พลิกชะตาบุปผาข้ามภพ

    ขายเสบียงให้กองทัพ

            งานเทศกาลฉลองฤดูเพาะปลูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อขอพรให้ประชาชนเพาะปลูกได้ผลผลิตดี มีการบวงสรวงขอพรจากเทพีแห่งพืชผลที่ลานใจกลางเมือง โดยมีโหราจารย์แปดคนทำเป็นผู้ดำเนินพิธี และมีองค์ฮ่องเต้เป็นประธานในพิธี


            บนลานพิธีมีวงแหวนอักขระขนาดใหญ่ ใจกลางวงแหวน จะมีเครื่องเซ่นไหว้บูชาเทพเจ้าตั้งไว้ ประกอบไปด้วย พานดอกไม้ที่มีดอกไม้10 ชนิด สุราชั้นดี 10 ไห เมล็ดธัญพืช 10 ชนิด นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือกพลังวิญญาณ 10 ถัง ที่หลินซานหยางได้นำมาถวายแก่ฮ่องเต้ แต่พระองค์ทรงโปรดให้นำเข้าร่วมพิธีบวงสรวงด้วย ส่วนผักพลังวิญญาณพระองค์ให้ห้องเครื่องทำอาหารเลี้ยงแขกในพิธีวันนี้


            เครื่องเซ่นไหว้เหล่านี้ เมื่อการบวงสรวงเสร็จสิ้นพิธี ทางการจะจัดใส่ถุงใบเล็ก แล้วแจกจ่ายให้ประชาชนนำกลับไป ใส่รวมกับเมล็ดพันธุ์ที่จะใช้เพาะปลูก เพื่อถือเป็นการรับพรจากเทพีแห่งพืชผล


            พิธีกรรมดำเนินไปอย่างราบรื่น ปิดท้ายด้วยการรำบวงสรวงจากหญิงสาว 10 นาง โดนคัดเลือกจากหญิงสาวอายุ13-15ปี ที่มีความสามารถเพียบพร้อม ผู้ที่ได้รับเกียรติให้ขึ้นรำบวงสรวงต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ จะได้รับพระราชทานรางวัล และถูกขนานนามว่าเหล่าตัวแทนเทพธิดาทั้ง 10 ทำให้หญิงสาวเหล่านั้นมีชื่อเสียงอย่างมากในเมืองหลวง หลังจบงานฉลองฤดูเพาะปลูก ก็มักมีแม่สื่อมาทาบทามมากมาย


            หลังจากงานพิธีบวงสรวงจะมีงานเทศกาลจัดขึ้นในเมืองอีกสองวันสองคืน มีร้านรวงมาเปิดแผงขายของ มีงิ้ว มีละคร มีจัดแสดง และอื่นๆ อีกมากมาย


            เมื่องานเทศกาลสิ้นสุดลง ฮ่องเต้ได้เรียกตัวหลินซานหยางเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์


            “หลินซานหยางขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เสียงกงกงรายงานที่หน้าห้องทรงอักษร


            “ให้เข้ามา” ฮ่องเต้ทรงอนุญาตให้เข้าเฝ้า


            “ถวายบังคมฝ่าบาท ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” หลินซานหยางคุกเข่าหนึ่งข้างเพื่อทำความเคารพ


            “ไม่ต้องมากพิธี เจ้าลุกขึ้น มาๆ เรามีเรื่องมากมายจะคุยกับเจ้า” ฮ่องเต้เรียกให้หลินซานหยางลุกขึ้น


            ฮ่องเต้เสวี่ยชิงหลงและหลินซานหยางพูดคุยกันอย่างสนิทสนม หลินซานหยางเล่าว่าเขาโชคดีได้พบหมอเทวดา จึงได้รับการรักษา และหมอเทวดายังให้ขอวิเศษแก่เขา ทำให้สามารถปลูกพืชวิญญาณได้


            เขาบอกฮ่องเต้ตามที่วางแผนกันไว้ เพราะไม่อยากให้ใครรู้ความสามารถของบุตรสาว ก่อนหน้านี้เขาได้แอบปล่อยข่าวลักษณะนี้ไปบ้างแล้ว เพื่อความน่าเชื่อถือ เพราะคิดว่าฮ่องเต้คงส่งคนไปสืบมาแล้วเช่นกัน หากมีคนคิดไปขโมยของในบ้านเขาก็ต้องดูความสามารถ ว่าจะฝ่าค่ายกลเข้าไปได้หรือไม่


            “สหาย ข้าอยากทำการค้ากับเจ้า ข้าวและผักพลังวิญญาณ เจ้าสามารถส่งให้กองทัพของเราได้หรือไม่ หากทหารได้กินอาหารที่มีพลังวิญญาณ กองทัพของเราจะต้องแข็งแกร่งขึ้นแน่” ฮ่องเต้เอ่ยความต้องการ แต่หลินซานหยางยังนิ่งคิดอยู่


            ฮ่องเต้เกรงว่าเขาจะไม่ตกลง จึงพูดจาหว่านล้อมอีกครั้ง “เจ้าก็เคยเป็นรองแม่ทัพ ย่อมรู้ดีทหารของเราอ่อนแอกว่าแคว้นข้างเคียง ทำให้ถูกรุกรานเป็นประจำ หากกองทัพเราแข็งแกร่งขึ้นก็จะไม่มีใครกล้ามารุกรานเราอีก”

     

            “ฝ่าบาท ความสามารถในการผลิตของข้าไม่มากนัก ข้าสามารถส่งข้าวพลังวิญญาณให้ท่านได้ปีละ 500 เกวียนเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” หลินซานหยางตอบ เขาเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ดี แคว้นข้างเคียงมีความแข็งแกร่งมากกว่าขนาดเขายังเคยพลาดพลั้งจนพิการมาแล้ว


            แต่ที่ดินของเขาผลิตข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 500 เกวียน เขาจะต้องเก็บข้าวครึ่งหนึ่งไว้สำหรับกินกันในครอบครัว เลี้ยงดูบ่าวไพร่ ส่วนหนึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับปลูกครั้งต่อไป และต้องมีสำรองไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินอีกด้วย


            “แล้วผักล่ะ” ฮ่องเต้ยังไม่ยอมแพ้


            “ข้าสามารถส่งผักให้ท่านได้สัปดาห์ละ 1 เกวียนพ่ะย่ะค่ะ” เพราะผักใช่ระยะเวลาในการปลูกที่สั้นกว่า แต่เขาต้องปลูกสลับกันเพื่อให้สามารถมีผักส่งขายทุกวัน ไม่สามารถปลูกทีเป็นร้อยหมู่แบบข้าวได้


            อีกอย่างผักไม่สามารถเก็บไว้ได้นานเหมือนข้าว จึงต้องทยอยส่งเป็นสัปดาห์ละครั้ง การยืดอายุการเก็บรักษาผักนั้นคงต้องให้ทางกองทัพจัดการกันเอง หากกองทัพมีแหวนมิติที่สามารถคงสภาพของสดได้ ก็คงเก็บเสบียงพวกนี้ไว้ได้นานหน่อย


            “เอาตามที่เจ้าว่าก็ได้ ส่วนค่าตอบแทนข้าไม่เอาเปรียบเจ้าแน่นอน” ฮ่องเต้กล่าวอย่างพึงพอใจ


            เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ฮ่องเต้จึงเรียกขุนนางฝ่ายกลาโหมเข้ามารับทราบข้อตกลง และเขียนสัญญา


            หลินซานหยางเมื่อเสร็จธุระแล้วจึงทูลลาและออกจากห้องทรงอักษร เพื่อเดินทางกลับโรงเตี้ยมที่บุตรและภรรยารออยู่


            ขณะที่เดินมาถึงลานหน้าพระตำหนัก เขาพบสหายเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน


            “อาเหวิน เจ้ากำลังจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทหรือ” หลินซานหยางเอ่ยทัก ชายผู้มีใบหน้าเคร่งเครียด


            “ซานหยาง? เจ้าหายดีแล้ว ยินดีด้วยๆ” หลี่เหวินหันมาเห็นสหายจึงเข้าไปกอดคอด้วยความยินดี ตอนที่ทราบข่าวว่าสหายพิการ เขาไปเยี่ยมสหายหลายครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายบิดาของสหายแจ้งว่าส่งเขาไปรักษาตัวที่อื่น จากนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวอีก เขาดีใจมากที่สหาย หายดีแล้ว


            “มีเรื่องอะไรเร่งด่วนหรือ สีหน้าเจ้าดูไม่ดีเสียเลย” หลินซานหยางเอ่ยเมื่อสังเกตสีหน้าสหายดูเคร่งเครียด


            “ที่บ้านข้ามีเรื่องเล็กน้อยน่ะ เมื่อสัปดาห์ก่อน พี่ชายข้าออกไปล่าสัตว์อสูรที่ป่าร้อยอสูร พลาดท่าถูกพิษจากอสรพิษเจ็ดทิวาราตรี ตอนนี้ยังไม่สามารถรักษาได้ ข้ากำลังจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทขอให้หมอหลวงไปดูอาการพี่ชายข้าน่ะ” หลี่เหวินเล่าอย่างเคร่งเครียด


            “ข้าเสียใจด้วย ไว้ตอนเย็นข้าจะไปเยี่ยมพี่ชายเจ้าที่จวน เจ้ารีบเข้าเฝ้าฝ่าบาทเถอะ” เมื่อเห็นเป็นเรื่องเร่งด่วนหลินซานหยางจึงไม่รั้งสหายไว้อีก


    ………


            เมื่อกลับถึงโรงเตี้ยม หลินซานหยางจึงเล่าเรื่อง ที่คุยกับฮ่องเต้ให้ทุกคนฟัง ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยในการตัดสินใจของเขา


            “ท่านพ่อตัดสินใจถูกแล้วเจ้าค่ะ เราเป็นคนแคว้นชิงหลง ก็ควรสนับสนุนแคว้นของเราให้แข็งแกร่ง” จิ่นฮวาเอ่ยสนับสนุนบิดา


            “พ่อมีอีกเรื่อง เจ้ารู้จักพิษของอสรพิษเจ็ดทิวาราตรีหรือไม่” หลินซานหยางนึกขึ้นได้จึงลองถามบุตรสาว


            “ข้าเคยอ่านเจอในตำรา กล่าวว่าผู้ที่ถูกพิษของอสรพิษเจ็ดทิวาราตรี เจ็ดวันแรกในตอนกลางวันเจ็บปวดทรมานร้อนดังไฟเผา ตอนกลางคืนอาการจะทุเลาลง พอเจ็ดวันถัดมาตอนกลางวันจะไม่มีอาการ แต่ตกกลางคืนจะหนาวเข้ากระดูกทรมานเจียนตายเจ้าค่ะ หากไม่ได้รับการถอนพิษเมื่อผ่านความทรมานครบเจ็ดทิวา และเจ็ดราตรีแล้วก็จะเสียชีวิต ท่านพ่อถามทำไมหรือเจ้าคะ"


            “พี่ชายของสหายพ่อถูกอสรพิษเจ็ดทิวาราตรีกัด ตอนนี้ผ่านมาเจ็ดวันแล้ว ยังหายาถอนพิษไม่ได้” หลินซานหยางกล่าวอย่างเวทนา


            “ข้ามีสมุนไพรที่ถอนพิษได้เจ้าค่ะ แต่ข้าคิดว่าให้ข้าไปรักษาให้คงไม่เหมาะในเวลานี้ ท่านสามารถมอบสมุนไพรเหล่านี้ แล้วให้สหายท่านหาผู้ปรุงโอสถมาหลอมให้เจ้าค่ะ” แท้จริงการปรุงยาถอนพิษนั้นไม่ยากแต่สมุนไพรต่างหากที่หายาก


            เพราะสมุนไพรที่ใช้ถอนพิษได้คือ หญ้าทิวาราตรี ที่อสรพิษเจ็ดทิวาราตรี เฝ้ารักษาอยู่ การจะไปเอายาถอนพิษจึงต้องมีคนเสี่ยงชีวิตไปสู้กับอสรพิษตนนั้นเพื่อชิงหญ้าทิวาราตรีมา


            แต่สำหรับจิ่นฮวา ไม่ต้องใช้ความพยายามมากขนาดนั้น แค่เดินไปขอดีๆ พวกมันก็ยกให้ โชคดีที่ก่อนออกมาจิ่นฮวาได้เก็บสมุนไพรหลายชนิดไว้ในแหวนมิติ ตอนนี้จึงสามารถเอาออกมาช่วยคนได้


            “ขอบใจเจ้ามากฮวาเอ๋อร์ เย็นนี้พ่อจะนำสมุนไพรไปให้เขา จะได้รีบถอนพิษ สหายผู้นี้เมื่อก่อนเคยมีน้ำใจกับพ่อเสมอ ตอนนี้ได้ช่วยเหลือเขา นับเป็นเรื่องถูกต้อง” หลินซานหยางขอบใจลูกสาวที่มอบสมุนไพรล้ำค่าให้


            เย็นวันนั้นหลินซานหยางจึงนำสมุนไพรวิญญาณสิบปี ‘หญ้าทิวาราตรี’ ไปมอบให้แก่หลี่เหวินผู้เป็นสหาย หลี่เหวินและครอบครัวรู้สึกขอบคุณเขาอย่างมาก เพราะผู้ที่ถูกพิษคือคุณชายใหญ่ของตระกูล และเป็นพี่ชายที่หลี่เหวินรักที่สุด


            จิ่นฮวาก็มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือคนที่เจ็บป่วย

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาบุปผาข้ามภพ ที่คุณอ่าน