บทที่ 1 คนแปลกหน้า
“ที่นี่ใช่บ้านเดิมของแม่นางกู้หรือไม่?”
เสียงกังวานของใครคนหนึ่งดังอยู่หน้ารั้วบ้าน ซึ่งทำจากท่อนไม้ไผ่ปล้องโปร่ง เพราะเสียงทึกทักเ่าั้แท้ ๆ การต่อกรกันระหว่างป้าหลานจึงหยุดลงโดยปริยาย เป็ม่านเหลียนที่กระเสือกกระสน ออกไปรับแขกในสภาพหอบเหนื่อย
“ใต้เท้าผู้น่าเกรงขาม พวกท่านมีธุระอันใดกับคนแซ่กู้งั้นหรือ?” น้ำเสียงของม่านเหลียนอ่อนลงหลายระดับ ผิดกับน้ำเสียงโมโหร้ายที่ใช้กับหลานสาวตัวน้อย
“ไม่มีเหตุจำเป็ที่พวกข้าต้องรายงานต่อเ้า เอาเป็ว่าพวกข้ามาตามหาคน”
ได้ยินอย่างนี้ม่านเหลียนยิ่งหูผึ่งตาเหลือก ไม่อยากเปิดเผยตัวตนแต่อย่างใด พวกทหารในเครื่องแบบ ทรงยศทรงเครื่องด้วยผ้าเนื้อดีพวกนี้ ต้องเป็คนจากทางการแน่นอน หากมิมีความผิดอันใด มีหรือที่พวกทางการจะเสาะหามาเยี่ยมเยือนถึงหน้าบ้าน
“ข้ากล้ารับประกัน ว่าที่นี่ไม่มีคนที่พวกท่าน้า ตัวข้าแซ่ม่าน อาศัยอยู่ที่นี่นานแล้ว หากไม่เชื่อข้า! แล้วจะเชื่อผู้ใดเล่า” ม่านเหลียนปฏิเสธหัวชนฝา นางปักธงเอาไว้ในใจแล้ว ว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไร นางจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนของทางการ
“แม่นางกู้ตายไปแล้วมิใช่หรือ เหตุใดยังมีคนมาตามหาล่ะ”
นี่คือเสียงสะท้อนจากชาวบ้านสองผัวเมีย ที่เพิ่งเดินหาบผลไม้ผ่านไปหลัด ๆ คิดหรือว่าเสียงกระซิบแ่เบาโทนนั้น จะลอดใบหูของนักรบที่ผ่านการฝึกฝนมาโชกโชนอย่างห้าวตงฉือได้
ห้าวตงฉือวรยุทธ์สูงส่ง สิบลำดับในใต้หล้าต่างมีชื่อของเขาประดับอยู่ในนั้น บัดนี้ไม่ลังเลที่จะพ่นคำสั่งพร้อมกวักมือให้บริวารอีกสามนาย เข้าไปตรวจค้นในบ้านหลังเก่าซอมซ่อ ที่ถูกสงสัยว่าเป็บ้านเดิมของแม่นางกู้ หรือที่รู้จักนางในนามกู้เลี่ยงจิน
คำว่ากู้เลี่ยงจิน สามคำนี้มีความหมายมงคลตรงตามตัวอักษรว่า ทองคำแห่งแสงสว่าง ดังนั้นต่อให้นางหลบหลีกอยู่ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว อย่างไรกองกำลังที่ควบคุมดูแลโดยห้าวตงฉือก็หาที่อยู่ของนางพบอยู่ดี
“ค้นให้ทั่ว!” เสียงแข็งขันออกคำสั่ง พวกทหารรับใช้ตรงดิ่งเข้าไปในรั้วบ้านทันที
“ตะ…ใต้เท้า ได้โปรดละเว้นข้าด้วย” ม่านเหลียนเริ่มรู้แล้วว่า...คราวซวยมาเยือนแล้ว
นอกจากไม่ทำหนังหนาหน้าด้านเหมือนที่ตนถนัด ม่านเหลียนคนนี้ยังหมอบคำนับอ้อนวอนให้ไว้ชีวิต พลางตำหนิตนเองในใจ ว่าไม่ควรโกหกใต้เท้าคนนี้ั้แ่แรก บอกไปว่ากู้เลี่ยงจินตายไปแล้ว เท่านี้ก็สิ้นเื่มิใช่หรือ
“น้ำตาของสตรี ไม่มีผลกับข้า เก็บมันไว้ใช้กับคนอื่นเถอะ” ห้าวตงฉือกล่าวเสียงเข้มในลักษณะยืนถ่างขาตามระเบียบของนักรบ พร้อมประสานมือไพล่หลังอย่างเย่อหยิ่ง
“หัวหน้าห้าว! เจอคุณหนูถงหลีแล้วขอรับ”
ชายร่างสูงหนึ่งในสาม ตะเบ็งเสียงแจ้งผู้อยู่เหนือบัญชา พร้อมกับจูงมือเด็กอ้วนฉุ หน้าตามอมแมม ใบหน้าเปรอะเปื้อนไร้สง่าราศี ทว่าหากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าผิวพรรณของนางหนูถงหลี ละเอียดลออผุดผาด หากนำไปล้างน้ำดี ๆ ขัดสีฉวีวรรณอีกหน่อย ก็น่าจะดูดีสมฐานะ
“คะ…คุณหนูงั้นหรือ!!!”
ม่านเหลียนงึมงำเสียงแ่ในลำคอ ปานไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“ต้องเข้าใจผิดแน่ ๆ พวกใต้เท้าต้องเข้าใจอะไรผิดไปแน่ ๆ นางหนูบ้านข้าจะเป็คุณหนูได้ยังไงกัน” ม่านเหลียนซักถามหาเหตุและผล นาง้าฟังหลักประกันที่เชื่อถือได้ เพราะหากหลานสาวตัวน้อย เป็ลูกคุณหนูมีชาติตระกูลอย่างที่ว่า ตัวนางก็จะพลอยเรียกเก็บเงินจากพวกตระกูลต้นตอ ถือเป็ค่าเลี้ยงดูเล็ก ๆ น้อย ๆ
“แม่นางกู้เคยเป็ฮูหยินของนายท่านของพวกข้า ไม่ให้เรียกบุตรสาวของนางว่าคุณหนู แล้วจะให้เรียกนางหนู! เหมือนที่เ้าเรียกงั้นหรือ” ห้าวตงฉือประสานมือคุกเข่าทันที ที่เด็กหญิงสามขวบเดินมาหยุดตรงหน้า พร้อมกับตวัดหางตาเหี้ยมเกรียมไปยังต้นคำถาม
“ท่านแม่เคยพูดว่า ‘ถง-หลี’ สองพยางค์นี้ท่านพ่อเป็คนตั้งให้ข้า” เสียงเล็กละเอียดพูดกับชายร่างใหญ่ซึ่งกำลังประสานมือคุกเข่าอยู่ต่อหน้าอย่างนอบน้อม เพื่อถามหาสถานะของตัวเอง
“เป็ความจริงขอรับ ชื่อนี้บิดาของท่านเป็คนตั้งให้ เกือบสามปีมาแล้วที่พวกข้าแทบพลิกแผ่นดินตามหาคุณหนูกับฮูหยิน ในที่สุดพวกข้าน้อยก็ได้เบาะแส แล้วรีบตามมาจนพบ แต่น่าเศร้ายิ่งนัก ที่คราวนี้ฮูหยินไม่สามารถกลับไปกับพวกเราได้...” ทุกคำพูดของห้าวตงฉือกลั่นกรองออกมาด้วยความระมัดระวังเป็อย่างยิ่ง พวกเขาทราบข่าวมาระยะหนึ่งแล้ว ว่ากู้เลี่ยงจินไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้แล้ว
ด้านม่านเหลียนฉุกคิดขึ้นมาได้ประการหนึ่ง เหมือนจำได้ลาง ๆ ว่าเมื่อหลายปีก่อน กู้เลี่ยงจิน หอบลูกอ่อนมาขออาศัยใต้ชายคา ไม่ยอมบอกถึงสาเหตุ บอกแต่เพียงว่าสามีของนางเป็ผู้ลากมากดี ยศสูงจนคนธรรมดาแบบพวกเราไม่อาจเอื้อม ถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็รู้ไว้เพียงเท่านี้จะดีที่สุด
แน่นอนว่าน้ำหน้าอย่างกู้เลี่ยงจินนะหรือ จะหาผู้ชายดี ๆ แบบนั้นได้ หากมีสามีดีขนาดนั้นจะหอบลูกอ่อนหนีมาทำไมกัน อย่างนั้นที่นางเล่ามา ก็คงเป็แค่เื่โกหกสินะ
กู้เลี่ยงจินว่ามาอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ม่านเหลียนคนนี้ต้องเชื่อทุกคำพูดของนางเสียหน่อย เพราะอย่างไรการได้เห็นน้องสาวต่างแซ่ล่มจม ทั้งตกทุกข์ได้ยาก ก็เป็ความสุขของนางอยู่วันยังค่ำ นี่ต่างหากถึงจะเป็เื่ที่ปลอบประโลมปมด้อยของม่านเหลียนได้ดีกว่าอย่างอื่น
ในความเป็จริง กู้เลี่ยงจินไม่ได้ทำเื่ผิดต่อพี่สาวต่างแซ่คนนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ทว่าสาเหตุที่ทำให้ให้ม่านเหลียน ชอบเห็นความล้มเหลวของกู้เลี่ยงจินนัก ก็สืบเนื่องมาจากความอิจฉาทั้งสิ้น
ั้แ่เล็ก ๆ พ่อเลี้ยงแซ่กู้ก็เฝ้าถนอมแต่เลี่ยงจิน ส่วนมารดาแท้ ๆ ของม่านเหลียนเอง เมื่อเห็นว่าสามีให้ความสำคัญกับลูกสาวคนนี้มาก เพื่อเอาใจสามี นางก็ไม่รอช้าที่จะทำดีและเอาใจใส่เลี่ยงจินเป็พิเศษ ทั้งยังประคบประหงมเลี่ยงจินปานไข่ในหิน ไหนจะมีมารดาแท้ ๆ ของเลี่ยงจิน ที่คอยมอบความอบอุ่นให้นางไม่เคยขาดตกบกพร่องนั่นอีก
บางครั้งม่านเหลียนก็อดคิดไม่ได้ว่า ผู้ใหญ่พวกนี้เคยเห็นนางอยู่ในสายตาหรือไม่...
เพราะพวกผู้ใหญ่เลือกปฏิบัติ รักลูกไม่เท่าเทียม จึงกลายเป็แผลในใจของม่านเหลียน
แม้ว่าม่านเหลียนเป็บุตรนอกสายเื ก็ไม่ได้แปลว่านาง...ไม่คู่ควรที่จะได้รับความอบอุ่นจากคนในครอบครัว เป็เช่นนี้มายาวนานเหลือเกิน กระทั่งม่านเหลียนกับเลี่ยงจินโตเป็สาว จึงหลุดพ้นจากการประคบประหงมของผู้ใหญ่ ภาวะอิจฉาริษยาปนน้อยอกน้อยใจของม่านเหลียนจึงทุเลาเบาบางลง...
แบบนี้จะไม่ให้ม่านเหลียนกลายเป็คนที่มีอคติและมองโลกในแง่ร้ายได้อย่างไร หากย้อนเวลากลับไปได้ และได้รับความรักอย่างเท่าเทียม บางทีความสัมพันธ์พี่น้องอาจไม่เป็อย่างนี้ เป็ไปได้ว่าม่านเหลียนอาจจะไม่ร้ายกาจอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
.
.
“อื้อ! พวกเราไปกันเถอะ ถงหลีพร้อมออกเดินทางแล้ว” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิง ดูตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน เมื่อได้ยินว่าพวกลุง ๆ ทั้งหลาย จะพาถงหลีออกเดินทาง
“หลีเอ๋อร์… หลานรัก เ้าจะลืมท่านป้าผู้เลี้ยงดูเ้าอย่างยากลำบากได้อย่างไร” ม่านเหลียนจีบปากจีบคอพูด ทั้งยังลอบขยิบตาให้ถงหลีราวกับว่าไม่เคยมีปากเสียงกันมาก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางยังหมายจะทุบหัวถงหลี ตีนางให้ตายคามืออยู่เลย
“ท่านเลี้ยงดูข้าให้อ้วนเหมือนหมู หมายจะขายข้าให้พวกพ่อค้าทาสต่างหาก เหตุผลข้อนี้! จริงหรือเท็จท่านย่อมรู้ดีแก่ใจ” ถงหลีสลัดมือหยาบกระด้างของม่านเหลียนออกห่างตัวอย่างไร้เยื่อใย
“ถงหลี! นางเด็กอกตัญญู!!” ม่านเหลียนลืมตัวไปชั่วขณะ เผลอขึ้นเสียงต่อหน้าใต้เท้าห้าว ทั้งยังง้างฝ่ามือหมายจะตบตีสั่งสอนเด็กเล็กวัยเพียงสามขวบ การแสดงออกเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าตอนอยู่ลับหลังห้าวตงฉือ คุณหนูของพวกเขาถูกคุกคามอะไรบ้าง
“ทารุณคุณหนูของพวกเรา ยังจ้องจะเกาะใบบุญงั้นหรือ! มาแสร้งทำเป็รักใคร่เอ็นดูเอาตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว” ห้าวตงฉือกระตุกหางตาให้ลูกน้องใต้บัญชาเพียงไม่กี่ครั้ง ชายสองคนช่างรู้งาน เข้าไปกดไหล่และดึงแขน จัดระเบียบร่างกายให้ม่านเหลียนใบหน้าขนานพื้นดิน ทั้งที่ยังอยู่ในบริบทของท่านั่ง
“ท่านลุงใต้เท้า ดูเอาเถิด ถงหลีของพวกท่านโดนนางปีศาจร้ายตัวนี้รังแกนับครั้งไม่ถ้วน”
เด็กหญิงแย้มยิ้มเพียงในใจ แต่กายหยาบที่แสดงออกมาให้คนอื่นเห็น กลับเป็สีหน้าอ่อนระโหยออดอ้อนน่าสงสาร ไหนจะมีน้ำเสียงละมุนละไมโทนต่ำพวกนั้นอีก มันยิ่งทำให้ถงหลีตัวน้อย ๆ ยิ่งดูน่าเห็นใจเข้าไปใหญ่
ครั้นถกชายแขนเสื้อขึ้นสูง ได้เห็นรอยขมุกขมัว แดงช้ำดำเขียวบนผิวนุ่มนิ่มของคุณหนู ห้าวตงฉือโกรธเกรี้ยวจนกรามสั่น ถึงขั้นชักกระบี่กระหายโลหิตออกจากฝัก เร่งจ่อไปยังเนินศีรษะของผู้ที่กำลังหมอบขนานพื้นอย่างเดือดดาล
“กล้าดีอย่างไร! ทำกับคุณหนูของพวกข้าแบบนี้ คอยดูว่าท่านกั๋วกงของพวกเราทราบเื่ จะจัดการกับคนนิสัยชั่วร้ายอย่างเ้ายังไงบ้าง!”
ต่อให้ห้าวตงฉือมีอำนาจในมือพอประมาณ เขาก็ยังไม่กล้าตัดสินใจเองโดยพลการอยู่ดี ทุกอย่างให้ขึ้นอยู่กับคำสั่งของผู้เหนือบัญชา อย่างไคกั๋วกงผู้มีชื่อเสียงระบือไกล จะเป็การรักษาชีวิตไว้ได้ดีที่สุด
“ผู้ใดคือกั๋วกงงั้นหรือ?” ถงหลีเดินเข้าไปจ้องหน้าท่านลุงใต้เท้าห้าว ผู้ที่กำลังถือดาบจ่อท่านป้าอย่างโกรธเกรี้ยวด้วยดวงตากลมใส ก่อนที่ตงฉือจะร่นกระบี่เข้าฝักเพื่อประสานมือรายงาน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงว่า
“กั๋วกง คือบิดาของคุณหนูถงหลีขอรับ”