“ส่วนเ้าฟงอี” ยังคงไม่จบเื่ “ไปหาเสี่ยวว่านให้นางทำแผลให้เสียเล่าดูท่ากรงเล็บค้างคาวจะลึกไม่ใช่เล่น” ????
“_” ‘เหตุใดต้องเสี่ยวว่านเล่าขอรับ' ☹️ องครักษ์คนสนิทส่ายหน้าเดินจากไป
“คนรักของฟงอีรึ” เจียวหนิงอันเงยหน้าถามบุรุษที่โอบกอดนาง
“คงจะใช่กระมัง” เ้าหยางหลงอมยิ้ม ก่อนจะหันไปทางองครักษ์ที่เหลือ “เอาซากศพของหัวปู้จื่อไปรวมไว้กับสนมเข่ออ้ายรอทำการสวดพิธีส่งิญญา”
“ขอรับ!”
๑----------------------------------๑
เมื่อเดินเข้ามาด้านใน สองหนุ่มสาวได้พบกับท่านเ้าสำนักสงฆ์และท่านพ่อของเจียวหนิงอันยืนพูดคุยกันอยู่ ทั้งคู่จึงเข้าไปร่วมสนทนา
“าเ็หรือไม่องค์ชาย” เ้าสำนักสงฆ์เฉินกงถามความด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ขอรับ”
“ก็ดีแล้ว ตอนนี้ปลายยามไฮ่ (22.40) ข้าคิดว่าจะจัดการสวดภาวนาให้ศพทั้งสองและเผาส่งิญญาเสียจึงจะดีพวกเ้าคิดเห็นอย่างไร?”
เจียวหนิงอันมองบิดาตนเอง “ท่านพ่อว่าอย่างไรเ้าคะ”
“พ่อก็ว่าดี เื่จะได้จบๆ ไป รอเวลาก็ไม่มีความหมายพรุ่งนี้ยามซื่อเราจะได้เดินทางกลับกันทันที ตอนนี้ท่านยายคงจะพะวงหาเ้าแล้วกระมังเพราะพรุ่งนี้เป็วันเกิดเ้า”
“????????” เจียวหนิงอันใ “จริงด้วยเ้าค่ะ” เพราะนางมัวแต่พะวงถึงเื่นี้จึงทำให้ลืมว่าพรุ่งนี้เป็วันเกิดและต้องเริ่มเดินทางกลับ “แต่วันนี้เป็วันที่โหดร้ายเสียแล้วท่านพ่อ ลูกทำบาปก่อนวันเกิดของตนเอง”
“หาได้เป็เช่นนั้น วันนี้เราจะปลดปล่อยสตรีที่ถูกกักขังต่างหากเล่า อีกครึ่งชั่วยามพิธีสวดจะเริ่มขึ้นเ้าไปชำระล้างร่างกายแล้วสวมชุดขาวมาร่วมสวดภาวนาให้นางพร้อมกับหยาดน้ำอุทิศบุญไปด้วย ถือเป็การทำบุญครั้งใหญ่” ท่านพ่อพูดปลอบใจนาง
“เ้าค่ะ”
“ไปเถอะ พ่อกับท่านเ้าสำนักจะจัดเตรียมการให้พร้อม”
ระหว่างเดินกลับกระท่อม เ้าหยางหลงจูงมือคู่หมั้นตัวน้อยแต่มากวัยของเขาที่ทำหน้าเศร้า “เสียใจเื่ใดกันเล่า”
“เสียใจที่ทำบาปก่อนวันเกิดครบยี่สิบเจ็ดหนาวของตนเอง”
“นึกว่าเสียใจที่เ้าแก่ขึ้นอีกหนึ่งขวบปี”
เจียวหนิงอันฟาดมือเข้าไปเต็มแรง ป้าบ!!! “หากข้าแก่ เช่นนั้นก็ไม่ต้องหมั้นหมาย!!” พยายามเดินหนีอย่างแง่งอน
“ข้ามิได้กล่าวว่าเ้าแก่แล้วจะมิหมั้นหมาย” ลูบแขนตนเองป้อยๆ เดินตามไปรั้งแขนบอบบางไว้ “ข้าแค่ไม่อยากเห็นเ้าทำหน้าเศร้า มิสู้เอาเวลานี้รอสวดภาวนาผลบุญไปให้คนตายเ่าั้มิดีกว่ารึ...เ้าจะได้ถือโอกาสทำบุญวันเกิดครั้งใหญ่”
“_” คิดไปคิดมาเื่ที่้เกิดขึ้นในวันนี้เป็เหตุสุดวิสัยจริงๆ จะไม่ทำก็ไม่ได้ ‘กรรมใดใครก่อกรรมนั้นย่อมตามสนองสินะ’ เช่นนั้นนางก็ไม่ควรคิดมาก เดินไปจนถึงหน้ากระท่อมเจียวหนิงอันจึงขอตัวเข้าไปชำระร่างกายและเปลี่ยนชุดเสื้อผ้า เช่นเดียวกับเ้าหยางหลงที่มีแต่คราบเืเต็มไปหมด
๑----------------------------๑
ลานพิธีปลายยามไฮ่ (23.00)
ท่านเ้าสำนักและลูกศิษย์ทุกคนนั่งตามจุดต่างๆ อยู่รอบอารามในยามนั้นเองที่เจียวหนิงอันเพิ่งมองเห็น ‘แม่ชี’ นุ่งขาวห่มขาวนับยี่สิบคนนั่งอยู่ในอารามที่ห่างออกไป นึกแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ว่านางอยู่ที่นี่มาสองวันเหตุใดจึงไม่เคยพบปะกับพวกท่านมาก่อนเลย ‘ไม่แน่พวกท่านอาจจะอยู่อีกด้านหนึ่งของสำนักสงฆ์ก็เป็ได้’ หันกลับมาตั้งใจสวดภาวนาดังเดิม
เสียงสวดมนต์ดังระงมกึกก้องบริเวณอารามกว้าง ตรงกลางมีศพของสตรีรูปร่างผอมซีดและบุรุษผู้เหลือเพียงโครงกระดูกนอนเคียงข้างกันเจียวหนิงอันไม่รู้หรอกว่าสนมเข่ออ้ายยินดีที่จะถูกเผาพร้อมกันกับคนที่แอบลักศพของนางมาซุกซ่อนไว้นานนับปีเช่นหัวปู้จื่อหรือไม่เพราะเื่นี้คงต้องแล้วแต่ท่านอาจารย์จะให้นางกล่าวค้านก็คงจะเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว
“หนิงอันหยาดน้ำอโหสิกรรมเถอะลูก” ท่านพ่อตี้เจาหยุ่นบอกขึ้นมาและร่วมสวดมนต์กับทุกคนต่อ
“เ้าค่ะ” นางเริ่มเทน้ำลงกับกระถางต้นไม้ที่เตรียมไว้ ใจสวดส่งิญญาพวกเขาทั้งสองและขออโหสิกรรมให้ทั้งหมด หลังจากนี้คงจะไม่มีเื่ร้ายๆ อีกแล้วกระมัง ‘ขอให้พวกเ้าไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วยเถิด’
หลังจากสวดภาวนาเรียบร้อยแล้วท่านเ้าสำนักสงฆ์เฉินกงจึงสั่งให้คนจุดไฟทันที แสงไฟลุกโชนเผาไหม้ทั้งสองศพอย่างรวดเร็ว ทั้งนักบวชและองครักษ์ทุกคนรวมๆ แล้วนับได้เกือบสี่ร้อยคนต่างมองกองไฟจนมันมอดไหม้เหลือเพียงเถ้าถ่าน ทิ้งเื่ราวทุกอย่างเอาไว้ข้างหลังก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนเพื่อรอเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้
ในห้องนอนของเจียวหนิงอัน นางนั่งมองแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง พระจันทร์ในวันนี้ดวงใหญ่และงดงามมาก ใจสตรีที่ต้องมาเกิดใหม่ในต่างโลกได้แต่พร่ำวอนขอให้ชีวิตของนางหลังจากนี้มีแต่ความสุขเสียทีเถอะ…
๑----------------------------๑
วันต่อมาในยามเฉิน (07.30)
รถม้าคันเดิมในตอนที่เจียวหนิงอันนั่งมา จอดลงหน้ากระท่อมเพื่อเตรียมสัมภาระต่างๆ ไปขึ้นรถและท่านลุงฉีที่นางเพิ่งพบหน้าหลังจากหนีหายไปอยู่โรงครัวมากกว่าสามวัน เมื่อพบเจอกันท่านลุงกลับหัวเราะชอบใจแล้วกล่าวอย่างไม่อาย ‘ลุงกลัวค้างคาวน่ะ เลยขอหลบไปอยู่ที่อื่นก่อน’ จบคำ ทุกคนจึงพากันหัวเราะ
บทสรุปในวันนี้ท่านพ่อของนางที่ลาสิกขาไปก่อนแล้วจะร่วมเดินทางกลับเลย แต่ถ้าหากมีนักบวชน้อยเข้ามาขอรับการศึกษาใหม่ให้ท่านอาจารย์เฉินกงส่งคนไปแจ้งแก่ท่านพ่อได้ทุกเมื่อ ท่านพร้อมที่จะมาช่วยเหลือเื่ปูพื้นฐานให้นักบวชน้อยเ่าั้เอง เจียวหนิงอันเพิ่งเข้าใจในตอนนั้นว่านักบวชน้อยที่ว่าก็คือเณรน้อยภาคฤดูร้อนในยุคสมัยเดิมของนางเมื่อตอนเป็นางแบบ พวกเขาจะมาร่วมฝึกปฏิบัติธรรมใน่เวลาสั้นๆ เพียงเท่านั้น ก่อนจะเข้าเรียนต่อในสำนักศึกษา
หลังจากร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว ท่านพ่อตี้เจาหยุ่นจึงขึ้นมานั่งบนรถม้าร่วมกับบุตรสาวโดยมีเ้าหยางหลงควบม้าติดตามอยู่ข้างๆ การเดินทางในครั้งนี้ถ้าหากไม่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญอันใดเกิดขึ้น คงจะถึงกระท่อมปลายนาในเวลาเพียงสี่วัน
“ท่านพ่อจะเล่าเื่ของท่านให้ลูกฟังได้หรือยังเ้าคะ” เจียวหนิงอันถามบิดาของนางราวกับเด็กน้อยช่างสงสัย นางมิได้รู้สึกโกรธเคืองท่านเลยสักนิดเพราะรับรู้อยู่แล้วว่าท่านทำเพื่อมารดา อุทิศบุญแก่มารดาที่นางแทบจะจดจำใบหน้าของท่านไม่ได้แล้ว แต่นางเชื่อว่าผลบุญที่ท่านพ่อส่งให้มาตลอดยี่สิบเจ็ดปีจะต้องทำให้มารดาขึ้น์แล้วเป็แน่
“เล่าได้” ตี้เจาหยุ่นมองบุตรสาวผู้ได้รับพรจาก์ แม้นางจะสามารถตรวจดูชะตาที่ผ่านมาของตนก็ย่อมกระทำได้แต่นางกลับไม่ทำ “แต่พ่ออยากจะถามเ้าว่า...เ้ามิโกรธเคืองพ่อรึที่ไม่เคยเลี้ยงดูเ้ามาั้แ่เกิด”