กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 4 คมดาบในเงาป่าช้า

    ยามเย็นของวัดเงียบกว่าทุกวันแสงอาทิตย์ทอดยาวเป็๲เงาเหนือพื้นดินเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดังซู่ซ่าเหมือนเสียงกระซิบจากบางสิ่งที่มองไม่เห็น

    ภูผานั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ลมหายใจเข้าออกเป็๞จังหวะสม่ำเสมอ

    หนึ่ง…สอง…สาม…

    เขาเริ่มจับ “ลม” ได้ดีขึ้น

    ไม่ใช่แค่หายใจ

    แต่เป็๞การควบคุม

    ให้ร่างกายและจิตใจ “นิ่งพร้อมกัน”

    ภาพการต่อสู้ในตลาดผุดขึ้นมาในหัวทุกจังหวะชัดเจนขึ้นอย่างน่าประหลาด

    “ถ้าตอนนั้นนิ่งกว่านี้…”

    เขาพึมพำเบา ๆ

    “มันจะจบเร็วกว่านี้”

    “คิดถูกแล้ว”

    เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง

    ภูผาลืมตา หันไปมอง

    หลวงปู่ยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้านิ่งสงบเช่นเดิม

    “การต่อสู้…ไม่ใช่แค่แรง” หลวงปู่กล่าวช้า ๆ “แต่คือการ‘รู้’ ก่อนที่มันจะเกิด”

    ภูผาพยักหน้าเล็กน้อย

    “ข้าเริ่มเข้าใจแล้วครับ”

    หลวงปู่ยิ้มบาง ๆ

    “เข้าใจ…เป็๞เพียงก้าวแรก”

    เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ

    “เ๯้าคงไม่คิดจะหยุดอยู่แค่นี้นะ”

    คำถามเรียบ ๆ แต่หนักแน่น

    ภูผาส่ายหน้า

    “ไม่ครับ”

    “ดี”

    หลวงปู่หันหลัง เดินช้า ๆ

    “ตามข้ามา”

    ทางเดินแคบทอดลึกเข้าไปด้านหลังวัด เสียงผู้คนค่อย ๆหายไป เหลือเพียงเสียงลมและความเงียบ

    กลิ่นบางอย่างเริ่มชัดขึ้น

    กลิ่นดิน…ปนกับกลิ่นเผาไหม้จาง ๆ

    “ป่าช้า…”

    ภูผาพึมพำในใจ

    หลวงปู่หยุดอยู่หน้าพื้นที่โล่งเล็ก ๆหลุมศพเก่าเรียงรายอยู่โดยรอบ เงาไม้ทอดทับกันจนบรรยากาศเย็นเยียบ

    แต่ตรงกลาง มีลานดินเรียบ ด้านข้างยังมีตู้ไม้ เก่าๆวางเรียงราย อยู่ 3 ใบ

    ใต้ร่มเงาต้นไทรใหญ่ เป็๞ลานราบ เรียบและสะอาดสะอ้านเหมือนถูกใช้งานเป็๞ประจำ

    “ออกมาได้แล้ว”

    หลวงปู่พูดเรียบ ๆ

    ความเงียบกินเวลาชั่วขณะ

    ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากเงาไม้

    ชายชราร่างสูงคนหนึ่งก้าวออกมา

    ผมขาวยาวถึงบ่า ร่างกายยังคงแข็งแรงผิดวัยดวงตาคมเหมือนเหยี่ยว แผ่นหลังตั้งตรงดั่งลูกธนู มองแล้วให้ความรู้สึกเหมือนก้นเหวไร้ขอบเขต

    เขามองภูผานิ่ง ๆ

    เหมือนกำลังประเมิน

    “นี่รึ…เด็กที่ท่านว่า”

    น้ำเสียงทุ้มลึก แต่นอบน้อม

    หลวงปู่พยักหน้า

    “ใช่”

    ชายชราก้าวเข้ามาใกล้

    หยุดอยู่ตรงหน้า

    “ชื่ออะไร”

    “ภูผา”

    “หึ…”

    มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย

    “สายตาใช้ได้”

    หลวงปู่กล่าวขึ้น

    “นี่คือ ‘ท่านอรชุน’”

    ภูผานิ่งไปเสี้ยววินาที

    ชื่อนี้ทำไมคุ้นหูยิ่งนักคงมิใช่ยอดขุนพลไร้พ่ายผู้นั้นกระมัง

    แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในยุคนี้มาก่อน แต่ก็รู้สึกได้ถึง“น้ำหนัก” ของชื่อ

    “อดีตขุนพล”

    หลวงปู่กล่าวต่อ

    “ในอดีตนั้น…”

    อรชุนยกมือห้ามเบา ๆ

    “อดีตก็คืออดีต”

    เขาหันมามองภูผาอีกครั้ง

    “ตอนนี้…ข้าแค่คนแก่ที่ไม่อยากตายเปล่า”

    บรรยากาศนิ่งลง

    ก่อนที่อรชุนจะโยนบางอย่างมา

    ฉับ!

    ภูผารับไว้โดยสัญชาตญาณ

    “ดาบ…”

    ดาบไม้ธรรมดา

    แต่สมดุลดี

    “ลองดู”

    อรชุนพูดสั้น ๆ

    ภูผาไม่ถาม

    เขาก้าวเท้า

    ตั้งท่า

    แม้ไม่เคยใช้ดาบจริงจัง แต่พื้นฐานการเคลื่อนไหวยังอยู่

    เขาฟัน

    ฉับ!

    เสียงลมแหวกอากาศ

    ยังไม่ทันได้ตั้งตัว—

    ปัง!

    แรงกระแทกจากด้านข้างทำให้เขาเสียหลัก

    อรชุนยืนอยู่ข้าง ๆ ๻ั้๹แ๻่เมื่อไรไม่รู้

    “ช้า”

    คำเดียว

    แต่แทงลึก

    ภูผากัดฟัน

    ตั้งหลักใหม่

    ครั้งนี้—

    เขาโฟกัสที่ “ลม”

    หายใจเข้า

    นิ่ง

    แล้วฟัน

    ฉับ!

    เร็วขึ้น และเร็วขึ้นอีก หากแต่ความแม่นยำนั้นหาที่เปรียบมิได้

    แม่นขึ้น รุนแรงขึ้น

    อรชุนพยักหน้าเล็กน้อย

    “ดีดี ร่างกายค่อยๆปปรับปรุงได้ จิตใจและไหวพริบนี้ไม่ธรรมดาเลย ถือได้ว่า เ๯้าพร้อมแล้ว มา”

    การฝึกเริ่มขึ้น

    ดาบ
    ธนู
    การเคลื่อนไหว

    ทุกอย่างถูกสอนอย่างเข้มงวด

    “ดาบไม่ใช่แค่ฟัน”

    “มันคือการควบคุมระยะ”

    “ธนูไม่ใช่แค่ยิง”

    “มันคือการคาดการณ์”

    เสียงของอรชุนดังต่อเนื่อง

    ไม่มีคำชม

    มีแต่คำแก้

    ภูผาล้ม…ลุก…ล้มอีก แม้ร่างกายอ่อนล่าแต่ภายในจิตใจของเขา สาสมใจยิ่งนัก.

    มือพอง

    แขนสั่น

    ร่างกายร้องประท้วง

    แต่เขาไม่หยุด ค่อยๆจดจำท่วงท่า ทบทวน ทดลองใช้ออกครั้งแล้วครั้งเล่า ท่าแล้วท่าเล่า ไม่รู้เวลา ไม่ว่ากี่วันแล้ว

    ในที่สุดก็สามารถเรียนรู้ได้แล้ว

    ค่ำวันหนึ่ง

    พระจันทร์ลอยเด่นเหนือป่าช้า

    ภูผานั่งนิ่ง

    ดาบวางข้างตัว

    ลมหายใจช้า…ลึก

    ใจนิ่งขึ้น

    ภาพการเคลื่อนไหวของตัวเองไหลผ่านในหัว

    จังหวะ
    ระยะ
    ลม

    ทุกอย่างเริ่มเชื่อมกัน

    “ดี…”

    เสียงอรชุนดังขึ้นเบา ๆ

    “เ๯้าเริ่มเข้าใจแล้วสินะ”

    ภูผาลืมตา

    “ครับ”

    อรชุนนั่งลงตรงข้าม

    “มวยของเ๯้า…ไม่เลว เ๯้าต้องใช้ดาบให้ได้ ดั่งเ๯้าใช้หมัด ทุกท่วงท่าหมุนเวียน ต่อเนื่อง รวบรัดทุกการเคลื่อนไหวล้วนมีความหมาย”

    “แต่ถ้าผสานกับอาวุธได้”

    เขาหยุดเล็กน้อย

    “เ๽้าจะอันตรายขึ้นอีกหลายเท่าใช้แรงให้น้อยสร้างพลังทำลายให้มาก”

    ภูผาพยักหน้า

    เข้าใจ

    ลมพัดผ่าน

    ความเงียบกลับมาอีกครั้ง

    และในความเงียบนั้น—

    ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

    หญิงสาวในตลาด

    ดวงตาใสกลมโตนั้น รอยยิ้มนั้น ท่าทางนั้น..

    “เรือนแก้ว…”

    เขาพึมพำเบา ๆ

    อรชุนเหลือบมอง

    “จงอย่าลืมสติ ตามความคิดของตัวเองให้ทัน”

    ภูผาชะงัก

    ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย

    “แค่คิดผ่าน ๆ คับ ขอโทษคับ ผมจะตั้งใจกว่านี้”

    อรชุนหัวเราะเบา ๆ

    “นักสู้ที่ดี…ต้องรู้จักใจตัวเอง”

    “ไม่ใช่หนีมัน”

    คำพูดนั้นทำให้ภูผานิ่งไป

    ใช่

    เขาไม่ใช่คนที่หนี

    ไม่ว่าจะเป็๲ความเจ็บ…หรือความรู้สึกต้องเผชิญหน้าและยืนหยัดเท่านั้น จึงจะไม่เสียใจอีก.

    หลายวันผ่านไป

    ลานฝึกในป่าช้ากลายเป็๲สถานที่ประจำ

    ไม่มีใครรู้

    ไม่มีใครเห็น

    ยกเว้น—

    “ไอ้ภู มึงหายไปไหนทุกวันวะ…”

    พันบ่น ขณะยืนกอดอก

    ภูผามองเขาเล็กน้อย

    “ฝึก”

    “ฝึกอะไรของมึงอีกเนี่ย…”

    พันส่ายหน้า

    แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ

    เพราะเริ่มชินแล้ว

    เช้าวันหนึ่ง

    อรชุนยืนกอดอก

    มองภูผาที่กำลังถือดาบ

    “พอแล้วสำหรับวันนี้”

    เขาพูด

    “จากนี้…ไปลองใช้ในสถานการณ์จริง”

    ภูผาขมวดคิ้วเล็กน้อย

    “หมายถึง…”

    อรชุนยิ้มบาง ๆ

    “โลกข้างนอก…ไม่ได้ใจดีกับเ๯้าเหมือนในนี้”

    “ถ้าอยากเก่งจริง”

    “ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง”

    คำพูดนั้น…หนักแน่น

    และจริง

    ภูผากำดาบแน่นขึ้นเล็กน้อย

    ดวงตาเปลี่ยนไป

    “ครับ”

    ลมพัดแรงขึ้น

    ใบไม้ร่วงหล่น

    เหมือนเป็๞สัญญาณ

    ว่า๰่๥๹เวลา “ฝึกเงียบ”

    กำลังจะจบลง

    และต่อจากนี้

    คือโลกจริง

    ที่ไม่มีใครออมมือ