และเหมือนว่าเมขลาจะรู้ใจของชายหนุ่มเธอรีบพูดทันที
“ฉันรู้ว่าเราไม่ได้รักกันแต่ถ้าจะให้คุณหมั้นกับยัยมินฉันกลัวว่าน้องสาวของฉันจะถูกคุกคาม” น้ำเสียงจริงจัง
“คุกคาม!?”ชายหนุ่มทวนคำ สับสนไปกันใหญ่
“ใครจะทำแบบนั้นครับ” เขาถามขึ้น ใจก็นึกเป็ห่วงมินตรา
“คนที่สนใจคุณตอนนี้”เมขลาตอบชัดเจน ชายหนุ่มใคร่ครวญเพราะผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตเขาก็ไม่ใช่น้อยแต่หากว่าคนๆนั้นเกี่ยวข้องกับมินตราโดยตรงก็ต้อง...
“เรืองริน”อธิปเอ่ยชื่อช้าๆ
“แต่ผมไม่ได้รักรินนะครับผมเห็นเธอเป็น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น” ถึงพูดไปแบบนั้นแต่เขาก็รู้ดีแก่ใจว่าเรืองรินสนใจเขามากกว่าพี่ชาย
“ฝ่ายนั้นเค้ารักคุณหรือคุณไม่รู้” เมขลาสวนอย่างมั่นใจชายหนุ่มเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะเรืองรินดูเหมือนจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนใจเขา
“คุณเมย์คุณ้าจะใช้ตัวคุณเป็เกราะกำบังน้องสาวของคุณใช่ไหมครับ?” เขาถามขึ้นในที่สุด อธิปหาใช่คนโง่เขาบริหารธุรกิจต่อจากครอบครัวและขยายจนเติบโตมาถึงทุกวันนี้เพราะสมองและปฏิภาณไหวพริบล้วนๆดังนั้นจึงพอจะมองออกว่าอะไรเป็อะไร
“ถ้าฉันไม่ทำแล้วใครจะทำมินตราไม่มีใครนอกจากฉันที่จะดูแลและปกป้องได้” เมขลาพูดและสบตาอธิปอย่างแน่ใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำเธอไม่อยากพึ่งพาพ่อของตัวเองเท่าไหร่เพราะเธอไม่แน่ใจว่าพ่อของเธอจะเป็ที่พึ่งให้ได้จริงหรือไม่เมขลาเคยเห็นตัวอย่างของแม่ประไพแล้วหญิงสาวไม่อยากให้มันซ้ำรอยเดิมอีกและที่สำคัญมินตราคือน้องสาวที่เธอเลี้ยงดูมาต่อจากแม่ของเธอเมื่อครั้งแม่ของเธอจากพวกเธอไปดังนั้นความรักความห่วงใยที่มีให้น้องสาวจึงมีไม่ใช่น้อย
“เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ลงเอยและยัยมินรักคุณขึ้นมาจริงๆฉันจะถอนหมั้นกับคุณเอง ส่วนแหวนหมั้นของคุณฉันจะไม่สวมแต่จะห้อยไว้ที่คอแทน”เมขลาพูดด้วยท่าทีมั่นใจปราศจากความลังเลใดๆ ทั้งสิ้นทั้งที่จริงหญิงสาวเองก็อดหวั่นใจไม่น้อยเธอรู้สึกว่าไม่อยากให้เหตุการณ์อันเลวร้ายบางอย่างที่เธอก็ไม่รู้ว่าเป็เหตุการณ์ใน่ไหนเกิดขึ้นซ้ำเป็ครั้งที่สองอีกอธิปมองดูผู้หญิงตรงหน้าด้วยความทึ่งอยู่ในใจที่เธอดูแข็งแกร่งและมั่นใจกับความคิดของตัวเองแรงกล้าแต่อีกใจก็กลัวว่าความมั่นใจในตัวเองของเธอจะนำไปสู่ภัยอันตราย!
เหตุผลที่เมขลาไม่ยอมสวมแหวนเพระเธอคิดว่านี่แค่เป็การหมั้นจอมปลอมอีกอย่างแหวนของจริงได้สวมอยู่ที่นิ้วของเธอแล้วด้วยสำคัญกว่าคือเธอไม่มีความรู้สึกอยากจะถอดแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอออกเลยั้แ่ได้สวมมัน‘แหวนภัสดา’
“ฉันขออย่างเดียวในระหว่างที่เราหมั้นกันปลอมๆขอให้คุณพิสูจน์ความจริงใจว่าคุณรักน้องสาวฉันจริงถ้าคุณทำได้ฉันก็หมดห่วง”เมขลาพูดขึ้นเพราะเธอรู้สึกราวกับว่าเธอจะอยู่ทำหน้าที่พี่สาวให้กับมินตราได้อีกไม่นานนักแต่หญิงสาวก็รีบสลัดความคิดนั้นออกอย่างรวดเร็วอาจจะเป็เพราะเธอคงห่วงน้องสาวของเธอมากเกินไป ขณะที่คิดไปเรื่อยเสียงอธิปก็แทรกขึ้น
“ครับผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็น” ชายหนุ่มรับคำหนักแน่นถึงแม้เขาจะมีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตมากมายนับไม่ถ้วนแต่เขาไม่เคยรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้งกับใครจริงจังเท่ากับมินตราคนนี้เลย
“ขอบคุณค่ะที่เข้าใจระหว่างนี้เราคงต้องติดต่อพูดคุยกันบ่อยขึ้น ส่วนยัยมิน คุณอธิปไม่ต้องกังวลนะคะฉันจะค่อยๆ อธิบายให้น้องสาวฉันเข้าใจ มินเป็คนฉลาดเข้าใจอะไรง่ายอยู่แล้วค่ะคุณสบายใจได้” เมขลาสรุปคร่าวๆ อย่างกระชับและรวดเร็ว
“แต่ตอนนี้เราต้องไปบอกผู้ใหญ่ให้ทราบเื่ก่อนว่าเราจะหมั้นกัน”เมขลาย้ำชัด และคาดว่าสองแม่ลูกคงกำลังมาถึงบริษัทแล้วอย่างแน่นอน
“ครับ ได้ครับ”อธิปเห็นกิริยาเมขลาที่ค่อนข้างเร่งรีบพลอยทำให้เขาเร่งรีบตามไปด้วยจึงรับคำพร้อมผายมือให้ หญิงสาวเดินนำหน้าไปที่ลิฟท์เขาปลงใจว่าอะไรจะเกิดต่อไปข้างหน้าก็ช่างเถิดแต่เขายินดีจะทำทั้งนั้นถ้าทั้งหมดเป็ไปเพื่อมินตรา ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขาประทับใจและค่อนข้างแน่ใจว่าเป็รักแรกพบของเขาและพลางคิดอย่างจริงจังที่จะทำให้มินตรารับรักเขาให้ได้อธิปอดแปลกใจตัวเองไม่ได้เขามีหญิงสาวมากมายรายล้อม หาก... เพราะอะไรก็หาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมความรู้สึกผูกพันเช่นนี้มันเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งแรกที่ได้พบหน้าเธอ และกับคนนี้เพียงแค่คนเดียว ‘มินตรา’
ทางด้านคุณหลวงภัสดาเขานั่งมองมินตรานิ่งซึ่งในอดีตมินตราก็คือน้องสาวคนเดียวของเขาและิญญาคุณหลวงหนุ่มก็้าสื่อสารอะไรบางอย่างให้มินตราได้รับรู้ห้องทำงานของหญิงสาวตอนนี้ตกอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างเงียบเ้าของห้องนั่งพิงพนักเก้าอี้สีดำตัวใหญ่สายตาเหม่อมองออกไปนอกห้องทำงานที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงได้ค่อนข้างทั่วถึงเนื่องจากออฟฟิสอยู่บนตึกสูงระฟ้า มินตรามองยอดตึกด้านนอกเหม่อลอยคุณหลวงภัสดาััได้ว่ามินตรากำลังคิดถึงอธิป
“ลำเภาเ้าจำขุนวิชยาได้หรือไม่!?”คุณหลวงถามขึ้นขณะที่คนถูกถามยังคงนั่งนิ่งสายตามองไปไกลอย่างไร้จุดหมาย
“นั่นสามีของเ้า!!”เสียงพูดชัดเจนหากประโยคต่อมาเจือไว้ด้วยความสลดหดหู่
“แต่ช่างน่าเสียดายเ้าทั้งสองอายุสั้นนักเช่นเดียวกับพี่เพราะนังผู้หญิงใจชั่วพวกนั้น” มินตรานั่งเหม่อไปสักพักก็ง่วงงุนจนตาแทบลืมไม่ขึ้นกระทั่งหญิงสาวเผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้แต่เธอรู้สึกว่าคล้ายกับความฝันซึ่งในฝันนั้นมินตราเห็นตัวเองห่มสไบสีฟ้านุ่งโจงกระเบนสีเขียวหม่นไว้ผมทรงดอกกระทุ่มกำลังนั่งแกะสลักผักผลไม้อยู่กับสตรีผู้หนึ่ง
“พี่เกตุแก้วแกะสลักได้ประณีตนักลำเภาสู้มิได้เลย” เสียงใสเอ่ยขึ้นให้ความเป็กันเองสตรีที่เธอเรียกว่าเกตุแก้วนั้นเงยหน้าขึ้นจากงานแกะสลักตรงหน้ามินตราตกตะลึงแทบหยุดหายใจ นั่นพี่เมย์ชัดๆ หากทว่าการแต่งกายดูเป็คนโบราณหญิงสาวที่เห็นตรงหน้าสวยสง่าเธอสวมเสื้อแขนกระบอกสีน้ำตาลหม่นนุ่งโจงกระเบนสีแบบเดียวกันผมยาวสลวย ความสวยงามตรึงใจมินตราเสียจริง สวยกว่าปัจจุบันนี้เสียอีกเสียงจากสตรีคนนั้นแทรกขึ้นเบาๆ ดุจเกรงใจ
“อย่าเรียกอิฉันว่าพี่เลยเ้าค่ะคุณลำเภาอิฉันเป็แค่บ่าวในเรือน” เกตุแก้วพูดด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัวแต่ลำเภากลับเอื้อมมือมาจับด้านหลังมือของเกตุแก้วเอาไว้
“อย่าคิดมากเลยค่ะพี่เกตุแก้วน้องรู้สึกชื่นชมความสามารถในด้านต่างๆ และความเข้มแข็งของพี่เกตุแก้วนัก” คำพูดจริงใจอย่างแท้จริง
“แล้วน้องเองก็หาสาเหตุของความสนิทชิดเชื้อแบบลงใจนี้ไม่ได้ว่าเพราะเหตุใดแต่น้องขอให้เราสองคนเข้าใจกันรักใคร่กลมเกลียวกันเช่นนี้ั้แ่บัดนี้จนกระทั่งทุกชาติไปนะคะ”เกตุแก้วยิ้มรับน้อยๆ รู้สึกเอ็นดูลำเภามากขึ้นเป็ลำดับ ลำเภารู้สึกเช่นที่พูดไปจริงๆเธอเชื่อใจ สนิทใจให้กับเกตุแก้วอย่างไม่ทราบสาเหตุว่าเพราะอะไรเช่นกันรู้แต่ว่ามีแต่ความรักใคร่เฉกเช่นคนรู้จักกันมาแสนนานประดุจญาติพี่น้องก็มิปาน
“พี่เกตุแก้วรู้อะไรไหมคะเวลานี้น้องยอมให้คุณพี่มีเมียได้แล้ว และผู้หญิงคนที่จะมาเป็เมียคุณพี่ได้”ยิ้มย่องแก้มแทบปริ สายตาวิบวับ
“ต้องเป็พี่เกตุแก้วเท่านั้นคนอื่นน้องไม่ยอมนะเ้าคะ” ลำเภากระแทกเสียงในใจไพล่นึกไปถึงบัวทองที่ดูจะแสดงอาการจนออกนอกหน้าว่าอยากจะมาเป็พี่สะใภ้เธอในขณะที่เกตุแก้วยิ้มเจื่อนไปทันทีที่ลำเภาทึกทักไปคนเดียว ขณะที่ทั้งสองสาวกำลังคุยอย่างออกรสกันอยู่นั้นเสียงห้าวๆ ก็ทักขึ้นมาั้แ่หัวกระไดเรือน
“ทำอะไรกันอยู่?”เมื่อเ้าของเสียงโผล่พ้นธรณีประตูเข้ามา ลำเภาก็หันมายิ้มรับเบิกบานทว่าเกตุแก้วกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นิ่งขรึมในความฝันนั้นมินตราให้รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาชายผู้ส่งเสียงทักขึ้นมาคนนี้เหลือเกินเหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่งมาก่อนขณะที่ชายหนุ่มที่เพิ่งมาถึงชายหางตามองไปทางเกตุแก้วเพียงแว้บหนึ่งก่อนจะหันมายิ้มให้กับผู้เป็น้องสาว
“กลับเร็วนะคะ” ลำเภาทักขึ้นแต่ก็รู้ดีแก่ใจว่าเพราะอะไรพี่ชายของเธอจึงกลับเร็วั้แ่พี่ชายพาเกตุแก้วมาอยู่ด้วยเขาก็กลับบ้านเร็วขึ้นหรือบางครั้งก็ทำงานที่บ้านมิได้ออกไปที่กรมแต่อย่างใด
“เอางานมาทำที่บ้านต่อ ขุนวิชยาก็มาด้วยนะ” คุณหลวงกล่าวอย่างมีความนัยและเพียงแค่ผู้เป็พี่ชายเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาลำเภาก็ก้มหน้าเงียบแต่ทว่าแก้มใสแดงระเรื่อขึ้นมาทันทีพร้อมกับที่ชายหนุ่มร่างสูงผู้ที่ถูกเอ่ยถึงเดินก้าวเข้ามายืนอยู่เยื้องไปทางด้านหลังของกลุ่มสาวๆที่กำลังทำการงานกันอยู่
ลำเภาลุกยืนขึ้นฝั่งตรงข้ามแขกผู้มาใหม่แล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อมในฝันมินตราเห็นหน้าแล้วจำได้ทันทีว่าชายคนนั้น คือ อธิปคนที่เพิ่งบอกว่าอยากจะหมั้นกับเธอมินตราแปลกใจที่ความฝันอันแปลกประหลาดนี้ดูเชื่อมโยงกันไปหมดทุกคนทุกสิ่งเธอฝันทั้งที่รู้สึกตัวเองอย่างดี แล้วภาพฝันก็ชัดเจนราวกับเื่ราวต่างๆเกิดขึ้นจริงตรงหน้า ขุนวิชยารับไหว้อย่างสุภาพ พร้อมเอ่ยทักขึ้น
“น้องลำเภาสบายดีรึ?” น้ำเสียงนุ่มนวล แววตาอ่อนโยน
“สบายดีเ้าค่ะพี่ขุน” เสียงตอบกลับเรียบร้อยถนอมคำเกตุแก้วลอบสังเกตอาการของทั้งคู่แล้วยิ้มน้อยๆเพราะเห็นได้ชัดว่าทั้งคู่นั้นชอบพอกัน
“ไปๆ นั่งก่อนกินน้ำกินท่าแล้วค่อยคุยกันต่อ” คุณหลวงภัสดาบอกขุนวิชยาพร้อมกับเดินนำไปยังส่วนหอนั่งซึ่งมีลักษณะคล้ายศาลากลางเรือนขนาดใหญ่อันใช้เป็ที่สำหรับรับรองแขกใครไปมาขณะเดินเข้าไปนั่งบนตั่งในบริเวณหอนั่งคุณหลวงภัสดาก็ถอดหมวกให้นายสงบผู้เป็บ่าวที่ติดสอยห้อยตามประจำตัวเอาไปเก็บแต่ทว่าสายตาคมกริบของเขากวาดมองไปทางเกตุแก้วเป็ระยะหากเ้าหล่อนมิได้มองตอบมาทางเขาเลย หญิงสาวเอาแต่นั่งสนใจกับงานตรงหน้ามากกว่าคุณหลวงภัสดาขุ่นใจเล็กๆ ที่หล่อนไม่ได้สนใจเขาชายหนุ่มตรงเข้านั่งเป็ประธานที่กลางหอนั่งโดยมีลำเภาและขุนวิชยานั่งอยู่คนละฟากของคุณหลวง...