ผ่านบททดสอบที่สองพวกนางก็เหยียบย่างเข้าสู่บททดสอบที่สามได้เป็นที่เรียบร้อยเป็นในเวลาเดียวกับที่โลกของบททดสอบที่สองเลือนหายไปเช่นเดียวกับครั้งที่ผ่านๆมา การพังทลายเองก็รวดเร็วยิ่งขึ้นตามไปด้วย
ตัวอักษรแปลกประหลาดก็ปรากฏขึ้นมาตามจังหวะของมัน
‘ผ่านบททดสอบที่สอง เข้าสู่บททดสอบที่สามจะเริ่มต้นทันทีหลังจากกล่าวคำว่าพร้อม ภารกิจ ผ่านบททดสอบทางจิตใจและไม่ถูกทำลายจิตใจ’
“พวกเราพร้อม”
ทันทีที่อเล็กซานดร้าและเอเลน่ากล่าวคำว่าพร้อมแล้วนั้นภาพที่พวกนางมองเห็นก็เปลี่ยนไปตามแต่ของแต่ละคน ทางด้านของอเล็กซานดร้านางถูกดึงเข้ามาในช่วงที่นางถูกเผ่าปีศาจของโลกผู้กล้าฟาดฟันการโจมตีเข้าใส่จนบาดเจ็บสาหัสใกล้ที่จะจบชีวิตเต็มทนและจมลงสู่เบื้องล่างของทะเลสาบไป และภาพก็เวียนเปลี่ยนไปเป็นภาพของ พ่อ แม่ พี่ น้องของนางทั้งหมด จนกระทั่งเห็นเพื่อนคนสนิทที่สุดนั่นคือโจเซฟถึงจะกล่าวเช่นนั้นแต่มันก็ราวกับเป็นความขมขื่นในจิตใจของนางเพราะนางก็รู้สึกดีกับเขาเหมือนกันอาจจะมากกว่าที่เป็นเพื่อนสนิทแต่นางไม่มีแม้แต่เวลาจะไปพัฒนาความสัมพันธ์แบบนั้น
นางก็จบชีวิตลงเสียก่อนถึงจะเป็นเช่นนั้นนางก็ไม่ได้รู้สึกว่าสูญเสียอะไรไปเพราะนางเข้าใจดีว่าเวลาไม่อาจย้อนกลับไปได้ถึงย้อนได้ต่อให้เลือกก็คงเลือกทางเดิมต่อให้มันจะนำทางไปสู่จุดสิ้นสุดตามเดิมก็ตามเพราะถ้านางไม่ทำแล้วเลือกที่จะออกไปใช้ชีวิตต่อจากนั้นกับโจเซฟสุดท้ายก็เหลือเพียงแค่นางที่อยู่รอดแต่คนรอบข้างทั้งหมดต้องจบชีวิตทั้งหมด การคิดเรื่องในอดีตมันเป็นสิ่งที่ดีเพราะมันสามารถมองกลับไปยังตัวตนรากเหง้าของเราและทำให้ไม่ลืมว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเองนั้นเดินทางมายากลำบากขนาดไหนและจะทำให้มันกลายเป็นเครื่องเตือนสติว่านางมาถึงจุดนี้ได้เพราะอะไรสูญเสียอะไรไปมากขนาดไหน
เหตุการณ์ร้ายๆมากมายที่เป็นบทเรียนถึงแม้จะทำให้ตัวของนางต้องเห็นภาพมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าสิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มีทางทำให้นางเปลี่ยนกลายเป็นอื่นนอกจากต้องแข็งแกร่งขึ้นให้มากพอถ้ามากพอแล้วนางจะถวิลหาสิ่งใดในโลกทั้งหมดนี้นางก็หาได้มากเท่านั้นประสบการณ์ทั้งหมดจะขัดเกลาให้กลายเป็นคนที่ควรค่าเอง
“แค่ภาพลวงตาแค่นี้คิดหรือว่าจะทำให้ข้าตกหลุมพรางเจ้าแค่ครั้งนี้ข้าอยากลองรับรู้ความสามารถของภาพลวงตาของเจ้า แต่ก็แค่นี้ไม่ถึงขั้นต้องใช้พลังของดาบลบล้างไปภาพลวงตาของเจ้าก็แค่ของเด็กเล่นสำหรับข้า”
อเล็กซานดร้าฟาดฟันดาบเล่มสีทองผ่าโลกแห่งภาพลวงตาทิ้งไปในทันที
ทางด้านของเอเลน่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น เอเลน่ายืนอยู่ขณะที่ถือดาบเล่มสีดำด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด และเห็นได้ชัดว่าพลังงานสีดำเองก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นมากขึ้นจนปกคลุมไปทั่วทั้งรัศมีสองเมตรกลายเป็นกลุ่มก้อนพลังขนาดใหญ่คล้ายๆกับว่าเจ้าภาพลวงตานี่ไปยั่วโทสะของดาบเข้า
“นี่…..เอเลน่าจะไม่เป็นอะไรหรือ?”
อเล็กซานดร้ามองเอเลน่าแล้วเกิดเป็นกังวลขึ้นมา
ทันใดนั้นเองร่างของเอเลน่ากลับมีการเปลี่ยนแปลงไปนางลืมตาขึ้นมาดวงตาที่เคยสดใสเปลี่ยนกลายเป็นสีดำสนิทอีกครั้ง พลังงานสีดำก็แผ่ขยายออกไปอีกร้อยเท่าตัวในทันทีจนปกคลุมพื้นที่ที่พวกนางอยู่จนหมด เป็นเวลาเดียวกับที่เอเลน่าวาดดาบฟาดฟันการโจมตีขึ้นภาพร่างดาบแปดสิบแปดเล่มปรากฏขึ้นมารัศมีพลังงานอันมหาศาลพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า พลังทำลายทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆดาบทั้งแปดสิบแปดเล่มของเอเลน่าที่เป็นพลังของดาบเล่มสีดำ เคลื่อนไหวตามเอเลน่าไปทั้งหมดที่ตอนนี้นางร่ายรำออกมา เอเลน่าชักนำดาบทั้งแปดสิบแปดเล่มโจมตีฟาดฟันออกไปทำลายโลกภาพลวงตาจนพลังของดาบทั้งแปดสิบแปดเล่มผ่านออกไปไกลจนไม่สามารถมองเห็นได้
กระทั่งมันระเบิดพลังทำลายอันรุนแรงออกมาไม่มีใครบอกได้ว่ามันคือพลังอะไรที่รุนแรงถึงขนาดกินพื้นที่บททดสอบแห่งนี้ไปจนหมดทำลายบททดสอบทั้งหมดจนพังทลายไม่เหลือชิ้นดี
ความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้าสู่หัวของอเล็กซานดร้า
ท่วงท่าร่ายรำมหากาพย์ที่สอง – บทแห่งนางรำมารทมิฬ
“ไม่น่าเชื่อเลยความสามารถของทักษะที่สองของมันในครั้งนี้มันรุนแรงยิ่งกว่าทักษะแรกหลายเท่าตัวมันเป็นการทำลายล้างอย่างแท้จริง มันคือพลังที่สามารถสะบั้นทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนให้กลายเป็นความสิ้นหวังอย่างแท้จริง นี่ขนาดเป็นเอเลน่าที่ใช้พลังได้แค่ส่วนหนึ่งแล้วถ้าเกิดว่าข้าใช้ล่ะจะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ...”
อเล็กซานดร้าที่คิดภาพของนางที่กำลังใช้ทักษะนี้ คงจินตนาการได้ว่าภาพพลังทำลายล้างที่ส่งทอดมามันจะต้องรุนแรงขึ้นหลายเท่าตัว
เมื่อบททดสอบจิตใจแห่งนี้ถูกทำลายทิ้งไป เอเลน่าที่แทบจะไม่ต่างจากเทพธิดาแห่งหายนะที่สภาวะพลังพลุ่งพล่าน พลังทั้งหมดก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆอย่างรวดเร็วจนกระทั่งพลังทั้งหมดกลับคืนสู่ดาบ ร่างของเอเลน่าก็หมดสติจากนั้นก็โอนเอนไปมาไม่หยุด อเล็กซานดร้าที่เห็นเช่นนั้นก็รีบมารับร่างของเอเลน่าเอาไว้
เมื่อสิ้นสุดบททดสอบก็เป็นช่วงเวลากับที่ตัวอักษรประหลาดปรากฏออกมาตามปกติของมันแต่ครั้งนี้ตัวอักษรแปลกๆกว่าเดิมหลายเท่าเพราะตัวอักษรครั้งนี้มีสีแดงเข้มแผดสภาวะพลังอันน่าสะพรึงออกมาไม่หยุด ทำให้ผู้ที่มองมันต่างคาดเดาได้ว่าบททดสอบต่อจากนี้คือของจริงที่แตกต่างไปจากก่อนหลายเท่าตัวและบางทีอาจยากจนไม่มีวันผ่านไปได้
‘บททดสอบถูกผู้ทดสอบทำลายล้างทิ้งไปด้วยความสามารถที่แปลกประหลาดบททดสอบจึงขอมอบรางวัลความสำเร็จที่ไม่มีผู้ใดสามารถทำได้มาก่อนหลังจากเข้าสู่หอสมุดต้องห้ามแล้วเท่านั้น บททดสอบที่เหลือคือบททดสอบฝันร้ายสู่นรก ทำให้บททดสอบต่อไปมีชื่อว่าบททดสอบฝันร้ายสู่นรก จะเริ่มทันทีหลังจากที่ผู้เข้าทดสอบร่างกายพร้อมที่สุด ภารกิจ เอาตัวรอดจากวันแห่งหายนะผู้เข้าทดสอบจะสามารถยอมแพ้ได้ทุกเมื่อ หากยอมแพ้จะต้องตายทันที’
ร่างกายของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าถูกฟื้นฟูขึ้นมาทันทีทันใดแต่ทว่าเอเลน่าก็ยังคงไม่ได้สติ กลับกันตัวอักษรนั่นก็หายไปทันทีที่พวกนางร่างกายพร้อมที่สุด
“เริ่มแล้ว? …..แบบนี้ไม่ดีแน่ในบททดสอบมันระบุแค่ว่าร่างกายของผู้ทดสอบสมบูรณ์พร้อมแต่ไม่ได้กล่าวว่าจิตใจพร้อมหรือไม่ หรือมีสติครบสมบูรณ์หรือไม่.....ไม่มีทางเลือกคงต้องลองหาวิธีดู”
รากไม้แปลกประหลาดมากมายผุดขึ้นมาจากพื้นดินกลายเป็นรากที่สุดจะแหลมคมพุ่งแทงเข้าใส่อเล็กซานดร้าและเอเลน่า อเล็กซานดร้าไม่รอช้าอเล็กซานดร้านางอุ้มเอเลน่าที่นอนไม่ได้สติกระโดดขึ้นไปแล้วเรียกรองเท้าที่เป็นสิ่งประดิษฐ์หนึ่งของนางออกมามันมีคุณสมบัติทำให้ผู้ที่สวมใส่กระโดดได้สูงขึ้นและทำให้วิ่งได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นทำให้การหลบรากไม้พวกนี้ได้ง่ายยิ่งแต่ข้อเสียของมันใช้ได้ไม่นานนักแค่ห้านาทีก็เต็มกลืนแล้ว
ในระหว่างที่อเล็กซานดร้ากำลังหาวิธีที่จะหลบหนีเพราะรากไม้พวกนี้ยิ่งนางหนีเท่าไหร่พวกมันก็จะเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้นไปและมันก็พยายามหาวิธีโจมตีอเล็กซานดร้าราวกับมันมีความนึกคิด และแล้วก็มีกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่กลายเป็นมือไม้พุ่งแหวกอากาศเข้ามาหาอเล็กซานดร้าจากซ้ายและขวา
“นี่.....เดี๋ยวสิ”
ปัง
มือไม้ตบร่างของอเล็กซานดร้า ทำให้ร่างของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าถูกกระแทกลอยลิ่วออกไปในความเร็วที่รวดเร็วมากพร้อมกับกระอักเลือดออกมาอวัยวะภายในเริ่มบ่งบอกถึงอาการบาดเจ็บสาหัส โดยเฉพาะเอเลน่าถูกแรงบีบอัดของมือไม้ที่โจมตีมานั้นเข้าไปถึงแม้จะมีอเล็กซานดร้าที่รับความเสียหายมาเจ็ดส่วนแต่เอเลน่าก็ยังรับไปสามส่วน เอเลน่าที่มีร่างกายที่อ่อนแอกว่าอเล็กซานดร้าจึงอาการบาดเจ็บรุนแรงกว่ากันมาก
“แบบนี้ต้องแย่แน่ ต้องหลุดออกไปจากที่นี่ให้ได้เสียก่อน ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่ดาบทั้งสองเล่มนี้มันก็มีความสามารถเทียบเท่ากับข้า มันจึงไม่มีความสามารถดั่งเดิมของมันที่เคยมีอย่างมากก็แค่ทะลุทะลวงเวทมนตร์ทุกการโจมตี สงสัยคงต้องลองเสี่ยงดวงดูแล้ว”
อเล็กซานดร้านำเชือกออกมาเส้นหนึ่งแล้วแบกเอเลน่าไว้บนหลังแล้วโยนเชือกขึ้นบนฟ้า เชือกที่ถูกโยนขึ้นไปก็พุ่งเข้ามาพันธนาการอเล็กซานดร้าและเอเลน่าเข้าด้วยกัน เอเลน่าในตอนนี้จึงอยู่บนหลังของอเล็กซานดร้าที่ร่างกายผูกติดกับอเล็กซานดร้า
อเล็กซานดร้านำดาบเล่มสีดำมาอยู่ในมืออีกครั้งทำให้พลังสีทองและพลังสีดำพลุ่งพล่านไม่หยุด
“ชีวิตของข้าต่อจากนี้จะมีชีวิตต่อไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้ว”
อเล็กซานดร้ากล่าวพร้อมมองไปยังดาบทั้งสองเล่มท่ามกลางรากไม้มากมายที่รายล้อมและยังมีมือไม้ที่เพิ่มจำนวนขึ้นกว่าก่อนหน้าถึงสิบเท่า นางยิ้มออกมาและภายในใจของนางตื่นเต้นมาก ฉากๆนี้มันเหมือนได้ย้อนกลับไปเป็นผู้กล้าหญิงเมื่อตอนนั้นอีกครั้ง
อเล็กซานดร้าตั้งกระบวนท่าของดาบ มันคือกระบวนท่าดาบที่เป็นทักษะเฉพาะในช่วงที่นางยังคงเป็นผู้กล้าหญิง แต่ครั้งนี้มันต่างออกไปจากครั้งนั้นตรงที่นางนั้นมีดาบถึงสองเล่ม พลังใจของนางในตอนนี้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยดวงตาข้างขวามีรัศมีสีทองและดวงตาข้างซ้ายมีรัศมีสีดำพวยพุ่งออกจากดวงตาอย่างเบาบาง
“รับมือ”
อเล็กซานดร้านางพุ่งตัวไปข้างหน้าดาบทั้งสองฟาดฟันด้วยความเร็วที่เหนือชั้นทางฝั่งของรากไม้และมือไม้พวกมันต่างพากันโหมกระหน่ำจู่โจมเข้าใส่อเล็กซานดร้าด้วยความสามารถทั้งหมดที่มี หากมันมีความคิดบางทีตอนนี้มันอาจต้องคิดที่จะกำจัดอเล็กซานดร้าให้เร็วที่สุด
แสงสีทองและแสงสีดำสลับไปมาเบิกทางออกไปจากพายุรากไม้และมือไม้ที่ทั้งแทงเข้ามาและฟาดเข้ามาไม่หยุดร่างกายเล็กๆของเด็กสาวค่อยๆพริ้วไหวไปตามกระบวนท่าที่ทรงพลังของตนเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่อเล็กซานดร้าไม่รู้ตัวนั่นคืออาณาเขตพลังสีทองและพลังสีดำมันค่อยๆขยายจากตัวของอเล็กซานดร้าที่เป็นจุดศูนย์กลางไปอย่างช้าๆพลังพวกนี้มันมีผลยับยั้งความสามารถของสิ่งต่างๆที่อยู่ในอาณาเขตที่คิดร้ายต่ออเล็กซานดร้าให้ลดความสามารถลงเท่าตัว
ทำให้การโจมตีของอเล็กซานดร้ายิ่งนานไปยิ่งดุดันและรุนแรงจนกระทั่งรากไม้และมือไม้ไม่สามารถทำอะไรอเล็กซานดร้าได้อีก ทันใดนั้นเองรากไม้และมือไม้มันก็ค่อยๆหายกลับลงไปสู่พื้นดินของมันเช่นเดิม
“จบแล้วหรือ?.....ไม่สิ มันยังไม่จบ”
ครืน ครืน
สภาพอากาศที่เคยคล้ายว่าจะสดใสกลับมีเมฆสีดำมากมายก่อตัวขึ้นมาฉับพลัน ท้องฟ้าส่งเสียงร้องคำรามออกมาราวกับสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ในสมัยดึกดำบรรพ์นานมาแล้ว กระทั่งอสูรร้ายขนาดยักษ์กว่าห้าตัวพุ่งแหวกก้อนเมฆลงมายังเบื้องล่าง
“นี่....พวกเจ้าเอาจริงเช่นนั้นรึ มันไม่ใช่บททดสอบแล้วมันคือลานประหารชัดๆ ข้าล่ะสงสัยจริงๆว่าข้างในนั้นมันจะเป็นสมบัติและความรู้อะไรที่ต้องมีบททดสอบที่ไม่ต่างจากลานประหารแบบนี้”
“อือ......”
เอเลน่ารู้สึกตัวขึ้นมาในตอนที่เสียงร้องราวกับสัตว์ร้ายดังขึ้น
“ซะ...ซานดร้านี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
เอเลน่ามองไปยังอสูรร้ายกว่าห้าตัวที่กำลังลงมาสู่เบื้องล่างนางจึงเกิดคำถามขึ้นมา
“เอเลน่าเจ้าฟื้นแล้ว ดีเลย ข้ากำลังคิดอยู่เลยว่าจะบอกลาเจ้าอย่างไร”
“พูดไปได้นะซานดร้า เจ้าที่ต่อสู้มาตลอดคงสับสนไปหมดแล้วแต่เจ้าไม่ลองสังเกตรอบตัวเจ้าหรอกหรือแม้แต่พลังที่เป็นพลังแห่งกฎของที่นี่แทบจะไม่อยากเข้ามาใกล้เจ้าแล้วในตอนนี้เพราะมันเกรงกลัวอาณาเขตของเจ้ามากยังไงล่ะ”
อเล็กซานดร้าที่แทบจะสิ้นหวังไปแล้วกลับได้สตินางมองออกไปรอบๆเพราะตอนนี้มีอาณาเขตที่แผดสภาวะพลังของดาบทั้งสองเล่มออกไปกว่าร้อยเมตรเห็นได้ชัดว่าการฝ่าดงรากไม้และดงมือไม้มากมายออกมานางสับสังหารพวกมันไปมากขนาดไหนแม้แต่นางเองก็ยังไม่รู้ตัวเพราะตอนนั้นคิดเพียงแค่ว่าต้องฝ่าออกไปให้ได้
“ขอบคุณที่เตือนสติข้า”
“เจ้าก็มีวันพลาดเป็นกับเขาเหมือนกันนะ เอาเถอะเกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิตจะไม่มีผิดพลาดเลยก็เป็นไปได้ยากพวกเรายังเป็นแค่เด็กสาวทั่วๆไปที่ควรอยู่ในพระราชวังมีคนคอยดูแลปกป้องแต่ตอนนี้แทบจะเสี่ยงชีวิตเป็นตายมันเป็นเรื่องปกติที่ในบางเหตุการณ์บางจังหวะพวกเราจะมีเสียสติสมาธิของพวกเราไปบ้างเป็นธรรมดา”
“นั่นสินะ ถ้าข้าอยู่ตัวคนเดียวบางทีอาจทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเหมือนเช่นเมื่อก่อนแต่ตอนนี้พอมีเจ้าอยู่ด้วยถ้าเป็นพวกเราสองคนล่ะก็ไม่มีทางพลาดแน่นอน”
อเล็กซานดร้าเอาเชือกที่พันธนาการร่างกายของนางและเอเลน่าออกไป และนำดาบเล่มสีดำส่งให้เอเลน่า ทั้งสองยืนข้างกันดาบในมือกำแน่น ความกลัวไม่ใช่ทางออก แต่การที่เลือกเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญต่างหากที่จะค้นพบทางออกที่รออยู่
พริบตานั้นเองราวกับโลกหยุดนิ่งลงไปแสงสีทองและแสงสีดำผสานเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแผดสภาวะพลังอันคุ้นเคยออกมามันคือความสามารถของอาณาเขตไร้สิ้นสุดที่มีพลังเพียงเศษเสี้ยวของมันแต่แค่นั้นมันก็มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ทั้งหมดแล้ว
“มาจบมันกันเถอะ ให้มันรู้ไปเลยว่าใครจะอยู่หรือไป”
............