ตอนที่ 25
วิกฤตตำหนักอัคคี (7)
เฉินฟ่าน ที่ถูกถ้อยวาจาว่ากล่าวถากถางของหานเฟิงตอกย้ำ ก็พลันขุ่นแค้นสุดแสน มันกัดฟันกรอด สองตาจับจ้องหานเฟิงเขม็ง ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดขึ้น กล่าวออกมาเป็ถ้อยคำน้ำเสียงที่เย็นเหยียบ
“ อย่าให้มันมากไปนัก หานเฟิง...”
สิ้นคำ กระบี่สีเหลืองอำพันก็ถูกเรียกขึ้นมากระชับไว้ในมือ มัน ที่แม้จะถูกบงกชแดงทำลายล้างของหานเฟิงเข้าไปจนาเ็ หากเป็เพราะเครื่องรางคุ้นกัน จึงทำให้มันรักษาชีวิตรอดออกมาได้
ส่วนหานเฟิง ที่ยามนี้ดูดซับเม็ดยาฟื้นฟูลมปราณเข้าไป พลังปราณในร่างจึงได้เพิ่มขึ้นมาเกือบสามในสิบส่วนแล้ว จากที่มันคิดคำนวน สามารถร่ายใช้ดาราวาบวับหลบหนีได้อีกหนึ่งครา…
แต่... ไม่จำเป็
ไวเท่าความคิด หานเฟิงถีบเท้าทะยานเข้าใส่เฉินฟ่านซึ่งๆหน้า ระดับขั้นพลังที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว หนึ่งคือปราณบาดาลขั้นสิบ อีกหนึ่งเพียงปราณบาดาลขั้นสอง แต่กลับเป็บาดาลขั้นสองที่โถมเข้าใส่บาดาลขั้นสิบอย่างไม่เกรงกลัว มองดูคล้ายเป็การกระทำที่โง่งม แต่หานเฟิงย่อมทราบ ว่าที่ตนกระทำ ย่อมมิใช่โง่งม
เดิม มันเคยหวาดเกรงต่อความสำเร็จของเฉินฟ่านผู้นี้อยู่บ้าง ขอบเขตปราณบาดาลขั้นที่สิบ เป็มันที่มีความสำเร็จเพียงขอบเขตปราณบาดาลขั้นที่สองไม่อาจเทียบเคียง อย่างมากที่สุด ตัวมันก็หาญกล้าต่อกรกับปราณบาดาลขั้นที่หกได้อย่างสูสีเท่านั้น แต่กับเฉินฟ่านในยามนี้ มันกลับหาได้มีหวาดเกรงอันใด เป็เพราะ ขอบเขตความสำเร็จของเฉินฟ่าน...
เป็ของเทียม
ขอบเขตความสำเร็จที่่ชิงมาด้วยวงศากลืนใจ จะอย่างไรก็มิใช่พลังที่บ่มเพาะขึ้นมาด้วยตัวเอง ความเสถียรของพลัง จึงไม่มั่นคง ซึ่งหากเทียบกับผู้คนในระดับเดียวกันแล้ว พลังของเฉินฟ่าน อาจเพียงเทียบได้กับผู้ฝึกตนขอบเขตปราณบาดาลขั้นที่เจ็ดเท่านั้น กอรปกับที่ตอนนี้ มันกำลังาเ็ ความสามารถในการต่อสู้จึงถูกลดหลั่งลงมาอีก เช่นนั้นแล้ว การมุ่งจู่โจมของหานเฟิงใครครานี้ จึงไม่นับเป็เื่ที่โง่เขลาอันใด
คมดาบสีเงินแฝงประกายเย็นเหยียบ สภาวะดาบดุดัน เป็การฟาดฟันด้วยกระบวนท่า มิใช่เคล็ดวิชา แต่กระนั้น ยังสามารถสะกดข่มเฉินฟ่านจนตื่นตระหนก ยกกระบี่ขึ้นปัดป้องเป็พัลวัน
เสียง ดาบกระบี่ปะทะกันต่อเนื่อง ก่อนที่เฉินฟ่านจะเริ่มรู้สึกว่า ง่ามนิ้วมือที่จับกระบี่ของตนปวดระบมชาด้าน สภาวะดาบของหานเฟิงกล้าแข็ง แม้มิได้ใช้ออกด้วยเคล็ดวิชา แต่ก็ยังนับเป็ผู้เชี่ยวชาญการฟันดาบคนหนึ่ง เชินฟ่านทราบดี เพราะเป็หนนั้น มันเคยเผชิญหน้ากับหานเฟิงที่ใช้ดาบมาก่อน และเป็ครั้ง ที่มันได้จนจำฝังใจไปตลอดกาล
มันพ่ายให้กับหานเฟิง อย่างหมดรูป
ทั้งยังเป็หานเฟิง ที่ใน่เวลานั้น ยังไม่อาจลบคราบ ขยะแห่งตระกูลหลี่ ออกไปได้หมด ทว่า มันกลับพ่าย มันที่ได้ชื่อว่ารุ่นเยาว์อัจฉริยะแห่งเมืองเมฆาคล้อย การพ่ายของมัน จึงกลายเป็การผลักดันหานเฟิงขึ้นจากบ่อน้ำอันเน่าเหม็นในที่สุด เพียงชั่วยามเดียวที่ข่าวการประลองแพร่สะพัดออกไป ชื่อเสียงของหานเฟิงกลายเป็ที่ยอมรับ ชื่อเสียงของมันกลายเป็ป่นปี้ย่อยยับ จึงแค้นเคืองยิ่ง มันย่อมทราบ ข่าวที่แพร่กระจายออกไปล้วนเป็ตระกูลหลี่จัดการ มันจึงแค้นเคืองยิ่ง หนี้บัญชีนี้ จึงจดไว้กับหานเฟิง มันขบคิดหาหนทางแก้แค้น มันร่ำสุราจนมึนเมา กระทั่ง ใบหน้าของเสวี่ยเอ๋อร์ ผุดลอยขึ้นมาในห้วงคำนึงของมัน
เสวี่ยเอ๋อร์ น้องสาวร่วมบิดา หากมันกลับพึงใจในรูปโฉมของนาง ภาพลักษณ์ที่อ่อนแอบอบบาง ที่เห็นคราใดก็อยากจะโอบกอดปกป้อง ดวงหน้าที่ซีดเซียวไร้อารมณ์ ที่ยิ่งมอง กลับยิ่งทำให้มันรู้สึกพึงใจ หากมันพลันตระหนักได้ว่า นางเป็คู่หมั้นของหานเฟิง มิรู้ว่าเพราะฤทธิ์สุราหรืออย่างไร ยามนั้นมันจึงบังเกิดเป็ความหึงหวง และได้ตัดสินใจในที่สุด
เป็ค่ำวันนั้น…
วันที่มันคิดหวังจะได้สุขสมกับเสวี่ยเอ๋อร์ ทั้งคิดหวังใช้นาง บ่มเพาะ วงศากลืนใจ หนึ่งในชุดอาคมวิชาลับ ที่มันพบเจอว่าซุกซ่อนในห้องลับของตระกูล แม้จะทราบ ว่าวงศากลืนใจเป็เดรัจฉานวิชาต้องห้าม หากด้วยฤทธิ์สุราและสภาวะอารมณ์ในยามนั้น มันจึงไม่ลังเลที่จะกระทำ
หากที่มันคาดไม่ถึงกลับเป็เฉินซือหยาง ผู้มาจากนครหลวงเมฆคราม มันผู้นี้มายังตระกูลเฉิน เฉินฟ่านเองก็ทราบ หากที่ไม่เคยทราบ คือมันกลับพึงใจในตัวเสวี่ยเอ๋อร์เช่นกัน ทำให้แผนการในค่ำวันนั้น ถูกเฉินซือหยางที่ลอบมองเสวี่ยเอ๋อร์หยุดลง
วันนั้น ทุกคนมองมันอย่างรังเกียจเดียจฉันท์ เป็เยี่ยงเดรัจฉานที่คิดไม่ซื่อกับน้องสาวของตัวเอง บิดาต่อว่าทุบตีมัน เฉินเยว่ซิน น้องสาวแท้ๆที่คลานตามกันมาก็มองมันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ กระทั่งข้ารับใช้ที่ทราบความ ยังลอบหัวร่อกันอย่างขบขัน มันกลายเป็ตัวตลกของตระกูล กลายเป็ที่รังเกียจที่ต่างก็พากันหยามเหยียด กระทั่งตำแหน่งนายน้อยยังเกือบจะหลุดลอย เพราะติดตรงที่ว่า ในบรรดาพี่น้องของมัน กลับมีมันที่เป็บุรุษเพียงคนเดียว และด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล มันจึงโกรธเกลียดเคียดแค้นยิ่ง และทุกสิ่งอย่าง ล้วนผลักใสไปที่หานเฟิง
และนั่น จึงเป็สิ่งที่หานเฟิงขบคิดไม่เข้าใจมาตลอด ว่าทำไม เฉินฟ่านผู้นี้จึงได้ผูกใจเจ็บต่อตนนัก...
เสียง “ เคร้งงงง” จากการดาบและกระบี่ปะทะกันยังคงดังถี่ยิบ ยิ่งมาเฉินฟ่านยิ่งพบกับความเพลี่ยงพร้ำปราชัย กระทั่งที่มันจำต้องร่ายใช้เท้าก้าวเมฆาเลี่ยงหลบถอยหลัง ก่อนจะตามต่อด้วย...
ตัดวายุ…
ปราณวายุไร้สภาพจู่โจมใส่หานเฟิงอย่างรวดเร็ว หานเฟิงจำต้องหยุดยั้งการติดตามไล่ล่าเพื่อเปลี่ยนมาเลี่ยงหลบ แต่พอเลี่ยงหลบได้คราหนึ่งกลับต้องพบกับชุดการโจมตีอย่างต่อเนื่องของเฉินฟ่าน
ตัดวายุ…
ตัดวายุ…
ตัดวายุ…
เฉินฟ่านร่ายใช้ตัดวายุออกมาติดๆกันถึงสามครั้ง เพราะตัดวายุเป็เคล็ดโจมตีที่ออกกระบวนท่าได้รวดเร็วที่สุด ไม่จำต้องรั้งรวมลมปราณในปริมาณมาก เพียงกวัดแกว่งศัสตรา ก็สามารถปลดปล่อยปราณวายุไร้สภาพเข้าจู่โจม
หานเฟิงก็ไม่คิดใช้กำลังเข้าต้าน มันเลือกที่จะเลี่ยงหลบ แม้ตัดวายุจะรวดเร็วเฉียบคม แต่รัศมีการทำลายแคบบาง เพียงสืบเท้าออกหนึ่งก้าว ก็หลบพ้นได้อย่างไม่ยากเย็น
วงเสี้ยวอัคคี…
หานเฟิงหาจังหวะจู่โจมสวนกลับไปด้วยวงเสี้ยวอัคคีอันร้อนแรง ด้วยการสะกดข่มของธาตุ อัคคีเหนือกว่าวายุ ตัดวายุอันไร้สภาพจึงไม่อาจหาญต้านทานวงเสี้ยวอัคคี กระทั่งที่เฉินฟ่านต้องร่ายใช้ม่านวารีคุ้มกัน
“ ตูมมม…” เสียงะเิดังแ่เบาจากวงเสี้ยวอัคคีที่ปะทะเข้ากับม่านน้ำ
หากการจู่โจมยังคงไม่หยุด เมื่อหานเฟิงกลับกลายการเป็ฝ่ายรุก ก็มักจะโหมบุกอย่างดุดันและร้อนแรง
อัคคีดาวหางถูกร่ายใช้ เฉินฟ่านไม่อาจใช้เพียงม่านน้ำบางเบาเข้าสะกัดกั้น ปราณวารีหนุนเสริม ก่อเกิดเป็กำแพงวารีหนาหนักป้องกัน
เสียง “ ตูมมมม..” ดังขึ้น หยดน้ำสาดกระเซ็น ไอน้ำฟุ้งตลบอบอวน หากระลอกการจู่โจมของหานเฟิงยังไม่หมด คมดาบสีเงินกลายเป็แดงฉาน มวลอากาศบิดผลันด้วยคลื่นความร้อนสูง
อัคคีกัมปนาท…
“ ตูมมมมม..”
พบกับอัคคีกัมปนาทอันรุนแรง กำแพงน้ำหนาหนังยังไม่อาจต้านพลานุภาพทำลายล้างของอัคคีกัมปนาท เปลวเพลิงสีชาดจากการะเิ ลุกโชด่ หากเฉินฟ่านยังคงร่ายใช้เท้าก้าวเมฆาหลีกหนีได้ทัน
เฉินฟ่านหน้าซีดเผือด เป็เมื่อครู่มันร่ายใช้กำแพงน้ำเพิ่มเข้าไปอีกหลายชั้น เพื่อกีดกันแรงอัดกระแทก ก่อนที่ตัวมันจะร่ายใช้เท้าก้าวเมฆาหลีกหนีมาได้อย่างทันท่วงที
กระทั่งที่เปลวเพลงมอดดับ ก็มองเห็นหานเฟิงที่ยืนนิ่ง หน้าอกหอบสะท้อนเล็กน้อย เห็นมันเรียกเอาเม็ดยาขึ้นมากลืนกินเข้าไป หากไม่มีท่าทีว่าจะโหมจู่โจมเข้าต่อ จะกล่าวไปก็ว่าแปลก หานเฟิงสู้ศึกมาอย่างยาวนาน กลับไม่เคยได้รับาเ็เลยแม้สักครั้งเดียว จะว่าคู่ต่อสู้อ่อนแอก็ไม่ใช่ เช่นนั้นสมควรกล่าวได้เพียง ชั้นเชิงในการต่อสู้ต่างกันเกินไป จะอย่างไร หานเฟิงก็มีประสบการณ์มาถึงสองชาติภพ ในชีวิตก่อนมันผ่านการต่อสู้เป็ตายมานับครั้งไม่ถ้วน ศัตรูที่ต่อกรด้วยมีหลากหลายรูปแบบ ความเก่งกล้าสามารถรึก็เทียบกันไม่ได้กับเด็กน้อยวัยเพียงยี่สิบต้นๆเหล่านี้ แล้วจะให้มันที่เอาจริงเพลี่ยงพล้ำถูกโจมตีได้อย่างไร เช่นนั้นใยไม่เสียชื่อคำเทพาที่ทุกผู้คนเรียกขานกัน
“ พวกเ้า… รีบมาช่วยข้าจัดการมันเร็วเข้า” เฉินฟ่านกล่าวขึ้น ย่อมกล่าวต่อลิ่วล้อทั้งสองที่ยืนเหม่อมองอยู่นอกวงต่อสู้
ทว่า… ปฏิกิริยาตอบรับของลิ่วล้อทั้งสอง กลับเป็ตรงข้ามกับที่เฉินฟ่านคิด พวกมันไม่กรูกันเข้าไปสับสังหารหานเฟิง หากพากันจ้องมองเฉินฟ่านด้วยความเคลือบแคลง ย่อมแน่นอนว่า เป็เพราะคำกล่าวก่อนหน้าของหานเฟิง วงศากลืนใจ แม้จะไม่เคยพบหน้าคร่าตา หากยังคงเคยได้ยินได้ฟังมาเช่นกัน
“ พวกเ้าเชื่อที่มันกล่าว? พวกเ้าคิดว่าที่มันกล่าวคือเื่จริง?” เฉินฟ่านกล่าวเสียงกร้าว ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
ได้ยินคำของเฉินฟ่าน สหายทั้งสองก็คิ้วขมวด ต่างเหลียวหน้ามองกันเป็เชิงขอความเห็น กระทั่งที่เสียงของเฉินฟ่านดังขึ้นอีกครั้ง จึงพลันให้พวกมันได้ตระหนัก
“ ข้าถามพวกเ้า กว่าสองปีมานี้ข้าดูเป็คนเช่นนั้น? ข้าดูเป็คนที่ต่ำช้าถึงเพียงนั้น?...”
พวกมันต่างพากันส่ายหน้า กว่าสองปีที่พวกมันติดตามคบหาเป็สหายกับเฉินฟ่าน ล้วนััได้ถึงนิสัยใจคอของกันและกัน ซึ่งเฉินฟ่านก็เป็ชายหนุ่มที่สุภาพยิ่ง ที่แม้ต่อมา ระดับพลังของเฉินฟ่านจะก้าวหน้าเข้มแข็ง หากเฉินฟ่านยังคงปฏิบัติกับพวกมันเชกเช่นสหายดุจเดิม ไม่มีการแบ่งแยกอันใด ไม่ว่าจะทำภาระกิจ ร่ำเรียนเคล็ดวิชา ก็ยังคงช่วยเหลือแลกเปลี่ยนกันดุจเดิม
“ ในเมื่อข้ามิได้ดูเป็คนเช่นนั้น แล้วเ้าจักเชื่อคำของมันมากกว่าข้า?” เฉินฟ่านกล่าวต่อ
สองลิ่วล้อได้ยินเช่นนั้นก็หันหน้ามองกันอีกครา แม้ในใจจะเชื่อใจเฉินฟ่านมากกว่า แต่เมื่อปมความสงสัยถูงสะกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ยาก ที่จะกล่าวพูดว่า “ เชื่อ” หรือ “ ไม่เชื่อ” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ กระทั่งสายตาของพวกมัน ก็ยังเหลือบมองรอยอักขระตรงท้องน้อยของเฉินฟ่านอย่างเคลือบแคลง
เฉินฟ่านย่อมเห็นสายตาของลิ่วล้อทั้งสอง มันจึงแสดงออกเพียงถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดขึ้นเป็คำกล่าว
“ อักขระอาคมชุดนี้ ล้วนเป็เคล็ดวิชาการฝึกปรือของสกุลเฉินข้า ที่ตกทอดมาั้แ่สมัยบรรพบุรุษ หาใช่ เคล็ดวงศากลืนใจอย่างที่เ้าคนผู้นี้กล่าวอ้าง หากพวกเ้าไม่เชื่อ กลับสำนักไปข้าสามารถพาพวกเ้าไปชมดูที่ตระกูล”
นำเสียงคำกล่าวของมันเต็มไปด้วยความสัตย์ซื่อถือมั่น หานเฟิงที่ชมดูยังต้องมองเซ่อ ราวกับมันมองเห็นหวังมู่มายืนกล่าวอยู่ตรงหน้าก็มิปาน
ทว่า กลับได้ผล สองลิ่วล้อต่างพยักหน้าให้กัน มันเชื่อแน่แล้วว่าสหายที่พวกตนติดตามผู้นี้ย่อมมิกล่าวคำโกหก เพราะตลอดมา มันก็มิใช่คนชอบกล่าววาจาโกหก มันกระทั่งเป็ถึงอันดับหนึ่งของรุ่นชะตา จะฝึกปรือเคล็ดวิชาต้องห้ามอย่าง วงศากลืนใจได้อย่างไร
หลังจากสบตาพยักหน้าให้แก่กัน สองลิ่วล้อก็ถีบเท้าทะยานเข้าหาหานเฟิงด้วยเท้าก้าวเมฆาอันว่องไว
หานเฟิงเห็นเช่นนั้นกลับมิรู้สึกผิดคาด จึงตั้งดาบเตรียมรับมือ แม้ก่อนนี้ ตนจะปล่อยให้พวกมันยืนสนทนากันโดยไม่คิดจู่โจเข้าแทรก แต่ก็มิใช่เพราะมันมีเมตตาจิตหรือยึดถือเื่ทำเนียมการต่อสู้อันใด ที่มันหยุดนิ่ง ก็เพียงเพื่อย่อยสลายดูดซับเม็ดยาที่กลืนกินลงไป เพราะทราบว่าต่อให้ตนเข้าไปแทรกแทรงการสนทนา ก็ยังมิอาจสับสังหารเฉินฟ่านลงได้ด้วยลมปราณที่มี
ตัดวายุ…
ตัดวายุ…
สองลิ้วล่อของเฉินฟ่านที่โถมทะยานเข้ามาด้วยเท้าก้าวเมฆายังคงใช้ออกด้วยตัดวายุที่ร่ายใช้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
หานเฟิงยังคงเลือกที่จะเลี่ยงหลบ คมวายุผ่านไปก่อนที่ตนจะยกดาบขึ้นร่ายรำ หานเฟิงสืบเท้าเข้าประชิด ใช้ความเหนือกว่าในเื่ของชั้นเชิงการต่อสู้ ใช้เพียงเพลงแค่ดาบ ก็สะกดข่มคนทั้งสองจนมือไม้เป็ระวิง
กระทั่งที่ััิญญาของหานเฟิง จับััได้ถึงคลื่นลมปราณที่จู่โจมมาอย่างเกรี้ยวกราดคลุ้มคลั่ง เป็ปราณวายุ หากมิใช่ปราณวายุที่ไร้สภาพดั่งเช่นเคล็ดตัดวายุ เพราะคลื่นปราณระลอกนี้ ก่อขึ้นเป็เกลียววายุหมุนวน ชักนำกระแสอากาศให้หมุนคว้าง สภาพ ราวกับคมทวนที่ชี้ปลายแหลงมุ่มมาอย่างรวดเร็ว
เป็เคล็ด คมเขี้ยววายุ…
หานเฟิงจำต้องหลบฉากหลีกหนี กระบวนบิชาชุดนี้รุนแรงเกินกว่าจะตั้งรับเอาไว้ได้ กระทั่งถอยหลบออกมาแล้ว จึงเป็การคลายสภาพการต่อสู้ติดพันของสองลิ่วล้อลงไป เมื่อสองลิ่วล้อสบโอกาส ก็ร่ายใช้เคล็ดวิชาจู่โจมใส่หานเฟิงในทันที เคล็ดวิชาหนุนเนื่องเรียงร้อยต่อกันจนลมปราณทะลักทลาย
ทั้งเฉินฟ่านและลิ่วล้อทั้งสอง ต่างโหมจู่โจมด้วยเคล็ดวิชาต่างๆนานา เรียงร้อยต่อกัน จนหานเฟิงที่เอาแต่กระโจนทะยานหลบเลี่ยงไร้ช่องว่างให้โต้ตอบ เป็อยู่เช่นนี้ กระทั่งผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป ในที่สุด รูปขบวนการจู่โจมก็ขาดตอน เป็หนึ่งในลิ่วล้อที่ลมปราณเหือดแห้งหมดลง
วงเสี้ยวอัคคี…
หานเฟิงแกว่งดาบส่งคลื่นความร้อนรูปจันทร์เสี้ยวพุ่งเข้าหากลุ่มคนทั้งสาม หนึ่งในลิ่วล้อของเฉินฟ่านสืบเท้าขึ้นหน้า โบกวาดกระบี่คราหนึ่ง ก็เรียกม่านน้ำบางเบาขึ้นมาปิดกั้นการจู่โจม..
“ ตูมมม…”
เสียงะเิดังขึ้นอย่างแ่เบา ม่านน้ำสาดกระเซ็นแล้วจางหาย ภาพ ของหานเฟิงในครรลองสายตาของทั้งสามเบื้องหน้า พลันถูกหยดน้ำบดบังไปชั่วพริบตา
ทว่า ชั่วพริบตานั้น ประกายแสงสีขาวก็กระพริบวาบ หานเฟิงหายไป ปรากฏตัวขึ้นอีกคราที่ด้านหลังของเฉินฟ่านอย่างเงียบงัน ดาบสีเงินในมือแดงฉาน มวลอากาศบิดเบือน แววตาคมกล้าไร้ความลังเล คมดาบตวัดลง มวลความร้อนที่อัดแน่นภายในดาบเตรียมตัวจุดะเิ...
ย่อมเป็ อัคคีกัมปนาท…
หากทว่า ในชั่วพริบตาที่ดาบ กำลังจะฟันลง เฉินฟ่าน ที่คล้ายกับไม่ทันได้ตั้งตัว ก็พลันยกยิ้ม เป็รอยยิ้มที่หานเฟิงมิอาจได้เห็น เป็รอยยิ้มที่ราวกับจะเป็คำกล่าวว่า “ ข้ารู้...ว่าเ้าคิดจะทำอะไร”
กระทั่งที่คมดาบตวัดฟันลง หนึ่งในลิ่วล้อ ก็เคลื่อนเข้ามาบดบังจนคมดาบบาดเฉือนลึกเข้าไป ร่างเนื้อถูกตัดผ่านโดยง่ายราวกับก้อนเต้าหู่
‘ หืม!!!... มิถูกต้อง...’ หานเฟิงพลันตระหนักได้ถึงความผิดปกติ แต่ มิทันเสียแล้ว เพราะมันพยามชักดาบคืนกลับ หากทำมิได้ กระทั่งคิดปล่อยมือออกจากดาบ ขยับเยื่อนร่างกายส่วนอื่นหลีกหนีก็ยังมิอาจกระทำ
‘ บัดซบ...พันธนาการโลหิต..’ หานเฟิงสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นในฉับพลัน
‘ เป็ไงเป็กัน...’ หานเฟิงไร้ทางเลือกจึงจำต้องปลดปล่อยสภาวะของอัคคีกัมปนาท
“ ตูมมมม..”
เสียงะเิดังกึกก้อง แรงะเิฉีกกระชาก ร่าง ที่เข้ามาบดบังจนซากร่างกระจัดกระจาย เศษเนื้อปลิวว่อนเลอะเลือน หยาดโลหิตสาดกระเซ็นพร่างพรม...
ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วยิ่ง นับั้แ่ที่วงเสี้ยวอัคคีปะทะกับม่านน้ำ ต่อด้วยหานเฟิงที่ใช้ดาราวาบวับลอบจู่โจมทางด้านหลังของเฉินฟ่าน กระทั่งที่คมดาบตวัดลง จนหานเฟิงรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ และจุดะเิขึ้นในท้ายที่สุด ทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเป็่เวลาเพียงแค่ลมหายใจเข้าออกสองครั้ง หากภายในสองลมหายใจนี้ ล้วนอัดแน่นไปด้วยกลวิธีต่างๆนานา ที่ต่างก็งัดออกมาใช้ห้ำหั่นกัน
แรงะเิที่เกิดขึ้น ดีดสะท้อนสองเงาร่างจนลอยลิ่ว หนึ่งเป็เฉินฟ่านและอีกหนึ่งเป็ลิ่วล้อที่เหลืออยู่
กระทั่งที่เปลวอัคคีมอดดับลง ก็มองเห็นหานเฟิงที่ยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่วงท่าการฟันดาบ ราวกับมันกลายเป็รูปสลักศิลา ที่จะทำอย่างไรก็ไม่อาจเคลื่อนขยับออกไป
กระทั่งที่เห็นเฉินฟ่านและลิ่วล้อตบเท้าเดินตรงมา หานเฟิงจึงได้เปิดปากกล่าวขึ้น “ ถึงกลับใช้สหายเป็เครื่องมือ เ้ามันยิ่งกว่าเดียรัจฉาน เฉินฟ่าน”
“ เ้าพูดเื่อันใดกัน?... เมื่อครู่ล้วนเป็เ้าลอบโจมตีพวกข้า พวกข้านั้นไม่แม้แต่จะทันตั้งตัวกันด้วยซ้ำ กระทั่งสหายของข้าผู้หนึ่งที่ลมปราณแห้งเหือด ไร้สิ่งใดให้ต่อต้าน หากยังถูกเ้าสับสังหารอย่างเืเย็น...”
“ วางอาคมพันธนาการโลหิตบนร่างของสหาย ใช้เป็สื่อผูกรั้งข้า การกระทำของเ้า ยังเืเย็นกว่าข้านัก”
“ อาคม พันธนาการโลหิตอันใด? ไฉนข้าจึงมิรู้จัก…” เฉินฟ่านยกยิ้ม แววตากลิ้งกลอก ไม่เข้ากันกับคำกล่าวที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของมัน
“ เฮอะ…” ได้ยินคำกล่าวของเฉินฟ่าน หานเฟิงก็คล้ายจะเค้นเป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยสมเพชออกมา มิใช่มอบให้กับเฉินฟ่านหรือลิ่วล้อที่ที่ถูกใช้เป็เครื่องเซ่นสังเวย หากมอบให้กับตนเอง
สมเพชตนเองด้วยคำว่า ไม่เข็ดหลาบจดจำ…
ทั้งๆที่คอยย้ำเตือนตัวเองอยู่ซ้ำๆว่า อย่าได้ประมาท ทุกย่างก้าวต้องเหยียบย่างไปอย่างระมัดระวัง แต่ดูเข้าสิ เห็นคู่ต่อสู้เสียเปรียบเข้า กับหลงระเริง คาดคิดว่าตนมีดีพอ มากความสามารถพอที่จะชนะเอาชัย
แล้วสุดท้ายเล่า? ใยมิใช่ถูกลูกไม้ลอบเร้นเล่นงานจนพลาดท่าเสียที…
กระทั่งคราครั้งนี้ ศัตรูที่สู้ด้วย ยังเหี้ยมหาญยิ่งกว่า ถึงกับกล้าใช้สหายเป็เครื่องเส่นสังเวย เพื่อให้ได้มาเพื่อการบรรลุผลลัพธ์ที่้า…’
สำหรับอาคมพันธนาการโลหิต ที่ใช้โลหิตเป็สื่อในการพันธนาการร่างเป้าหมายไม่ให้ขยับเยื่อน ยิ่งระดับพลังของโลหิตที่ใช้เป็สื่อ เหนือกว่าผู้ถูกพันธนาการมากเท่าใด ผู้ถูกพันธนาการ ก็จะยิ่งหมดโอกาสที่จะดิ้นหลุดจากผนึกมากขึ้นเท่านั้น
แต่จะอย่างไร หานเฟิงก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง ที่เฉินฟ่านผู้นี้กลับสามารถใช้ออกมาได้ และไม่เพียงแค่อาคมพันธนาการโลหิตเท่านั้น กระทั่งวงศากลืนใจนั่นก็ด้วย เพราะทั้งสองเคล็ดวิชา ล้วนเป็อาคมวิชา ทั้งยังเป็ศาสตร์มืด ที่น่าชิงชังรังเกียจ เดิม อาคมวิชา เป็ศาสตร์แพร่หลายกันแต่ในอาณาจักรนภาทมิฬ แต่อาคมศาสตร์มืด ก็ยังคงถูกมองว่าเป็เื่ราวที่ไม่ถูกต้อง ห้ามกระทำ
“ จับมันคุกเข่าให้แก่ข้า” คำสั่งนี้ เฉินฟ่านย่อมกล่าวต่อลิ่วล้อที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของมัน ซึ่งลิ่วล้อผู้นี้ ก็กระทำโดยไม่ปริปากกล่าวคำแม้แต่น้อย
หานเฟิงเห็นเช่นนั้นก็พลันเ้าใจ กระทั่งยังต้องลอบสมเพชในความคิดอันตื้นเขินของตนเองขึ้นมา
“ เ้ากลับสามารถใช้กระทั่งอาคมสะกดใจ” หานเฟิงกล่าวขึ้น เมื่อเห็นลิ่วล้อที่เดินตรงเข้ามาใบหน้าแข็งทื่อสองตาหม่นแสง หากลึกๆข้างในกลับเห็นประกายแห่งการต่อต้านขัดขืน “ ที่แท้เ้ากลับเป็ผู้เชี่ยวชาญอาคมผู้หนึ่ง ข้ากลับคาดคิดไม่ถึงจริงๆ...”
เฉินฟ่านยิ้มเย็น กระทั่งมองดูหานเฟิงถูกจับให้คุกเข่า สืบเท้าก้าวเดินเข้ามา ก่อนที่ปากจะอ้าเปิดเป็คำพูด
“ เ้าคิดว่าคนทั้งโลก มีเพียงเ้าที่เก็บซ่อนฝีมือที่แท้จริงเป็คนเดียวหรือ?...”
สิ้นคำกระบี่ในมือก็ยกง้างขึ้น คมกระบี่สะท้อนประกายเย็นเหยียบ
“ ลาขาด” เฉินฟ่านกล่าวขึ้นพร้อมกับกระบี่ที่วาดลง
“ ฉัวะ!!!..”
โลหิตสาดกระเซ็น ศีรษะหลุดกระเด็นกลิ้งกระดอน…