“ถอย...ถอยออกไปได้แล้ว”
“ถ้าพี่ไม่ถอยล่ะ”คายแกล้งถามคนตัวเล็กที่ทั้งอายและโกรธจนแก้มป่องแดงระเรื่อ ดวงตาแวววาวเป็ประกายพร้อมกับปากที่ยื่นออกมา เห็นแล้วน่ารักฉิบหายเลยจนอยากจะดึงเอามากอดแล้วจูบให้ปากเจ่อเลย
“ผม...อยากเข้าห้องน้ำ” มุกนี้อีกแล้ว เฮ้อ!ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้วะไอ้ยอดรัก คิดอะไรไม่ออกก็ขอไปเข้าห้องน้ำไว้ก่อน ก็แหงล่ะเขาอยากแค่มีเวลาหายใจ เพื่อจะได้คิดว่าควรจะทำยังไงกับชีวิตต่อไปดีนี่นา
“คิดหนีมากกว่า”
“เปล่าเลยครับ ผมจะหนีทำไมให้เสียเวลา คิด ๆ ดูแล้วถึงผมจะทำสัญญาบ้า ๆ นั่นกับพี่ไป แต่ผมก็ได้ผลประโยชน์ไม่ใช่น้อยนะถ้าหนีไปก็ถือว่าโง่ซ้ำซ้อนสิ” ศรวัณรีบหาคำพูดมาปฏิเสธเมื่อคายพูดแทงใจดำ“ผมแค่ไม่ค่อยชอบที่พี่...” เขารีบยกมือปิดปากอย่างเร็วเกือบไปแล้วไหมกูเกือบจะหลุดพูดที่ทำให้ตัวเองโดนหมายหัวอีกแล้ว
คายอดหัวเราะไม่ได้เมื่อศรวัณปฏิเสธเสียงสูงพลางทำหน้าทำตาบ้องแบ้วส่ายไปมาแรง ๆที่ทำให้เขาอยากจะกอดและจูบให้หนำใจอีกสักครั้ง แต่เพราะรู้ตัวเองดีว่าถ้าเริ่มแล้วจะหยุดไม่ได้จึงไม่อยากให้คนที่เพิ่งจะเข้ามาในชีวิตหวาดกลัวก่อนที่จะได้ทำความรู้จักคุ้นเคยเชื่อใจ ไว้วางใจและเปิดใจรับเขาไปเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต
“ถ้าไม่คุยแล้ว...เรามาทำอย่างอื่นกันต่อไหม”เขาแค่อยากแกล้งนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเองแต่เป็ศรวัณที่หันหน้ามาหาแล้วแก้มก็ถูกปากผมพอดี
ใบหน้าขาวนวลแดงระเรื่อราวกับมะเขือเทศสุกขึ้นมาทันทีริมฝีปากบางแต่นุ่มขบเม้มกันจนแบนราบ ดวงตาแวววาวมองเขาอย่างไม่ค่อยพอใจยิ่งทำให้คายรู้สึกอยากจะแกล้งคนตัวเล็กสักหน่อย แต่...อย่าดีกว่าเดี๋ยวหยุดตัวเองไม่ได้ แค่นี้ร่างกายก็ปวดร้าวไปหมดแล้ว
“หยุดเลยนะ! หยุดคิดไปเลยนะ”ศรวัณตวัดใบหน้าบึ้งตึงใส่คาย สมองคิดเื่อื่นเป็บ้างไหมหรือคิดเป็แต่เื่นี้เื่เดียว
“ไม่ต้องมาหื่นใส่ผมเลย ไม่รู้สึกแปลกบ้างหรือไงผมเป็ผู้ชาย พี่ก็เป็ผู้ชาย มากอดมาหอมอยู่ได้ ไม่กลัวฟ้าจะผ่าเอาบ้างหรือไง”ถึงจะรู้ว่าสังคมตอนนี้เปิดกว้างมากขึ้นการที่ผู้ชายเป็แฟนผู้ชายด้วยกันไม่ได้เป็เื่แปลกแต่พอมาเกิดกับตัวเองที่ตอนนี้ถูกกอดถูกจูบเป็ว่าเล่น มันเลย...รู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูกแต่ถามว่ารังเกียจไหม...บอกเลยว่าความคิดนั้นไม่เคยแวบเข้ามาในหัวเลยสักนิด
“ถ้าฟ้าจะผ่าเพราะพี่มีอะไรกับยอดรัก พี่ก็ยอมนะเพราะยอดรักดันน่ารักจะจนพี่อดใจเอาไว้ไม่ไหว”
ศรวัณได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงและตาขุ่นเขียวใส่คายแค่กอดกับจูบ เขาก็รับมือแทบไม่ทันแล้ว ถ้าจะต้องมาคอยระวังประตูหลังอีกคงไม่ได้หลับได้นอนกันละงานนี้
“ขืนพี่ทำอย่างที่พูด ผมจะ...”
“ยอดรักจะทำอะไรพี่ครับ”คายชะโงกหน้าไปจนปากแทบจะแนบกับแก้มนุ่มที่แดงระเรื่อขึ้นทันที จนเขาอดใจไม่ได้เลยจูบแก้มนุ่มทั้งสองข้างอย่างเร็ว
“เฮ้ย!” พูดยังไม่ทันจะขาดคำ พี่คายก็เล่นเขาอีกแล้ว“พี่อยากถูกผมต่อยหรือไง”
คายรีบเบือนหน้าก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะออกไป“กล้าหรือครับยอดรัก”
“พี่จะหยุดเรียกผมว่ายอดรักสักทีได้ไหม”
“ทำไมละ ยอดรักก็น่ารักดีนี่น่า”
“แต่ถ้าไปเรียกต่อหน้าคนอื่น ๆมันน่าอายไงครับ...นะครับพี่คาย”
“ต่อหน้าคนอื่น พี่เรียกน้องยอดละกันแต่อยู่กันสองคน...พี่จะยังเรียกว่ายอดรัก”
แม้จะเหนื่อยใจกับความดื้อรั้นของคายแต่ได้แค่นี้เขาก็ยังพอทำใจยอมรับได้ไม่ยากเพราะเื่สำคัญจากนี้ต่างหากเล่าที่เขาจำต้องได้
“พี่ช่วยหยุด...กอดและจูบผมด้วย”หน้าเขาร้อนฉ่าั้แ่พูดคำแรกแล้ว เจอเสียงหัวเราะของพี่คายอีกทำเอาเขาอายจนอยากเอาหัวมุดไปกับโซฟาที่นั่งให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
“ทำไมละไม่ชอบที่ถูกพี่กอด...อายหรือเพราะรู้สึกอย่างอื่นที่ตอนนี้ยังบอกไม่ได้”
“ไม่...ไม่รู้ พี่จะพูดให้ผมอายไปถึงไหน”จะให้ตอบยังไงล่ะ ไม่ได้เกลียดแน่ ขยะแขยงหรือก็ไม่ใช่ก็คนมันไม่ชินและอายสายตาไอ้พี่คายที่มองราวกับจะกลืนกินเขาไปหมดทั้งตัวทำให้รู้สึกอยากจะละลายกลายเป็ไอน้ำทุกทีนะสิ
“เรานี่มัน ได้คืบจะเอาศอกแต่ทุกอย่างก็ไม่ใช่พี่เป็คนผิดสักหน่อย เป็เพราะยอดรักนั่นแหละขยันยั่วพี่เหลือเกิน”
หะ! อ้าว...กลายเป็ความผิดของเขาไปได้ยังไงเขาไม่ได้ทำอย่างที่คายกล่าวหาสักหน่อย แล้วเขาไปยั่วพี่คายตรงไหนด้วยเห็นจะมีแต่พี่คายนั่นแหละที่ฉวยโอกาสกับเขาตลอด
“อย่างตอนนี้ก็มาทำน่ารักใส่จะยั่วให้พี่ทนไม่ไหวใช่ไหมฮึ”
เฮ้ย! อะไรกันเนี่ยแบบนี้ก็ได้เหรอ ศรวัณได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะรีบดึงสติของตัวเองกลับมาเขาต้องตั้งสติ ไม่เล่นตามเกมของพี่คาย เพราะคนอย่างเขาวิ่งตามเกมของคายไม่ทันหรอก
ยอดรักทำให้เขาหัวเราะได้เสมอจะชอบหรือโกรธมักจะแสดงออกมาทางใบหน้าและดวงตาอย่างชัดเจนใบหน้าที่เมื่ออยู่กับเขาจะแดงอย่างกับผลมะเขือเทศและปากสีชมพูที่ยู่ยื่นออกมาบ่อยครั้งน่ารักเสียจนผมไม่อยากให้คลาดไปจากสายตา เพราะกลัวใครจะมองเห็นแย่งชิงเอาไป
“เอาละ ไม่แกล้งแล้ว แต่เื่ที่ขอนะเวลาอยู่นอกห้องจะทำให้แต่ไม่รับปากว่าจะทำได้ตลอดหรือเปล่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้น ยอดรักห้ามโวยวาย” ด้วยหน้าตาน่ารักอย่างศรวัณจะต้องเป็ที่ถูกอกถูกใจใครหลาย ๆ คนที่จะต้องตามเทียวไล้เทียวขื่อเพื่อหวังจะได้ครองทั้งร่างกายและหัวใจ เขาจึงต้องผูกมัดเอาไว้ก่อน
ศรวัณครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดีหากเมื่อได้สบสายตากับพี่คายก็รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องขึ้นอยู่กับเวลาและสถานการณ์ตอนนี้เขาต้องยอมไปก่อนจึงพยักหน้ารับ
“ถ้าอย่างนั้นก็ลุกขึ้น”
“ไหนว่าจะไม่แกล้งผมแล้วไง”
คายสะบัดศีรษะมองคนตัวเล็กกว่าอย่างอิดหนาระอาใจ“ไม่หิวหรือไง นี่มันเย็นจนจะค่ำอยู่แล้วนะ”
ศรวัณยิ้มอย่างอาย ๆ พอพี่คายพูดขึ้นมาท้องเขาก็ส่งเสียงร้องโครกครากทันที อย่างอื่นค่อยว่ากันตอนนี้เขาขอไปเติมพลังกายก่อนละกัน...เขาว่ากันว่า กองทัพเดินด้วยท้องนี่นา
แม้จะรู้อยู่แล้ว แต่พอเห็นเพทายเดินลงมาจากรถของเฮียก้องมันก็ทำให้ศรวัณอึ้งไปเหมือนกัน
“ยอดมาเช้าจังเลย แล้วพี่คายล่ะ”เพทายทักและทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หินอ่อนตรงข้ามยอดตาก็มองไปรอบบริเวณอาคารหลังใหญ่ที่ตอนนี้มีนักศึกษามากมายเดินขวักไขว่บ้างก็นั่งบนเก้าอี้ไม้หินอ่อนไปจนถึงในอาคารที่มีเก้าอี้ยาวให้นั่งตรงหน้าของหลาย ๆ คนมีแก้วน้ำและของขบเคี้ยววางอยู่
“เห็นบอกจะไปธุระหลังจากเราทำกิจกรรมทางนี้เสร็จก็ให้โทรไปบอก จะมารับแล้วตอเต่า...คิดดีแล้วใช่ไหมที่มาอยู่กับเฮียก้อง”จะไม่ให้เขาถามแบบนี้ได้ยังกันล่ะก็ในเมื่อเจอกันวันแรกตอเต่ากลัวเฮียก้องจนแทบจะไม่กล้าโผล่หัวออกมาจากกระดองแต่กลับต้องมาอยู่ด้วยกันนี่นะ...เขายังนึกสภาพหลังจากนี้ไม่ออกเลยไม่รู้ว่าเฮียก้องจะโมโหใส่เต่าจนเส้นเืแตกไปก่อนหรือเต่าจะร้องไห้กลับบ้านเพราะทนนิสัยเฮียหน้าโหดไม่ไหวไปเสียก่อน
“น้องเต่าจะทำอะไรได้ละยอดก็เฮียก้องเล่นไปคุยกับแม่กับพ่อถึงบ้าน”เพทายยิ้มใส่คนที่ตะลึงจนตาโต...ก่อนจะพยักหน้าซ้ำอีกครั้งให้รู้ว่า...ฟังไม่ผิด
เฮียก้องเล่นอย่างนี้เลยเหรอมันน่าสงสัยอยู่ไม่น้อยนะ มันทำให้ศรวัณต้องมองตอเต่าใหม่...
หุ่นอวบกว่าเขาเล็กน้อย ส่วนความสูงใกล้เคียงกันส่วนหน้าตา...เออ ต้องยอมรับว่าตัวเองเป็พวกไม่สังเกตอะไรกับเขาเอาเสียเลยถึงได้ไม่รู้ว่าน้องเต่าแม่งสวยกว่าผู้หญิงอีก ผิวขาวเหมือน...อ๋อไข่มุกดวงตากลมโต ขนตายาวและงอน จมูกเล็กโด่งขึ้นสัน ปากอิ่มรูปกระจับสีชมพูระเรื่อ โฮก! ขนาดเขาเป็ผู้ชายนะ ยังอดใจสั่นไม่ได้เลย เฮียก้องก็คงเห็นในจุดนี้ด้วยที่ผมอยากจะเตือนตอเต่าอยู่นะ...แต่ผมจะไปทำอะไรได้ในเมื่อตัวเองก็ยังเอายังเอาตัวไม่รอดเลย เฮ้อ!
“ไม่รู้ไปคุยกันอีท่าไหน พ่อกับแม่ รวมถึงเจ๊ปลากับพี่สองถึงได้ยอมให้น้องเต่ายอมมาอยู่กับเฮียก้องแทบจะประเคนให้ด้วยซ้ำ” เพทายพูดด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าฉายความไม่พอใจอยากจะโกรธพี่สองกับเจ๊ปลากับพี่สองอยู่นะ แต่พอมีเื่อื่นให้ต้องคิดมันก็เลยลืม ๆ ไป
ศรวัณมองหน้าตอเต่าแล้วอดคิดถึงคำพูดที่เผลอไปได้ยินเฮียก้องกับพี่คายคุยกันไม่ได้
“ที่ทำลงไป...คิดดีแล้วเหรอเฮีย” เฮียก้องสอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงขณะเดินไปทรุดกายลงนั่งบนโซฟา ยกขาข้างหนึ่งพาดบนขาอีกข้างพลางเอนกายแนบไปกับเบาะนุ่ม ๆ
“ฮื่อ...ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนี่”
“เฮียกำลังเล่นกับความรู้สึกคนอื่นอยู่นะคิดบ้างไหมถ้าเด็กนั่นรู้เข้า เด็กนั่นจะเสียใจแค่ไหน”
ตอนนั้นเขายื่นหน้าไปเพื่อให้ได้ยินชัด ๆเพราะอยากรู้ว่าเฮียก้องตอบไปว่าอะไรแต่กลับกลายเป็เฮียก้องพูดเื่อื่นขึ้นมาแทนที่ทำไมรู้สึกเหมือนกับคำพูดนั้นหมายถึงตัวเขา...
“มาบอกคนอื่นแล้วตัวเองล่ะ ให้พยายามยังไงถ้ามันจะไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่อยู่ดี”
“เด็กบางคนหลอกง่ายอยู่นะ ล่อซ้ายตะปบขวาแล้วคอยดักหน้าต้อนหลังสักหน่อย ไม่นานก็กลายเป็ลูกแกะอยู่ในอุ้งมือหมาป่า”
เสียงหัวเราะนุ่มทุ้มของพี่คายทำให้ศรวัณถึงกับหัวใจเต้นแรงใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด เหมือนกับมีสายตาของพี่คายมองมายังจุดที่ผมยืนอยู่เขาก้าวเข้ามายืนอยู่ใกล้ ๆ จนได้กลิ่นสบู่ที่ใช้ใบหน้าคมเข้มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเหลือร้ายโน้มลงมาใกล้ ๆ แล้วกระซิบที่ข้างหูเบาๆว่า...
“จะกินให้หมดทั้งตัวไม่เหลือเลย”
โฮก! หน้าเขาร้อนราวกับูเาไฟะเิเลย
“ทุกคนช่างไม่รู้เลยว่าส่งน้องเต่าไปพบกับหายนะครั้งรุนแรง”เพียงแค่รู้ว่าจะต้องมาอยู่กับเฮียก้อง เขาก็หนาวะเืจนนอนไม่หลับไปหลายคืนแล้วที่ยังเสียดายเอามาก ๆ ก็คือแม่ทำอาหารอร่อยมาก...กอไก่ใส่ไปเลยยี่สิบตัวแต่น้องเต่า...กินไม่ได้ น้องเต่ากลืนอาหารไม่ลงจริง ๆพอตักคำหนึ่งก็เห็นหน้าตาบึ้ง ๆ ดวงตาดุ ๆ ของเฮียก้องมาลอยอยู่ตรงหน้าผวาจนไม่กล้าทำอะไรเลย
“แต่สุดท้ายตอเต่าก็ต้องมาอยู่กับเฮียก้องไม่ใช่หรือไง”
“ถ้าไม่มา น้องเต่าก็ไม่ได้เข้าเรียนที่นี่นะซิ”ตอเต่าพูดอย่างหงุดหงิดใจ เพราะเฮียก้องคนเดียว ไม่รู้ไปพูดอะไร อีท่าไหนเข้าพ่อกับแม่ถึงได้ยอมให้เขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน(พอดีความลับเื่เรียนที่ผมแอบซุกซ่อนไว้ถูกเปิดเผยด้วยฝีมือ...ถ้าไม่เจ๊ปลาก็พี่สองที่นั่งยิ้มทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้)แต่ต้องแลกกัน ผมจะต้องเชื่อฟังและมาพักอยู่กับเฮียก้อง...
“ทำไมผมจะต้องเชื่อฟังและไปพักกับเฮียหน้าโหดนั่นด้วย”
“ตอเต่า!”
เพทายคอย่น...ถ้าแม่เรียกตอเต่าแล้วทำเสียงเย็น ๆด้วย นั่นหมายความว่า กำลังเริ่มจะโมโหแล้ว ถ้าหากยังอยากจะกินข้าวเย็นให้อร่อยรวมถึงอยู่ดีมีสุข ไม่โดนพี่สองกับเจ๊ปลากลั่นแกล้ง เขาจะต้องหุบปากนิ่งเงียบเอาไว้ แต่วันนี้มันทนไม่ไหวจริง ๆ นี่น่า
“น้องเต่าขอโทษครับแม่ แต่น้องเต่าแค่สงสัยเท่านั้นเองถึงพ่อกับแม่จะรักน้องเต่าน้อยกว่าพี่สองกับเจ๊ปลาก็เถอะแต่พ่อกับแม่ก็ไม่เคยยอมให้น้องเต่าไปอยู่กับคนที่เราไม่เคยรู้จักขนาดกับเพื่อนที่คบกันมาเป็สิบปี เข้านอกออกในบ้านได้ราวกับบ้านตัวเองพ่อกับแม่ยังไม่ยอมให้น้องเต่าไปนอนบ้านพวกนั้นเลย...พ่อกับแม่หวงน้องเต่าจะตายแต่ตอนนี้กลับให้ไปนอนกับ...”
“ไปเอาความคิดนี้มาจากไหนฮึตอเต่าพ่อกับแม่รักลูกเท่ากันหมดทุกคน แต่เพราะพ่อกับแม่ต้องทำงานมีเวลาอยู่กับตอเต่าน้อยกว่าสองกับปลาแต่ยังไงแม่ก็รักตอเต่าไม่น้อยกว่าสองคนนั้นนะลูก”
แม่ยื่นมาให้ผมเดินไปทรุดตัวลงนั่งใกล้ ๆแขนเล็กของผมโอบรอบกายแม่ พลางแนบใบหน้าไปต้นไหล่และก็ถูกไปมาขณะเดียวกันแขนของแม่ก็กอดเขาไว้ ลูบศีรษะผมเบา ๆ
“แต่ที่พ่อกับแม่เลือกที่จะรับฟังและตัดสินใจให้น้องเต่าไปอยู่กับก้องเพราะอยากให้ลูกโตเป็ผู้ใหญ่ พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่กับลูกตลอดไปวันหนึ่งพวกเราก็ต้องจากกัน แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พ่อกับแม่อยากจะมั่นใจน้องเต่าโตพอที่จะดูแลตัวเองได้และใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข”
“น้องเต่ารักแม่ครับ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีก็แม่กับพ่อเพิ่งจะเจอเฮียก้องเองนะมั่นใจได้ยังไงว่าเฮียก้องจะดูแลน้องเต่าเป็อย่างดี”
แต่คำถามของเขาดันไร้คำตอบมีเพียงรอยยิ้มของแม่ที่ทั้งรักและเอ็นดูที่มองมาเท่านั้น
โว้ย! ในหัวเขาตอนนี้มีแต่ภาพเฮียก้องเต็มไปหมดปวดหัวมากและง่วงด้วย อยากกลับขึ้นเตียงนุ่ม ๆ ผ้าห่มอุ่น ๆ ที่สุดเลย
“ตายังปรืออยู่เลยเมื่อคืนตอเต่าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับใช่ไหม”
เพทายอยากจะตอบว่า “เปล่า”ที่เมื่อคืนนอนไม่หลับไม่ใช่ตื่นเต้นอะไรเลยแต่เพราะต้องคอยระวังเฮียก้องต่างหากล่ะ เขายอมรับเลยว่าความกลัวส่งผลกระทบมากมายเพียงแค่เฮียก้องขยับตัว เขาก็นอนตัวแข็งทื่อ แทบไม่กล้าหายใจด้วยซ้ำ
ห้องนอนก็มีตั้งสองห้องแต่เฮียก้องกลับบอกให้เขานอนด้วย แล้วยังให้นอนบนเตียงเดียวกันอีกด้วย! ความกลัวว่าจะถูกเฮียหน้าดุกัดหัวเอาเลยทำให้นอนไม่หลับ
“น้องเต่า...ไปนอนห้องโน้นก็ได้” เพทายบอกเสียงเบาพลางทำตาปริบ ๆ ใส่เฮียก้องที่ยืนทำหน้าเข้มตาดุใส่แค่นี้ยังทำให้เขากลัวไม่พอหรือไง
“ห้องมันเล็ก...เตียงก็แคบ แม่เราบอกมา เรานอนดิ้น”
ตอนพูดว่านอนดิ้น เฮียก้องมองเขาตาวาวเชียวแถมมีรอยยิ้มที่มุมปากด้วย ที่คนไม่ฉลาดอย่างเขาก็ได้แต่มองด้วยความรู้สึกแปลก ๆเท่านั้นเอง
“ใช่ครับ น้องเต่ากลัวจะนอนดิ้นจนทำให้เฮียนอนไม่หลับ” ที่เขาพูดต่อท้ายไปก็คือว่า...กลัวจะเผลอถีบเฮียตกเตียงแล้วพอตื่นมาตอนเช้าก็ถูกเฮียจับหักคอจิ้มน้ำพริกแทนที่จะได้เข้าเรียนด้วยไง
“ไม่เป็ไร ถ้าเราดิ้นมาก ๆก็จับมานอนใกล้ชิดเสียก็หมดเื่”
เฮียก้องพูดแบบสบาย ๆแต่คนฟังอย่างเขากลับรู้สึกเหมือนโดนไฟเผา ได้แต่ยืนอึ้งทำตาโตใส่คนพูดที่ทำหน้าตายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บ้าชะมัดทำไมน้องเต่าต้องพ่ายแพ้ร่ำไปแล้วเฮียก้องจะหยุดพูดให้น้องเต่าทำอะไรไม่ถูกบ้างได้ไหม
“ไปไกล ๆ เลย” อุ๊บ! ตอเต่ารีบยกมือปิดปาก
‘พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยน้องเต่าด้วย’ เพทายคร่ำครวญเพราะเผลอไปทำเสียงเหมือนเด็กไม่รู้จักโตใส่เ้าของห้องเข้า
“จะให้ไปไหน นี่มันห้องเฮีย เราเป็แค่คนอาศัยเ้าของเขาสั่งอะไร ก็ทำตาม อย่าทำตัวมีปัญหา”
แล้วเขาจะไปมีปากเสียงอะไรได้ล่ะ ได้แต่เดินหงอยๆ ไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียงและเลือกที่จะนอนชิดริมขอบเตียงที่สุดท้ายแล้วเขากลับไปนอนอยู่ในอ้อมกอดของเฮียก้องได้ยังไงก็ไม่รู้...ตื่นมาพร้อมกับความอับอายขายขี้หน้าอย่างสุดๆ จนไม่กล้าสบสายตากับเฮียก้องเลย ไม่อยากกลับไปห้องด้วย...กลับบ้านได้ไหมนี่
“แล้วยอดล่ะ มาอยู่กับพี่คายได้ยังไง”
“สวัสดีจ้า ขอนั่งด้วยคนได้ไหม”
ศรวัณคิดว่าตัวเองคงจะไม่ต่างกับตอเต่าที่อ้าปากค้างเมื่อเห็นคนที่เดินมาขอนั่งด้วยผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ ตัวเล็กนิดเดียว ผมยาวถึงกลางหลัง ใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโตขนตายาวงอน จมูกเล็กโด่ง ริมฝีปากรูปกระจับสีชมพูระเรื่อ พอยิ้มก็เห็นเขี้ยวเล็ก ๆโอ๊ย! น่ารักจนใจละลายเลย ขอเป็แฟนได้ไหมนี่
“เชิญครับ”ศรวัณกับตอเต่าพูดพร้อมกันก่อนจะหันมองหน้ากันและหัวเราะเล็กน้อยอย่างเขินอายตอเต่าหนักหน่อยที่อายจนหน้าแดงระเรื่อ รีบแก้อายด้วยการยกมือขึ้นลูบท้ายทอย
“เราชื่อพฤศจิกานะ หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่าหวายก็ได้เป็ผู้หญิงจริง ๆ ชอบผู้ชายด้วยแต่ไม่ได้เป็คนอ่อนแอที่ต้องให้ผู้ชายปกป้องคุ้มครอง เราดูแลตัวเองได้พ่อกับพี่ชายเราสอนไว้ อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ ให้ยืนให้ได้ด้วยตัวเองดังนั้นเราแมนพอ นายสองคนไม่ต้องพูดเพราะกับเราด้วยฟังแล้วเราขนลุก...นอกจากจะไม่ชินกับการที่ถูกมองว่าเป็ผู้หญิงน่ารักแล้วเตือนไว้ก่อนเลย ห้ามชมด้วย ไม่อย่างนั้นเรา...ต่อย!”พฤศจิกายิ้มและเลิกคิ้วเล็กน้อย
ศรวัณกับตอเต่าอ้าปากค้างมองหน้ากันเมื่อเจอคำพูดยาวพร้อมเตือนในคราวเดียวกัน เอ่อ...ผู้หญิงจริง ๆ เหรอนี่คำพูดกับหน้าตา ผิดกันลิบเลย
“เรายอดนะ”
“เราตอเต่า”
“ชื่อแปลกดี ตอเต่า...ยินดีที่ได้รู้จักนายสองคนตอนนี้เราก็เป็เพื่อนกันแล้วนะ ใครจีบนายสองคน เราสแกนให้เองนายสองคนจะได้มีแฟนที่ทั้งหล่อและนิสัยก็ดีด้วย”
“เอ่อ...เดี๋ยวนะหวาย ทำไมเราถึงต้องมีแฟนหล่อ ๆด้วยล่ะ เราเป็ผู้ชายนะ” เพทายถามอย่างไม่เข้าใจอยู่บ้านพี่ชายกับพี่สาวก็พูดแบบนี้เข้ามหาลัยเจอเพื่อนหญิงคนแรกที่เขาคิดอยากจะจีบสักหน่อยก็...พูดแบบเดียวกันอีก
“คุณยอดครับ...คุณตอเต่าครับช่วยไปดูหนังหน้าตัวเองก่อนไหม หน้ามึง...โทษทีนะ แบบพูดเพราะ ๆ แล้วมันไม่ชินปากอยู่ที่บ้านก็พูดมึงกูกับพี่ชายและคนอื่น ๆ ตลอด พูดแบบแมน ๆกันดีกว่านะ...หน้ามึงสองคน สวยกว่ากูที่เป็ผู้หญิงอีกวะอย่างนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนเอามึงสองคนเป็แฟนแน่จะมีแต่ผู้ชายที่จะเรียงหน้ากันเข้ามาจีบมึงไปเป็เมียมากกว่า”พฤศจิกายิ้มใส่หน้าสองเพื่อนใหม่ที่เธอคิดว่าไม่มีพิษมีภัยและน่าจะเป็เพื่อนร่วมเรียนกันจนจบ
ศรวัณกับตอเต่าได้แต่อ้าปากค้างและมองหน้ากันก่อนจะยิ้มแห้งๆแม้จะไม่อยากยอมรับความจริงแต่เมื่อมองหน้ากันเองและสิ่งที่พบเจออยู่ในตอนนี้ก็พอจะตอกย้ำในสิ่งที่พฤศจิกาพูดได้เป็อย่างดี
“หวายก็น่ารักอยู่นะไม่คิดว่าจะมีผู้ชายมาชอบบ้างหรือไง”
“No ค่ะ…No…” พฤศจิกายิ้มหวานให้กับสองเพื่อนใหม่แต่คนเห็นกลับรู้สึกหนาวแบบแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก เธอยกนิ้วชี้ขึ้นแล้วส่ายไปมา “กู...ตั้งปณิธานเอาไว้ถ้าเรียนไม่จบจะไม่มีแฟน กูไม่อยากถูกฟันแล้วทิ้งวะ”
“เอาไว้ค่อยคุยกันต่อดีกว่านะตอนนี้เราเข้าหอประชุมกันก่อนดีกว่า เขาจะเริ่มต้นปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่กันแล้ว”ศรวัณเดินนำพฤศจิกาและเพทายเข้าไปในหอประชุมที่นั่น...ความมีมนุษยสัมพันธ์อันดีของพฤศจิกาทำให้เราได้พบกับเพื่อนใหม่รูปร่างสูงโปร่งอีกคนนามว่า“แว่น...มหาสมุทร ปรีดิ์วงศ์พันธ์” ที่บอกว่าเรียนอยู่สาขาเดียวกันอีกหนึ่งคน