ฮวาหว่านเอนกายบนเตียงอย่างเลอะเลือนมึนงง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว ได้ยินท่วงทำนองเสียงเคาะดังแว่วมาจากภายนอกปังปังปังเต็มเสียงหกครั้ง
ฮวาหว่านเปิดม่านชะโงกตัวมองผ่านช่องหน้าต่าง เลิกเรียนแล้วเด็กหญิงกลุ่มหนึ่งเดินตรงมาที่ห้องพัก ฮวาหว่านรีบจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยยืนเรียบร้อยตรงข้างเตียง ครุ่นคิดว่าหลังจากที่พวกนางเข้ามาแล้วควรจะกล่าวคำทักทายอย่างไรดี
ยังไม่เห็นใคร แล้วก็ได้ยินเสียงจงใจหัวเราะแค่น
"หลินซินเมื่อเช้าตอนที่เ้าออกไปไม่ลงสลักประตูได้อย่างไร?"
ไม่ต้องรอให้หญิงสาวนางนั้นกล่าวกับหลินซินอีก ฮวาหว่านก็เปิดประตูออกมาเสียแล้ว
เด็กสาวสามคนอายุราวสิบสามสิบสี่ปีเด็กหญิงสองคนในนั้นแต่งกายเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วบนศีรษะยังใช้ผ้าสี่เหลี่ยมห่อมวยผมส่วนคนที่พูดเมื่อสักครู่นี้กลับใช้กิ๊บปักผมสีดำที่ทำจากไม้เนื้อแข็งเสียบผมม้วนขึ้นไป
"อี๊ส์ ที่แท้ก็มีึคนใหม่เข้ามาอายุเท่าไหร่แล้ว" คนที่ปักกิ๊บปักผมสีดำลักษณะคล่องแคล่วเมื่อเห็นฮวาหว่านแล้วก็แค่แปลกใจชั่วขณะแต่มิได้หยุดที่จะเปิดประตูเข้ามาในห้องทันที
อีกสองคนมองดูฮวาหว่านแล้วก็ยิ้มๆตามเข้าห้องแล้วจึงวางตะกร้าไม้ไผ่ในมือลงบนเตียง
" ข้าเรียกว่าเซี่ยรวูอิง พวกนางคนหนึ่งคือหลินซีอีกคนคือหวังจื่อหลง สาวน้อยแล้วเ้าล่ะ"
แล้วนางก็ปล่อยมวยผม เซี่ยรวูอิงดึงกิ๊บปักผมวางไว้ตรงชั้นเตี้ยนางสยายผมยาวกระจายไปถึงบั้นเอว แม้แต่หวีก็ไม่หยิบใช้กลับใช้สองมือสาวบิดตึงเส้นผม ก่อนเกล้ามวยผมขึ้นและยึดตรึงด้วยกิ๊บปักผมไม้สีดำอีกครั้ง
" ข้าเรียกว่าฮวาหว่าน เช้าวันนี้เพิ่งเข้ามาที่โรงเรียนศิลป์รบกวนพี่สาวทั้งสามแล้ว" ฮวาหว่านกะพริบตาไม่กล่าวคำเพียงใช้สายตาก้มต่ำสังเกตรูปร่างหน้าตาของคนทั้งสาม
เซี่ยรวูอิงรูปร่างค่อนข้างสูงทุกส่วนของเครื่องหน้าคล้ายผู้ชายไม่ว่าจะเป็ดวงตา คิ้ว จมูก ปากหูล้วนแบ่งแยกชัดเจน อากัปกิริยาก็ไม่มีความเขินอายเวลายกมือยกไม้มีบุคลิกองอาจผึ่งผายเป็ตัวเอง
หลินซีมีรูปหน้ากลม แววตานุ่มนวล เจรจาคล่องแคล่วปราดเปรียวเมื่อแย้มยิ้มตรงแก้มจะปรากฏลักยิ้ม
หวังจื่อหลงที่เดินมาเป็คนที่สามสุดท้ายนั้นคือหญิงงามรูปร่างผอมเรียวบางเครื่องหน้าละเอียด ริมฝีปากเม้มบางตางามคู่หงส์นั้นยามมองซ้ายขวาสามารถส่องประกายโชติ่
"หากแต่เช้านี้เลย่เดือนการสอบของโรงเรียนศิลป์แล้วนี่นา ฮวาหว่านเ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน?" หวังจื่อหลงนั่งลงบนเตียงหยิบกระจกลวดลายต้นกระจับขึ้นมาส่อง ถามอย่างไม่ใส่ใจ
โรงเรียนศิลป์เปิดรับสมัคร่เดือนสอง เดือนสามเปิดเรียนอย่างเป็ทางการรับนักเรียนทั้งหมดสองร้อยคนโดยจากขุนนางหรือคัดเลือกจากเด็กสาวของครอบครัวทั่วไปที่มีพื้นเพสายเืดีที่มาสมัคร
เมืิอเข้าเรียนที่โรงเรียนศิลป์ครบหนึ่งปีเต็ม สำนักอักษรหรือสำนักหนิงกวงหยวนจะมาคัดเลือกผู้ที่โดดเด่นส่วนพวกกลางๆ ที่เหลือและมีความสามารถทางศิลปะด้านใดด้านหนึ่ง หากไม่มีที่ไปก็สามารถไปตามร้านด้านนอกหรือโรงงานหัตถกรรมหางานศิลปะที่ถนัดก็ล้วนง่ายดายมาก
เหตุเพราะว่าโรงฝีมือของสำนักหนิงกวงหยวนรับแต่ช่างฝีมือสตรีเท่านั้นสำนักอักษรกลับรับชายหญิงอย่างละครึ่งโรงเรียนช่างศิลป์จึงรับสมัครคัดเลือกผู้หญิงมากกว่าผู้ชายโดยบุรุษนั้นจะถูกจัดให้อยู่ในโรงเรียนช่างศิลป์อีกแห่งหนึ่งไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกันกับพวกฮวาหว่าน แม้กระทั่งห้องเรียนโรงอาหารก็แยกออกจากกันด้วย
ฮวาหว่านสังเกตว่าตนเองมาแบบครึ่งๆกลางๆคล้ายไม่ค่อยเหมาะสมนัก จึงได้แต่กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าท่านหัวหน้าแห่งโรงฝีมือของสำนักหนิงกวงหยวนจัดการส่งนางมาที่แห่งนี้
"อย่างนั้นท่านหัวหน้าคงเป็ญาติของเ้าสินะ? หวังจื่อหลงวางกระจกเอ่ยถามพร้อมเดินมานั่งที่ข้างกายของฮวาหว่าน ทำความสนิทถึงขนาดดึงแขนของฮวาหว่านขึ้นน้ำเสียงถามไพเราะราวนกขมิ้น"ข้าได้ยินมาว่าหัวหน้าของโรงฝีมือเพิ่งมาเมืองได้ไม่นานเครื่องประดับที่นางทำเองนั้นกล่าวกันว่าวิจิตรงดงามราวฝีมือของเทพ์แต่ตัวคนกลับเข้มงวดนัก ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับผู้ใด"
ฮวาหว่านบีบมือ สองตาเสมองขื่อไม้บนเพดานครุ่นคิดครู่นึงก่อนกล่าว "ข้าเคยพบท่านหัวหน้าหลัวเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นมองดูแล้วค่อนข้างเคร่งครัดแต่ว่าเป็คนที่จิตใจดีงามและมีคุณธรรมมากคนหนึ่ง"
" ที่แท้ก็ไม่ใช่ญาติกันหรอกเหรอเนี่ย" หวังจื่อหรงรู้สึกผิดหวังชัดเจน แต่ว่าก็เปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็ว"ในเมื่อเป็ท่านหัวหน้าแนะนำเ้ามาที่นี่ใช่หรือไม่ว่าพอเรียนไปได้อาทิตย์หนึ่งแล้วเ้าก็จะสามารถเข้าสำนักหนิงกวงหยวนได้โดยตรงเลย"
" เื่นี้...."คิ้วละเอียดดำดั่งควันของฮวาหว่านขมวดขึ้น ท่านหัวหน้าหลัวเคยกล่าวว่าจะให้นางไปอยู่ที่สำนักหนิงกวงหยวนแต่ต้องเมื่อนางเรียนสำเร็จแล้ว เมื่อครุ่นคิดเื่ราวหลังจากที่สอบผ่านแล้วฮวาหว่านได้แต่ส่ายหัว" ข้าเองก็ไม่ยังไม่รู้เลยว่าตนเองมีคุณสมบัติไปหนิงกวงหยวนหรือไม่"
"อ๋ายส์ เ้าไม่สามารถแน่ใจเหรอข้าเองคาดหวังว่าจะสามารถเข้าสำนักหนิงกวงหยวนได้ แต่ว่าสำนักหนิงกวงหยวนจะเลือกคนจากโรงเรียนช่างศิลป์แค่สิบคนเท่านั้นและก็ไม่รู้ว่าปีหน้าข้าจะมีความหวังหรือเปล่า"
ฮว่าหว่านเองก็ไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไรดี ได้แต่กล่าวอย่างเฝื่อนๆว่า" พี่จื่อหรงต้องทำได้แน่นอน" พร้อมยิ้มเหยเกให้
ประกายตาของหวังจื่อหรูมองจ้องหน้าของฮวาหว่าน ใคร่ครวญไปมาอยู่หลายรอบนางรู้ว่าในคำพูดอ้อมค้อมนั้นฮวาหว่านไม่อยากที่จะพูดออกมาในใจจึงเริ่มหวาดระแวงและไม่พอใจอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้
หลินกับซีที่อยู่ซ้ายขวามองคนทั้งสอง หัวเราะกล่าว"สำนักหนิงกวงหยวนมีอะไรดี ข้ากับพี่หรูอิงล้วนอยากไปสำนักอักษรนะ"
สำนักอักษรก็เป็หนึ่งในสำนักภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าการเส้าโดยหลักคือประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้ถ้วยโถโอชามที่ทำจากทองคำและเงินให้กับราชสำนักและเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายเหล่าช่างฝีมือของราชวงศ์ซ่งใหม่ส่วนใหญ่ต่างกระตือรือร้นที่จะไปสำนักอักษร
หลินซีเห็นฮวาหว่านกับหวังจื่อหรงไม่กล่าวคำพูดอีก ก็หัวเราะกล่าว"ใช่แล้ว ฮวาหว่านดูอายุยังน้อย ไม่ทราบว่าปีนี้เ้าอายุเท่าใดแล้ว"
"ผ่านเดือนเก้าไปข้าก็อายุสิบสามแล้วล่ะ" ฮวาหว่านเห็นว่าหลินซีไม่ได้ถามไม่ได้ถามคำถามที่ยากแก่การตอบอีกเปรียบเทียบแล้วน่าเข้าใกล้มากกว่าหวังจื่อหรงเสียอีก
"มิน่าเล่า ดูอายุน้อยกว่าพวกเราหนึ่งปี"
" พอแล้ว เอะอะจิ๊กๆจั๊กๆจนทำให้คนปวดหัว ยามเที่ยงแล้วไปกินข้าวที่โรงอาหารกันเถอะ" เซียะหรูอิงมองไปยังฮวาหว่าน"ผู้ดูแลโรงเรียนผู้นั้นส่งกล่องอาหารกับแก้วน้ำให้เ้า?"
ฮวาหว่านพยักหน้ารัว หยิบตะกร้าใบใหญ่ลงมาจากบนชั้น
" อืม ไปกันเถอะ"
อย่างไรเซียะหรูอิงก็เป็ผู้หญิง แต่เหมือนมีพลังบางอย่างที่แฝงออกมาเพียงแค่ไม่กี่ประโยค ฮวาหว่านก็เหมือนถูกสยบ เดินตามหลังเซียะหรูอิงอย่างว่าง่ายยินยอมเป็ลูกน้องคอยตามหัวหน้า
โรงเรียนช่างศิลป์เป็โรงเรียนที่ถูกจัดสรรดูแลโดยตรงจากราชสำนัก จึงไม่ขาดเื่ค่าใช้จ่าย
อาหารการกินในโรงอาหารจึงอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง หมานโถวเอย ซาลาเปายัดไส้เอย ปลาแม่น้ำต่างๆ หมี่น้ำบะหมี่เย็นทุกชนิดอะไรที่ควรจะมีก็มีอย่างครบถ้วนแค่เพียงฮวาหว่านรู้จักเรียกชื่อถูกก็ล้วนแต่มีหมด
ฮวาหว่านดวงตาแหลมคม แค่มองเห็นคำว่า 'อาหารพิเศษ'สองคำบนป้ายไม้แค่แว๊บเดียวก็กุมชามไม้ มองไปทางเซียะหรูอิงสามคนก่อนกล่าวอย่างตื่นเต้น"ตรงนั้นมีซาลาเปาไส้เนื้อปู พวกเรารีบไปหยิบกันเถอะ"
หวังจื่อหรงเหยียดริมฝีปาก ในดวงตาส่องประกายความเหยียดหยามวูบหนึ่งเซียะหรูอิงยังมีใบหน้าเ็า หลินซีกลับรู้สึกเหมือนฮวาหว่านยิ้มอย่างชอบใจ "ข้าก็ชอบกินซาลาเปาเนื้อปู ไป เราสองคนไปด้วยกัน"
หวังจื่อหรงมองเงาร่างด้านหลังคนทั้งคู่ พูดที่ข้างหูเซียะหรูอิงว่า"ซาลาเปาเนื้อปูแค่ก้อนเดียวก็ทำให้นางตะกละได้ขนาดนั้นคิดดูแล้วคงไม่ใช่คนที่มาจากตระกูลใหญ่อะไร พูดอะไรว่าหัวหน้าฝ่ายของโรงศิลป์ส่งนางมาเกรงว่าตั้งใจจะหลอกต้มพวกเราแล้วล่ะสิ"
" เ้าถามนางตามตรงก็ได้นี่นาลับหลังมาพูดนั่นพูดนี่" เซียะหรูอิงพูดพลางกอบกล่องอาหารไปตักหมี่น้ำและหยิบซาลาเปาสี่สีมาหนึ่งเข่ง แล้วจึงไปหาโต๊ะนั่งของตนเอง
ปลายพักเที่ยงโรงเรียนช่างศิลป์เกิดเสียงดังขึ้นห้าครั้งเข้าชั้นเรียนหรือแยกชั้นเรียนก็แล้วแต่เสียงสั่งบังคับ ห้าครั้งเข้า หกครั้งแยกฮวาหว่านไม่ได้เดินตามเซียะหรูอิงสามคนไปที่ห้องเรียนหากแต่ถูกผู้ดูแลโรงเรียนมารับไป
ภายหลังจากที่ผู้ดูแลโรงเรียนได้สอบฮวาหว่านว่ารู้หนังสือหรือไม่พร้อมถามว่ามีความรู้ด้านศิลปะมากน้อยแค่ไหน นางก็พยักหน้าฮวาหว่านแม้จะเข้าเรียนสายกว่าคนอื่นๆ สองเดือนแล้วก็ตามทั้งยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่ิองศิลปะดีนักแต่ดีที่รู้จักหนังสือและธรรมเนียมมารยาทก็เหมาะสม การเรียนของโรงเรียนช่างศิลป์เมื่อสองเดือนก่อน ส่วนมากวางแผนให้เรียนหนังสือและธรรมเนียมประเพณีดังนั้นถึงแม้ว่าฮวาหว่านจะไม่ได้เรียนก็สามารถตามทัน
หลังจากเดินลัดเลาะเลี้ยววนไปตามห้องหลายห้องผู้ดูแลโรงเรียนจึงตัดสินใจให้ฮวาหว่านเข้าชั้นเรียน ที่ 4
กล่าวไปแล้วก็ประจวบเหมาะเซียะหรูอิงทั้งสามคนก็อยู่ชั้นเรียนที่ 4 เช่นกัน
เมื่อเห็นฮวาหว่านบนใบหน้าของหลินซีก็ฉายแววดีใจ แอบโบกเรียกนาง ฮวาหว่านยิ้มกลับทำตามที่ท่านอาจารย์ของชั้นเรียนที่ 4 จัดการนั่งลงที่ด้านหลังเบื้องซ้ายของหลินซี
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/31460372a950b4e2a8c09017ed8e19b6
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่บันทึกมงกุฎขนนกที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #บันทึกมงกุฎขนนก #เรือนหอมหมื่นลี้#readAwrite ด้วยน้า