ราชันย์ภาพยนต์

    ตอนที่ 25 พรสวรรค์ในการแสดง

    ตอนที่ 25 พรสวรรค์ในการแสดงแต่ว่าคนหนึ่งที่ไม่ได้ผ่านการอบรมในองค์กร จะสามารถผ่านการแสดงแบบนี้ไปได้ยังไงกันล่ะ?นี่จึงทำให้นักแสดงคนอื่นรู้สึกน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก จนกระทั่งมีบางคนคิดว่า หวังซินเป็นคนที่หลินชงพามา อาจจะเป็นเพราะว่ามีความเกี่ยวข้องกับหลินชง เขาก็เลยถูกภายในกำหนดตัวมาก่อนแล้ว“หวังซิน ก่อนหน้านี้เธอเคยเรียนการแสดงมาไหม?” หลินชงรู้สึกแปลกใจ ที่เมื่อวานเธอได้เห็นการแสดงของหวังซินกับตา ที่แย่ขนาดนั้น ทำไมแค่ชั่วข้ามคืนถึงดีขึ้นขนาดนี้แล้ว?“เปล่านะครับ เมื่อวานผมแค่ตื่นเต้นมากไปหน่อยน่ะครับ” คำพูดของหวังซิน ทำให้หลินชงพูดไม่ออก เธอเองก็บอกเขาก่อนหน้านี้ว่าไม่ต้องตื่นเต้น แค่การทดสอบเอง ยิ่งตื่นเต้น ก็จะยิ่งไม่มีทางบรรลุประสิทธิภาพตามที่ตัวเองตั้งเป้าไว้“ตอนนี้เธอไม่ตื่นเต้นแล้วงั้นเหรอ?”หลินชงชี้ไปที่คนบริเวณรอบ ๆ แล้วพูดอีกว่า: “ตอนนี้พวกเขากำลังมองเธอเป็นตัวตลก สภาพแวดล้อมที่เธอเผชิญอยู่ทั้งหมด หากเทียบกับเมื่อวานแล้วยังเลวร้ายกว่าอีก ควรตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมสิถึงจะถูก”“เป็นเพราะว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของผมแล้วครับ”“เท่าที่ฉันรู้มา ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ เธอควรจะตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมสิถึงจะถูก หรือว่า สถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ไม่ได้เลยร้ายเหมือนเมื่อวานงั้นเหรอ?”“ผมรู้ครับ แต่ว่าตื่นเต้นไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแค่จะทำให้ตัวเองทำอะไรออกมาได้แย่ยิ่งกว่าเดิมน่ะครับ ผู้กำกับหลิน คุณวางใจเถอะครับ ครั้งนี้ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวังอีก ผมจะต้องรักษาโอกาสครั้งนี้ไว้แน่นอนครับ” หวังซินสูดหายใจเข้าออกลึก ๆ ละทิ้งอารมณ์ตื่นเต้นที่อยู่ภายในใจ แล้วรอฉากที่รองผู้กำกับเฉินจะจัดให้“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ นี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายของเธอ สู้ ๆ ล่ะ” หลินชงก็ไม่ได้กวนหวังซินอีก และเริ่มไปทำงานของตัวเอง“เอาล่ะ หวังซิน สถานการณ์ของการแสดง จะมีทีมงานของพวกเราแสดงกับเธอด้วย ให้เธอสร้างสถานการณ์หนึ่งขึ้นมา เธอมาลองซิ”เมื่อรองผู้กำกับเฉินผู้จบ ก็หยิบเอกสารชุดหนึ่งออกมาจากแฟ้มเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้าง ซึ่งเป็นฉากหนึ่งในละคร เขาเอาฉากนั้นส่งให้หวังซินและกรรมการสองท่าน แล้วพูดว่า: “ก็ฉากนี้เลยนะ เธอดูซิ นี่คือบทที่เธอจะต้องแสดงทั้งหมด เธอตีความออกมาให้ดี ๆ ล่ะ”หวังซินได้หยิบเอกสารมาดู ซึ่งเป็นฉากในช่วงหนึ่งของเรื่อง《Home With Kids》พอดี แต่ดูเหมือนว่าจะผ่านการแก้ไขมาแล้ว ในนี้ได้เขียนบทบาท ‘หลิวซิง’ ให้มีความฉลาดหลักแหลมขึ้นกว่าเดิมอีกในบทของฉากนี้ บทของ ‘หลิวซิง’ มีค่อนข้างเยอะ กรรมการทั้งสองท่านก็แค่ร่วมมือกับหวังซินเท่านั้น ในนี้มีบทพูดแค่ไม่กี่ตอน บทของกรรมการก็ค่อนข้างง่าย แต่ที่ยากลำบากกลับเป็นบทของ ‘หลิวซิง’ นี้เองการแสดงบนเวทีของหวังซินในครั้งนี้ ทำให้นักแสดงตัวน้อยคนอื่น ๆ เกิดความไม่พอใจ เขาได้ประสบความสำเร็จไปแล้วหนึ่งครั้ง คนอื่น ๆ จึงไม่อยากเห็นหวังซินประสบความสำเร็จอีกครั้ง ที่ได้แย่งบทบาทการแสดงที่เดิมทีควรจะตกเป็นของพวกเขาไป“นี่จะต้องมีเบื้องหลัง!คนที่เข้ามาด้วยความเกี่ยวข้องกัน และทักษะการแสดงแสนจะแย่ คิดไม่ถึงว่ายังจะสามารถเข้าร่วมการทดสอบครั้งที่สองได้ ซึ่งพวกคุณก็กำหนดให้เขาเป็นนักแสดงนำมาตั้งแต่แรกแล้ว ยังจะให้พวกเรามาทดสอบบ้าบออะไรอีก!” เมื่อเห็นหวังซินเริ่มแสดงตามบทในฉาก เด็กชายอายุสิบหกปีคนหนึ่งจึงกระซิบออกมาเบา ๆถึงแม้ว่าคำพูดนี้จะเสียงเบา แต่คนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยังได้ยิน ทันใดนั้นทุกคนก็เริ่มกลับมาวิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เท่ากับครั้งก่อนหน้านี้ ด้วยเสียงที่เบาลงกว่าเดิมมากหวังซินก็ไม่คิดว่าเรื่องราวจะเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ แต่ว่าเพื่อความปรารถนาของตัวเอง เขาก็ทำได้แค่มองข้ามความคิดเห็นของคนอื่นไป ใช้การกระทำที่ตรงไปตรงมาของตัวเองในการพิสูจน์ตัวเองกรรมการทั้งสองคนรับบทเป็นผู้ปกครองที่เป็นตัวประกอบในครอบครัว หลิวซิงที่อยู่บ้านคนเดียวไม่ทันได้ระวังก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น ตอนที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุจะต้องแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่เกินจริงออกมา และยังมีความรู้สึกที่หวาดกลัวเล็กน้อยที่ต้องแสดงออกมาให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อได้ยินคำตำหนิของพ่อแม่ เขาก็รีบอธิบายอย่างลนลานไปพักใหญ่ ในระหว่างที่ยกมือยกเท้านั่นก็ทำให้เติมเต็มบทนี้ได้แล้ว แม้แต่คำพูดในบทละครก็อ้างอิงตามบทมา ไม่มีที่ติดเลยแม้แต่น้อยเวลาในการทดสอบฉากนี้สั้นมาก การแสดงของหวังซินทำให้นักแสดงตัวน้อยที่อยู่รอบ ๆ รู้สึกกดดัน เพราะว่าจากสายตาที่จับผิดของพวกเขา ต่างก็มองไม่เห็นส่วนที่บกพร่องของหวังซินรองผู้กำกับเฉินรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก อารมณ์ความรู้สึก กิริยาท่าทาง และยังมีสิ่งสำคัญที่สุดก็คือความฉลาดหลักแหลมส่วนนั้นที่ต้องการในบทบาททั้งหมดของหลิวซิง ภายใต้การแสดงของหวังซินนี้ ล้วนสะท้อนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบเดิมทีหวังซินที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก เมื่อได้รับบทเป็น ‘หลิวซิง’ นี้ ก็คาดไม่ถึงว่าช่วงคิ้วและตาก็ได้ใช้เล่นละครด้วย ในช่วงเวลานี้เขาก็คือหลิวซิงที่ฉลาดหลักแหลมอย่างแท้จริง“ดี!” รองผู้กำกับเฉินปรบมือพูดว่าดี คำนี้ ทำให้นักแสดงคนอื่นที่อยู่รอบ ๆ รู้สึกถึงแรงกดดันนึกไม่ถึงเลยว่าการทดสอบอีกครั้งของหวังซิน คาดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะผ่านแล้ว อีกทั้งยังผ่านการประเมินของรองผู้กำกับเฉินด้วยกรรมการคนอื่นก็พูดไม่ออกเช่นกัน กรรมการทั้งสองท่านที่ร่วมแสดงกับหวังซินก็พอใจในการแสดงของหวังซินมาก เมื่อแสดงบทนี้เป็นอันเสร็จเรียบร้อย กรรมการทั้งสองท่านเดินลงมาแล้วพูดว่า: “แสดงได้ดีมากเลย นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะมีพรสวรรค์ในด้านการแสดงจริง ๆ การแสดงของเธอใช้ได้เลยทีเดียว”“ไม่เลวเลย โดยเฉพาะเมื่อวานน่ะ เมื่อวานอาจเป็นเพราะเรื่องท่าทีของเธอเอง ที่ทำให้เธอไม่สามารถแสดงความสามารถที่ควรมีออกมาได้ วันนี้โอกาสในการทดสอบครั้งที่สองที่ให้กับเธอนี้ ถือว่าพวกเราให้ได้ถูกคนแล้ว ที่ไม่ได้ซ่อนพรสวรรค์ทางการแสดงของเธอแบบนี้” กรรมการอีกท่านก็เริ่มเอ่ยขึ้นมา ท่าทีของเขาในตอนนี้กับท่าทีที่ยืนหยัดคัดค้านการทดสอบของหวังซินก่อนหน้านี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตอนนี้มั่นใจกับการแสดงของหวังซิน ที่จริงแล้วจากการแสดงของหวังซินสามารถมองเห็นถึงพรสวรรค์ในการแสดงของเขา และยังมีอีกอย่าง ก็คือได้ช่วยพลิกสถานการณ์ให้กับหลินชงด้วยหลินชงยังมีผู้ช่วยของเธอที่ก็คิดไม่ถึงว่าการทดสอบอีกครั้งของหวังซินจะสามารถประสบความสำเร็จจนสามารถตีบทหลิวซิงแตกได้พวกเขาต่างก็เคยอ่านบทละครของหวังซิน ซึ่งรู้ว่า ‘หลิวซิง’ บทบาทนี้ต้องการลักษณะนิสัยอย่างไร และต้องการความฉลาดหลักแหลมอย่างไร การแสดงของหวังซินเมื่อสักครู่ในสายตาของพวกเขาไม่ใช่ว่าไม่มีข้อบกพร่อง แต่ว่าจะผ่านการทดสอบครั้งนี้ ก็อาศัยแค่การแสดงในครั้งนี้ก็พอแล้วหวังซินเห็นว่าตอนนี้ทั้งผู้กำกับและกรรมการเหล่านี้ต่างก็มั่นใจในการแสดงของเขาแล้ว ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลายเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะทำได้ไหม เพราะเขารู้ว่าแท้ที่จริงแล้วตัวเองไม่มีพรสวรรค์ใด ๆ ในการแสดงเลย ไม่งั้นในโลกยุคหลังก็คงไม่ไปเป็นนักแสดงตัวประกอบไปทั้งชีวิตหรอกการเป็นนักแสดง เป็นความปรารถนาในโลกยุคหลังของเขามาโดยตลอด แต่ตอนนี้ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ความปรารถนาก็เป็นจริงแล้ว สภาพจิตใจของเขาในตอนนี้ทั้งตื่นเต้นและประหม่าแต่ในตอนนี้ยังมีกรรมการอีกสามท่านที่ยังไม่ได้พูด ตอนนี้หวังซินมองกรรมการสามท่านนั้นอย่างประหม่า ที่รอให้พวกเขาวิจารณ์ตัวเองตามความเป็นจริงซึ่งเป็นไปตามคาด ความคิดที่อยู่ในใจของหวังซินที่เพิ่งจะหายไป กรรมการทั้งสามคนนั้นก็ชูนิ้วหัวแม่มือยื่นมาทางหวังซิน แล้วพูดว่า : “หวังซิน การแสดงของเธอทำให้ฉันละสายตาไปไม่ได้เลย เมื่อวานการแสดงของเธอแย่มาก จนถึงขั้นทำให้ฉันไม่อยากที่จะให้เธอยืนอยู่บนเวทีนี้ต่อไป แต่การแสดงของเธอเมื่อสักครู่ได้บอกพวกเราแล้วว่า เธอประสบความสำเร็จแล้ว”“บทบาทของหลิวซิงนี้เธอแสดงออกมาได้อย่างสมจริงมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีที่ติเลย ท่าทางของเธอในตอนนี้ดูแล้วจะเกินความเป็นจริงไปมาก แต่ถ้าอยู่ในบทละครแล้ว ระดับการเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็ยังไม่พอ แต่ในตอนนี้เธอก็แค่ทดสอบเท่านั้น ในสายตาก็ถือว่าเพียงพอแล้ว” กรรมการอีกท่านชี้ข้อบกพร่องในท่าทางของหวังซินเล็กน้อยหลังจากที่กรรมการทุกท่านยอมรับการแสดงของหวังซิน นักแสดงตัวน้อยคนอื่น ๆ ก็พากันตกตะลึงไปหมดที่พวกเขามาทำการทดสอบครั้งนี้ ก็เพื่อเตรียมตัวถ่ายทำละครเรื่องใหม่ของหลินชง แต่นักแสดงนำจะคัดเลือกจากหนึ่งในพวกเขาเหล่านี้ ซึ่งคาดไม่ถึงว่าหวังซินจะผ่านการคัดเลือก และยังผ่านการแสดงในบท ‘หลิวซิง’ นี้อีกด้วย นั่นก็หมายความว่าหวังซินได้เอาบทนักแสดงนำที่เป็นหนึ่งในนั้นออกไปแล้วผู้ชายเกือบทุกคนต่างก็มีความคิดเห็นกับเรื่องนี้ ในเวลานี้สายตาที่พวกเขามองหวังซินก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นคนที่ทดสอบล้มเหลวคนหนึ่ง ได้หาเอาความเกี่ยวข้องมาทดสอบเป็นครั้งที่สอง คาดไม่ถึงเลยว่าจะฉวยโอกาสของพวกเขา นี่จึงทำให้นักแสดงตัวน้อยพวกนี้รู้สึกโกรธมากหวังซินไม่ได้สนใจสายตาของพวกเขา ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม และขอบคุณกรรมการและผู้กำกับทีละคนในที่สุดเวลานี้หลินชงก็ตัดสินใจพูดออกมาว่า: “เขานี่แหละ ที่จะรับบทเป็นหลิวซิง เขาเหมาะสมมาก”หวังซินในภาพจำของหลินชงเดิมนั้นก็เป็นคนที่ฉลาดและทะเล้น การให้หวังซินมารับบท ‘หลิวซิง’ บทบาทนี้ ยังสะดวกต่อการเขียนบทละครของหวังซินเองด้วย ที่ทั้งสองคนได้วางไว้ด้วยกัน ก็นับว่าไม่เลวเลย“ขอบคุณครับผู้กำกับหลิน” เขาที่มองดูหลินชง หวังซินจึงพูดด้วยความซาบซึ้ง“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก เป็นความพยายามของเธอเองต่างหาก”การทดสอบครั้งที่สองของหวังซินก็ผ่านไปแบบนี้ อีกทั้งหลินชงก็ได้ตอบตกลงให้หวังซินเข้าร่วมทีมละคร ละครโทรทัศน์ก็เตรียมที่จะเปิดกล้องในสิ้นเดือนนี้หลังจากที่แจ้งเรื่องทั้งหมดกับหวังซินแล้ว ก็ถึงเวลาเลิกงานพอดี เมื่อหวังซินกลับมาถึงบ้าน พ่อแม่ก็รออยู่ที่บ้านตั้งนานแล้วยังไม่ทันได้รอให้หวังซินพูดอะไร หวังเป่าหลงก็รีบเอ่ยปากพูดก่อนเลยว่า: “การทดสอบของแกวันนี้กับเมื่อวานทำไมถึงได้ต่างกันราวกับเป็นคนละคนเลยล่ะ?”เมื่อวานที่หวังซินฝันร้าย หวังเป่าหลงและภรรยาก็ได้เห็นแล้ว หลังจากที่ตื่นนอนตอนเช้า หวังเป่าหลงก็หาช่องทางการติดต่อของหลินชงเจอ จึงได้โทรศัพท์ไปหาหลินชงอยู่หลายสาย เพื่อขอหลินชงให้โอกาสกับหวังซินได้ทดสอบอีกครั้งดังนั้นเมื่อหวังซินผ่านการทดสอบ หลินชงก็ได้บอกหวังเป่าหลงโดยตรง แต่ท้ายที่สุดแล้วหวังเป่าหลงก็ยังไม่เข้าใจ ว่าในครั้งแรกที่หวังซินแสดงออกมาได้แสนจะแย่ แต่ครั้งที่สองก็คาดไม่ถึงว่ายังจะทดสอบได้สำเร็จอิงตามความหมายของเขาแล้ว ก็คือให้ลูกชายได้ประสบกับความล้มเหลวนิดหน่อย หลังจากนั้นจะได้ตั้งใจเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นสีหน้าที่ดีใจของลูกชาย เขาก็ดีใจแทนลูกชายด้วยเช่นกันในเวลานี้หวังซินได้ยินที่พ่อถาม จึงรีบพูดไปว่า: “เหอะเหอะ ผมถูกฟ้าลิขิตมาแล้วว่าให้เป็นนักแสดง ไม่ว่าจะแสดงอะไร สำหรับผมแล้วช่างง่ายดายเหลือเกิน”เมื่อได้ยินคำพูดพวกนี้ของลูกชาย หวังเป่าหลงก็พูดไม่ออก ในใจก็ไม่พอใจความอวดดีของลูกชายเล็กน้อย จึงตำหนิว่า: “โอกาสครั้งแรกก็คว้าไว้ไม่ได้ ครั้งที่สองทดสอบผ่านแล้วก็ได้ใจขนาดนี้ ไม่คิดจะทบทวนปัญหาของตัวเองบ้างรึไง?”เมื่อได้ยินคำตำหนิของพ่อ หวังซินก็แลบลิ้นออกมา แล้วพูดว่า: “พ่อครับ เมื่อวานผมก็แค่ตื่นเต้นมากไปหน่อยเท่านั้นเอง การเผชิญหน้ากับไฟสปอตไลท์และกรรมการ เลยไม่รู้ว่าจะต้องจะทำยังไงหนิครับ”“งั้นวันนี้แกก็รู้ว่าต้องทำยังไงงั้นเหรอ?”“พวกเขาดูการแสดงของผมเป็นหลักครับ ผมก็แค่ดึงความสามารถอันมหาศาลของตัวเองมาแสดงในฉากที่ต้องการทั้งหมดให้ดีเท่านั้นเอง ขนาดไฟสปอตไลท์และกรรมการท่านอื่น ผมก็คิดว่าพวกเขาล้วนเป็นอากาศธาตุ”“ไร้สาระ” หวังเป่าหลงไม่เชื่อคำพูดของลูกชาย แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าแท้จริงแล้วหวังซินผ่านการทดสอบครั้งที่สองมาได้ยังไงกันแน่เมื่อหวังจวนที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินคำพูดของหวังเป่าหลง ก็ตบหวังเป่าหลงเบา ๆ แล้วพูดว่า: “ลูกทดสอบผ่านแล้วควรดีใจถึงจะถูกสิ คุณจะตำหนิลูกทำไมเนี่ย”...