่อได้ตั๋วแลกเงินมา พวกเราก็จะถือว่าเป็คนแปลกหน้าไม่จำเป็ต้องติดต่อกันอีกเ้าค่ะ”
“ขอบใจที่เ้ายังคิดแทนพ่อ” อ๋องฉียิ้มให้จูจื้อโหยว ก่อนจะหันไปมองฟู่เต๋อหย่ง “เ้าได้ยินที่โหยวเอ๋อพูดแล้วใช่ไหม”
“ขอรับ ข้าจะต้องชดใช้ค่าสินเดิมเป็ตั๋วแลกเงินให้ลูกสะใภ้ตามราคาประเมินในบันทึกของนางขอรับ” ฟู่เต๋อหย่งรีบตอบ
“ไม่จำเป็ต้องยึดตามราคาประเมิน เพื่อเป็การชดใช้และปลอบขวัญโหยวเอ๋อ เ้าจ่ายตั๋วแลกเงินให้นางไปสามหมื่นตำลึงก็ถือว่าเื่นี้จบกัน”
จูจื้อโหยวอยากจะก้มศีรษะขอบคุณท่านลุงอ๋องงามๆ สักพันครั้ง สินเดิมของนางมีค่ามากขนาดนั้นที่ไหนกัน แต่ในเมื่อเป็ความหวังดีของผู้ใหญ่ นางก็ได้แต่จำเป็ต้องรับมันเอาไว้
‘เ้านายเลิกเสแสร้งเถิดขอรับ’ เสียงหงหลินดังขึ้น
ขณะที่จูจื้อโหยวกำลังมีความสุข แต่คนสกุลฟู่กลับอยากจะเป็ลมแล้ว เงินสามหมื่นตำลึงนี่คือสมบัติของทั้งบ้านที่มีเลยนะ