ใบหน้า...สามารถสื่ออารมณ์ออกมาได้
ไม่ใช่แค่นั้นอารมณ์เองยังเชื่อมไปถึงความคิด นั่นหมายความว่า ใบหน้าสามารถแสดงความคิดออกมาได้นั่นเอง แม้อาจจะไม่ถึงกับอ่านความคิดออกมาเป็ประโยคคำพูดได้เหมือนพลังของผมแต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เราอ่านความคิดของผู้อื่นได้
ยกตัวอย่างเช่น
หลังเหตุการณ์เมื่อครู่
หลังจากพาพอลล่าไปทำแผลแล้วครูเพตราก็เดินไปหาภารโรงที่ครูใหญ่เคยเปรยๆชมเอาไว้ั้แ่วันแรกว่า เป็ภารโรงที่จิตใจดีขยัน และรักเด็ก ภารโรงคนนี้ จมูกโต ตาเรียวเล็ก สูงไม่มากเพิ่งเดินมาจากทางห้องเก็บของ
“บ๊อบบี้เดี๋ยวเธอช่วยไปกวาดกองใบไม้ในสนามที่หนูพอลล่าทำกระจายให้หน่อยนะ”ครูเพตราบอกบ๊อบบี้
บ๊อบบี้ตอบด้วยรอยยิ้มว่า“ได้ครับผม”
แต่หลังจากนั้นเค้าทำหน้า คิ้วตก เม้มปากแน่น เกิดรอยย่นระหว่างดวงตาทั้งสองข้าง เป็ใบหน้าโกรธและสีหน้าแบบนี้โผล่แวบออกชั่วครู่ ประมาณ 1วินาทีเท่านั้น...แถมในใจของบ๊อบบี้ผู้รักเด็ก [ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย!!] ก็คิดแบบนี้ ตอนแสดงสีหน้าออกมา
ถึงไม่ต้องได้ยินเสียงความคิดแค่สีหน้าก็บอกได้แล้วว่า บ๊อบบี้ผู้รักเด็กของเรา รักในงานจริงหรือเปล่า
สีหน้าของคนเราไม่จำเป็ต้องแสดงออกมาค้างนานเสมอไปมันอาจแสดงออกมาเพียงชั่วครู่ก็ได้ เป็สีหน้าที่แสดงออกมาอย่างไม่ตั้งใจมาจากจิตใต้สำนึก มันจึงไม่ใช่สิ่งที่คนนั้นควบคุมได้ และแสดงออกมาซื่อตรงที่สุด
เราเรียกสีหน้าแบบนี้ว่า‘การแสดงสีหน้าระดับไมโคร’ หรือ ‘ไมโครเอ็กซ์เพรสชัน’
‘การแสดงสีหน้าระดับไมโคร’จะปรากฏออกมาแค่พริบตา มันเล็กมาก เพียง เศษ 1 ใน 25 วินาทีได้แต่ถ้าฝึกฝนดี แม้ฝึกแค่หนึ่งชั่วโมง ก็สามารถมองเห็นสัญญาณนี้ได้ทันทีอีกฝ่ายที่กำลังโกหกไม่มีทางรู้ตัวเลยว่า ตนเองได้ส่งสัญญาณ “ฉันกำลังจะโกหกแล้ว” ออกมานอกจากจะไม่รู้ตัวว่าส่งออกมายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองมีอารมณ์นั้นซ่อนอยู่ภายใน
...ผมเดินเข้าไปในอาคารหมายจะไปกิน คุกกี้กับชาที่เก็บไว้ในกระเป๋าเมื่อเช้านี้ให้หมดทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็น ครูสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่
คนหนึ่งเป็ผู้ชายอายุ 20 ต้นๆ ผมบลอนด์ ตัดสั้น ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ใส่เสื้อเชิ้ตดูมีราคา สีแดงปลดกระดุมบนออก กางเกงสีดำ รองเท้าหนังแต่ไม่แท้ นาฬิกาข้อมือทำจากโลหะแวววาวดูมีราคาแต่ไม่ใช่ของมียี่ห้อ เพราะไม่เคยเห็นในหนังสือ รวมภาพนาฬิกาแบรนด์ดัง ของพ่อ
การแต่งกายโดยรวมคือพยายามให้ดูดีแสดงสถานะให้สูงกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆที่แค่แต่งตัวแบบบ้านๆธรรมดาเท่านั้นแถมยังฉีดโคโลญจน์กลิ่นแรงมาก กลิ่นปะทะจมูกแรง แข็งๆแบบนี้ คงราคาไม่แพงมากเป็กลิ่นส้ม ผสม ลาเวนเดอร์ แบบให้ภาพลักษณ์แมนๆ
รู้ว่าต้องสอนเด็กแต่ก็ยังฉีดกลิ่นแรงได้อีกแต่ก็ทราบจุดประสงค์แล้วล่ะ เพราะอากัปกิริยาที่ทำอยู่ตอนนี้นั่นเอง
ครูชายคนนี้ชื่อจาเดน เบล กำลังยืนทำหน้ายิ้ม คุยกับครูผู้หญิงผมดำยาวคนหนึ่งเ้าตัวยื่นมือไปจับแขนฝ่ายหญิงระหว่างคุย ฝ่ายหญิงที่พูดด้วยยืนกอดอกหันลำตัวเข้าหาจาเดนก็จริง แต่ปลายเท้าหันออกไปด้านข้างบ่งบอกว่าเ้าตัวไม่อยากอยู่ตรงนี้ แถมการกอดอกเป็สัญญาณแสดงการปิดกั้นตัวเองบ่งบอกเต็มที่ว่าไม่อยากคุยกับชายที่อยู่ตรงหน้า
ครูจาเดนพยายามจีบครูหญิงแต่อีกฝ่ายไม่เล่นด้วย
ครูผู้หญิงผมดำยาวคนนี้ชื่อคอนนี่ ฟรานซิส ในระหว่างพูดคุย เธอทำหน้า ย่นจมูก ยกแก้มกับริมฝีปากบนขึ้นมาเป็ใบหน้าที่แสดงความขยะแขยง ออกมาชั่วครู่หนึ่ง แถมยังกลอกตา แสดงการดูถูกอีก
ไม่ใช่แค่ไม่ชอบที่ครูจาเดนเข้ามาจีบยังแสดงอาการรังเกียจออกมาชัดเจน ถึงครูจาเดนกับครูคอนนี่จะไม่รู้สึกตัวก็เถอะ
แย่ยิ่งกว่าคือครูจาเดนระหว่างพูดก็แสดงสีหน้าแบบอสมมาตร คือ ยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้น แถมเชิดหน้า นี่เป็ใบหน้าแสดงการดูถูกเ้าตัวคิดว่าตัวเองสูงค่ากว่าครูหญิง มั่นใจในตัวเองมากและในใจลึกๆก็ยังดูถูกอีกฝ่ายว่าต้อยต่ำกว่าตนเอง
ใบหน้าแห่งการดูถูก...
เป็ใบหน้าที่สบประมาทอีกฝ่ายว่าต้อยต่ำกว่าตนเองคิดว่าตนเองมีศีลธรรมมากกว่า ใบหน้าแบบนี้เป็อันตรายต่อความสัมพันธ์มาก
ยกตัวอย่างครั้งหนึ่งในอดีต ด้วยอาชีพของผมเคยรับปรึกษาปัญหาชีวิตของคู่รักคู่หนึ่งผมสามารถบอกได้เลยว่าคู่ไหนจะไปกันรอด หรือคู่ไหนจะหย่าร้างกันแน่นอนโดยดูจากใบหน้านี้ คู่รักบางคู่อาจแสดงใบหน้าโกรธกันได้แต่ไม่จำเป็ที่ต้องเลิกกัน ในขณะที่แสดงสีหน้าดูถูกออกมา นั่นหมายถึงตัดสินใจไปแล้วว่าตนเองมีศีลธรรมสูงส่งกว่า และไม่สนใจคนที่เราสบประมาทหรือดูิ่ไปด้วยซ้ำ คู่รักแบบนี้มีโอกาสหย่าร้างกันสูงมาก…
...สถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้ ถูกทำลายโดยครูชายอีกคนที่เข้ามาร่วมวงสนทนา
คือครูมาร์ติน ดาวิส ครูผมหยักศกสีดำ ไว้ยาวประบ่า ั์ตาสีฟ้า ผิวแทน ร่างกายสมส่วนมีกล้ามพอประมาณ ครูทักษะของแองจี้นั่นเอง
ทันทีที่เข้าไปคุยครูคอนนี่ก็หันลำตัวเข้ามาหาและยิ้มยินดี ครูจาเดนหรี่ตา ขบกรามเล็กน้อยบ่งบอกความเครียด สาเหตุที่ทำให้ครูคอนนี่ผ่อนคลายขึ้นอาจเป็เพราะโคโลญจน์ที่ครูมาร์ตินใช้ก็ได้ มันมีกลิ่นของผลองุ่นกับกุหลาบทูเบอร์ให้ความรู้สึกของผู้ชายที่นุ่มนวล สะอาดบริสุทธิ์ และสง่างาม
แต่ที่น่าแปลกคือปกติครูมาร์ตินไม่ใส่โคโลญจน์เวลาทำงาน ที่อยู่ๆก็ใส่มาแบบนี้อาจเป็เพราะหลังจากนี้ต้องไปพบผู้หญิงก็ได้
ผมพอมองฉากต่อไปของวงสนทนานี้ออกจึงหันหน้ากลับแล้วพุ่งความสนใจไปยังกระเป๋าสะพายที่ใส่คุกกี้เอาไว้แทนนึกขึ้นได้ถึงเื่เมื่อเช้าที่คุยกับแองจี้ เื่ตาทิพย์มองอดีตเลยคิดว่าจะไปคุยกับครูสามคนนั้นเล็กน้อย
พอกำลังจะเดินกลับไปหาก็เจอเข้ากับครูจาเดนที่เดินหน้ามุ่ยออกมา
“ครูจาเดนฮะผมมีเื่อยากจะถามหน่อย ได้ไหมฮะ” ถามด้วยหน้าตายิ้มไร้เดียงสา
“อะอืม โยฮันสินะ อะไรล่ะ?”
“สมมติในคืนๆหนึ่งคุณครูมองขึ้นไปบนฟ้า ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนแบบนี้ ครูคิดว่าท้องฟ้าจะมีพระจันทร์หรือดวงดาวแบบไหนฮะ”
“คำถามอะไรกันล่ะเนี่ย”
“คำถามสนุกๆครับไม่ต้องคิดวุ่นวายให้ปวดหัวมาก”
“อืม...ก็คงเป็ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับแหละ...แล้วถามไปทำไมเหรอ?”
“อยากเอาไปวาดรูปท้องฟ้าน่ะครับแต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ขอบคุณมากนะครับ”
ผมเดินไปถามครูมาร์ตินกับครูคอนนี่ด้วยคำถามเดียวกัน
“เอ...พระจันทร์ข้างขึ้นล่ะมั้ง”ครูมาร์ติน
“คิดว่า...พระจันทร์เสี้ยวนะ”ครูคอนนี่
“ขอบคุณครับ”
คำถามที่ผมเพิ่งถามไปเป็แบบทดสอบทางจิตวิทยาอย่างง่าย ที่เอาไว้ใช้ระบุตัวตนหรือนิสัยของผู้คนตัวคำถามมีหลากหลายแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์
กรณีคำถามนี้ของผมคำถามที่ให้บรรยายท้องฟ้าตอนกลางคืน จะสังเกตที่การบรรยายลักษณะดวงจันทร์ของผู้ตอบโดยดวงจันทร์นี้เป็ตัวแทน ‘แม่’ของเ้าตัว
—ครูมาร์ติน
ตอบว่าพระจันทร์ข้างขึ้น แสดงให้เห็นว่า แม่ของครูมาร์ตินเป็คนที่เพียบพร้อมคอยเอาใจช่วยเสมอ และครูเข้ากับแม่ได้ดี
และจากข้อมูลอุปนิสัยที่ผมเห็นจากครูทำให้ผมพอร่างภาพได้ว่า ครูมาร์ตินมีครอบครัวที่ปกติ สุขสมบูรณ์ดี พ่อแม่อยู่ครบอาจมีน้องสาวหรือน้องชายด้วย รักแม่มาก และเลียนแบบความสมชายมาจากพ่อพ่อคงมีอาชีพประมาณทหารไม่ก็อัศวิน ส่วนแม่ที่คอยอยู่เอาใจช่วย ดูแลลูกชายเสมอคงเป็ประมาณแม่บ้านครอบครัวที่สมบูรณ์ทำให้ครูไม่มีปัญหาเื่ความสัมพันธ์กับผู้อื่นจึงเป็ที่รักของครูคนอื่นๆ
—ครูจาเดน
ตอบว่าดวงดาวระยิบระยับ ไม่มีพระจันทร์ บ่งบอกว่าเ้าตัวไม่มองแม่ แม่เป็อดีตจนถึงไม่มีแม่แล้ว...ก็เป็ได้
ผมสันนิษฐานว่าเพราะความขาดแม่ั้แ่เด็ก จึงทำให้ไม่รู้วิธีรับมือผู้หญิงที่ถูก้าชอบวางท่าว่าตัวเองสูงส่งกว่า ดูดีกว่า เป็รูปแบบหนึ่งของการเรียกร้องความสนใจที่ตนเองเข้าใจผิดไป
มีเพียงพ่อคนเดียวทำให้เ้าตัวเลียนแบบพฤติกรรมทุกอย่างราวกับถอดแบบมาจากพ่อ ฐานะน่าจะปานกลาง เดาว่าคงอาชีพประมาณไม่บัญชีก็เสมียน
—ครูคอนนี่
ที่ตอบว่าพระจันทร์เสี้ยว เนื่องจากคิดว่าแม่ของตนเป็คนที่มีเสน่ห์ สวยมาก เทียบกับแม่แล้วเธอคิดว่าตนยังเด็กอยู่ ส่วนเื่ครอบครัวเพราะผมเพิ่งได้คุยกับครูครั้งนี้ครั้งแรก จึงร่างภาพอะไรมากไม่ได้
ผมเดินออกมาจากอาคารพยายามมองหาที่นั่งทานคุกกี้ ก็เห็นไฮเดลริคนั่งอยู่คนเดียว ใบหน้าดูซึม
ผมจึงเข้าไปนั่งกับเด็กชายผมบลอนด์ชอบทำตาเหม่อลอยคนนี้
เ้าตัวเพียงมองมาดูว่าใครมานั่งกับตนแค่นั้นพอเห็นว่าเป็ผมก็ไม่มีท่าทางปฏิเสธ
ผมเทชาลงฝากระติกทานคุกกี้แล้วจิบชาตาม
“กินด้วยไหม”หันไปถาม
“ไม่เป็ปะ ปะ...เป็ไร” เค้าส่ายหัว
ผมนั่งกินคุกกี้อยู่พักหนึ่งแล้วจึงเอ่ยปาก
“กังวลเื่อนาคตเหรอ”
“อือผะผะ...ผมอยากเป็ อะ อัศวิน”
“แต่ไม่มั่นใจว่าจะเป็ได้ใช่ไหมเพราะการพูดของนาย”
“อือ”
“...พ่อผมเป็หมอท่านเล่าว่า เคยเห็นเด็กแบบนายมาหลายคน บอกว่าพอโตขึ้นอาการก็จะหายไปเอง”
“จริงเหรอ”
“ผมเชื่อว่า...พ่อผมไม่พูดโกหกเื่นี้หรอก”[อันที่จริงเค้าไม่ได้พูดเื่นี้ด้วยซ้ำ]
“แต่ว่า”
“แต่...?”
“ทะทะทาเลนท์...ขะของผม”
“อ๋อกลัวว่าทาเลนท์จะไม่เหมาะกับอัศวินด้วยใช่มั้ย”
“อือ”
—ไฮเดลริคเคราเซอร์
เด็กชายผมบลอนด์ตาเหม่อลอยสีฟ้า หน้าใส ทาเลนท์คือ ‘สื่อสารกับสรรพสัตว์’ทำให้พูดคุยกับสัตว์ได้ทุกชนิด
เป็หนึ่งในเด็กที่น่ากังวลภาพวาดครอบครัวของเ้าตัว ไม่มีพ่อแม่อยู่มีเพียงป่าไม้ล้อมรอบและกวางตัวใหญ่กับเหล่านกเท่านั้น เ้าตัววาดภาพด้วยก็จริงแต่มีขนาดเล็กและอยู่ห่างออกไป คาดว่าพ่อกับแม่คงอยู่ในบ้านนี้
เท่าที่แอบได้ยินจากพวกครูใหญ่คุยกันไฮเดลริคเคยมีพ่อแม่ในตอนเด็ก แต่ทั้งสองเกิดเสียชีวิตด้วยโรคบางอย่างจนไฮเดลริคต้องอยู่คนเดียวและเข้าไปอาศัยในป่าตามลำพัง มีสิงสาราสัตว์เป็เพื่อนจนหนึ่งปีผ่านไปเมื่ออายุ 5 ขวบ ญาติห่างๆก็ทราบข่าวและมาเจอตัวเข้าเลยรับไปเลี้ยง ดูจากการแต่งตัวของเด็กชาย ทราบได้ว่าเอาใจใส่ไฮเดลริคดีและมีฐานะดี
“นั่นสินะ‘สื่อสารกับสรรพสัตว์’มันดูไม่เหมาะกับอัศวินเท่าไหร่ ไม่เหมือนเบนโนหรือแชซ” ผมบอก
“...”
“แต่นายคุยกับสัตว์ได้นายควบคุมัหรือสัตว์อื่นให้จัดการศัตรูได้ไม่ใช่เหรอ”
“ไม่อะ”
“ทำไมล่ะ”
“ผมคะคะ..ควบคุม...สัตว์ไม่ได้”
“เอ๋!?”
“ผมคะคะ...แค่ได้ยินสะสะเสียง...เท่านั้น”
“นายได้ยินแค่ภาษาที่สัตว์พูดกันแต่เป็ฝ่ายคุยกับมันไม่ได้งั้นเหรอ”
“อือ”
[อ่าแบบนี้ท่าจะลำบากหน่อยนะ]
ผมเงียบไปพักหนึ่ง...แล้วจู่ๆก็ได้ยินเสียงวี้ดว้ายผมหันไปมอง เห็นเหล่าเด็กผู้หญิงกำลังมุงดูอะไรซักอย่างตรงพุ่มไม้
“มีอะไรกันน่ะ?”
ลองอ่านใจดู
[น่าร้าก~][ตัวใหญ่จัง!] [ขนปุกปุย] [นุ่มนิ่มจัง]
เหมือนจะมีตัวอะไรซักอย่างที่พุ่มไม้ตรงนั้นมั้ง
ไฮเดลริคที่หันไปมองทิศเดียวกับผมอยู่ดีๆก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าอาคารไป
ผมจึงเดินไปดูว่าเหล่าเด็กหญิงกำลังเจอกับอะไรอยู่
...แล้วก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น
สิ่งนั้นคือ...แมว!!
พูดให้ชัดคือแมวพันธุ์ นอร์วีเจียน ฟอเรสต์ ตัวค่อนข้างใหญ่ ขนฟูสีน้ำตาลออกส้ม
ไม่มีปลอกคอ...แมวจรเหรอ
แองจี้ยื่นมือไปลูบหัวมันมันไม่มีท่าทางขัดขืน แถมยังนอนตะแคงโชว์หน้าท้องให้ดูอีก เธอจึงเริ่มลูบท้องมัน
ในภาษาของแมวการเปิดหน้าท้องให้เห็น หมายถึง การเปิดใจให้
สมกับเป็แองจี้...อีกแล้วแม้แต่สัตว์ก็ไม่เว้นเหรอ
“อ้ะ! โยฮัน! ลองลูบดูบ้างไหม”แองจี้ที่สังเกตเห็นผมร้องถาม
“อือได้สิ” ผมก็ไม่ปฏิเสธ
เอามือลูบขนหน้าท้องมัน...แต่ซักพักมันก็หันมาปัดมือผมใช้กรงเล็บกะจะข่วนเลย ดีที่ผมชักมือออกทัน
เ้าแมวจ้องมองผม...ผมจ้องมันกลับหางของมันปัดขึ้นปัดลงอย่างแรง บ่งบอกว่าเ้าก้อนขนตรงนี้กำลังอารมณ์เสีย
จากนั้นมันก็ลุกขึ้นนั่งร้อง เมี้ยว เมี้ยว
มาร์ธาควักบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อเท่าที่มองดู มันคือปลาตากแห้งเนื้อแดง คงเป็ปลาเทราต์
มาร์ธายื่นให้เ้าเหมียวมันดมๆอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันหน้าหนีอย่างไม่สนใจ แสดงว่ามันคงไม่หิว
น่าเสียดายที่‘มาสเตอร์มายด์’ ของผมอ่านใจสัตว์ไม่ได้…
ในความคิดของผม‘แมว’ เป็สิ่งมีชีวิตที่คาดเดาพฤติกรรมไม่ได้ผมอ่านอารมณ์มันออกจากท่าทางของหางได้แต่ไม่อาจอ่านหรือทำความเข้าใจพฤติกรรมของพวกมันได้
ครั้งหนึ่งเคยเห็นแมวสองตัวน่าจะเป็พี่น้องกัน กำลังเลียขนให้กันต่อมาไม่นานพวกมันก็เริ่มขู่กัน ผมคาดว่าพวกมันกำลังจะทะเลาะกันแล้วมันก็กัดกันจริง ต่อมาอีกชั่วครู่ก็สงบศึก หันมาเลียขนให้กันซะงั้นผมได้แต่มุ่ยหน้าด้วยความสงสัย...เป็สิ่งมีชีวิตที่อารมณ์แปรปรวนซะจริง
คำว่า‘กล่องดำของสกินเนอร์’ ดูจะนิยามกับแมวได้ดีกว่ามนุษย์ซะอีกสำหรับผมแล้วทั้งความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์นั้นอ่านออกง่ายซะยิ่งกว่าแมว...ใช่!มนุษย์นั้นก็ไม่ต่างจากกล่องใสที่มองเห็นภายในได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เ้าสิ่งมีชีวิตพวกนี้ผมเองก็ไม่มั่นใจว่ามันมีสถานะแบบไหน ของแข็งหรือของเหลวเคยเห็นงานวิจัยพิสูจน์เื่นี้อยู่เหมือนกันโชคร้ายที่ชาติก่อนดันลืมอ่าน...รึบางทีอาจเป็ของเหลวกันนะ?
...ในระหว่างที่ผมกำลังวุ่นอยู่กับความคิดส่วนตัวอยู่นั้น
ไฮเดลริคก็โผล่มา
เค้ายื่นปลาซาร์ดีนตากแห้งให้เ้าก้อนขนสถานะของแข็งตัวนี้
มันดมๆ
“มันไม่หิวหรอกเมื่อกี้ฉันก็ยื่นปลาให้มันเหมือนกัน” มาร์ธาบอกพร้อมกับชูปลาในมือ
ปรากฏว่ามันกิน
ใสิ!!
เป็ไปไม่ได้!!
ทำไมกันล่ะ!!
“ดะดะ...ได้ไงกันไฮเดลริคทำไมมันถึงกินปลาของนายล่ะ” ผมถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักคล้ายติดอ่างชั่วขณะ
“เ้านี่มะมะมันบอกอยากกิน ปะปะ...ปลานี่น่ะ” เค้าตอบ
ไม่ใช่ว่าไม่หิวแค่อยากกินปลาซาร์ดีนมากกว่าปลาเทราต์เท่านั้นเองเหรอ!?
เต็มไปด้วยปริศนาจริงๆเ้าสิ่งมีชีวิตตัวนี้
“เธอพกปลาติดตัวตลอดเหมือนกันเหรอ”มาร์ธาถาม ใบหน้าดูดีใจใหญ่ ราวกับเพิ่งพบผู้ร่วมอุดมการณ์
ไฮเดลริคส่ายหน้า
“จะจะ...จากครัว”เค้าตอบ
ทันใดนั้นสมองของผมก็นึกขึ้นได้ ไฮเดลริคเดินเข้าไปในอาคารทันทีที่มองมายังพุ่มไม้งั้นเหรอ...เค้าเข้าไปหยิบปลาซาร์ดีนตากแห้งในครัวนี่เองปลาที่เ้าขนยาวสีน้ำตาลนี่บอกว่าอยากกินมาสินะเพราะได้ยินที่มันบอก...ด้วยทาเลนท์ของตนเองเค้าสามารถเข้าใจพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตพิศวงนี้ได้ ทั้งที่ผมทำไม่ได้
แบบนี้มันเหนือกว่า‘มาสเตอร์มายด์’ อีกไม่ใช่เหรอ!?พลังนี้น่ะ!!
ผมมองสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่ตรงหน้าประทับใจกับบุคคลที่ผมกำลังมองอยู่
“ไฮเดลริค!!”
ผมวางมือลงบนไหล่ทั้งสองข้างของเค้า
“นายเป็ได้แน่อัศวินน่ะ!!”
“เอ๋!?” เค้าดูใ และไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
“ผมเพิ่งคิดได้ว่าจักรวรรดิมี อัศวินขี่ไวเวิร์น อยู่ด้วยความสามารถของนายจะต้องเหมาะกับอัศวินได้แน่”
“แต่ว่า”
“ลองนึกดูนะอัศวินคนอื่นไม่เข้าใจัด้วยซ้ำ แต่นายทำได้นายทำในสิ่งที่อัศวินคนอื่นทำไม่ได้นะ มันคือความพิเศษ!”
“อัศวินพวกนั้นอาจโดนัของตัวเองพาไปทิ้งที่ไหนก็ได้อาจโดนสะบัดตกจากหลังได้ หรือแม้แต่โดนกินซะเองแต่นายไม่มีทางเจอเื่แบบนั้นได้นี่ ใช่แล้ว!! พลังของนายมีไว้เพื่อตำแหน่งนี้นายเกิดมาเพื่อเป็อัศวินระดับสูงของจักรวรรดิ อัศวินขี่ไวเวิร์น พลังของนายเหมาะสมที่สุด!!”
[มันมีความเป็ไปได้ไม่สิ!! ต่อให้ไม่มีก็สร้างขึ้นมาซะ!!] ผมคิด
“ตะแต่”เค้ายังลังเล
“ไม่ต้องห่วงหรอกผมจะสนับสนุนนายเอง...หลังจากนี้ขอเรียกนายว่า ไฮดริค นะ เราจะเป็เพื่อนซี้กันผมจะคอยอยู่ข้างนาย อยู่ฝ่ายเดียวกับนาย ผมจะคอยช่วยเหลือนายเอง!!”
[พลังวิเศษแบบนี้อยากได้!! เก็บเอาไว้ข้างตัวดีกว่า]
หลังจากที่ผมให้คำมั่นปฏิญาณไปแล้วและทำให้ไฮดริคมีความหวังขึ้นมาบ้าง เราทั้งสองคนที่กลายเป็เพื่อนซี้กัน จึงจูงมือไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน
ส่วนเ้าแมวตัวนั้นหายไปั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้หลังจากวันนั้นมันก็โผล่มาบ้างตามใจอยากแต่คราวนี้ผมมีเพื่อนซี้ไฮดริคคอยชี้ทางให้กับผมแล้ว