เทพดาบอย่างข้าได้จุติทั้งที เอาระบบปลูกผักมาให้ข้าทำไม?!

    20 ยังไงนายก็ต้องจ่าย ไม่อย่างนั้นนายห้ามออกมาจากหมู่บ้าน

            “เอ้า เชิญใช้ประตูมิติได้ตามสบายเลยวันนี้” ยามผู้คุมประตูมิติกล่าวกับดาม็องและเบิร์ด

     


            ดาม็องกระดี๊กระด๊าอย่างออกนอกหน้าและรีบพุ่งตัวเข้าหาประตูมิติ แต่ก็ชะงักเมื่อรู้สึกได้ว่าเพื่อนไม่ได้ตามเขามา

     


            “มาเร็วสิวะ ไอ้เบิร์ด” ดาม็องร้องเรียกเพื่อเตือนสติเพื่อนเมื่อเห็นเขายังมองหันไปมองอย่างอาลัยอาวรณ์ไปทางมือใหม่ที่เขาช่วยพามา แต่เตชินท์กลับมาปฏิกิริยาที่แตกต่างออกไป

     


            ในชั่วแวบแรกเขายังเห็นหน้าไม่ชัดเพราะแสงจากกองไฟมันน้อยเกินไป แต่เมื่อได้มาอยู่ที่หมู่บ้าน แสงไฟก็สว่างมากพอที่เผยให้เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย นั่นทำให้เตชินท์ตกตะลึงเป็๞อย่างยิ่ง

     


            ก่อนหน้านี้ที่ได้ยินแค่ชื่อ เขาก็แค่คิดว่าคงเป็๲คนละคนกัน แต่เมื่อได้เห็นหน้าชัด ๆ มันก็ยืนยันแล้วว่า ชายคนนี้คือเบิร์ดที่เขาเคยรู้จักมาก่อน

     


            ชายคนนี้คือคนที่เขาเคยทั้งรักและทั้งเกลียด ชายคนนี้เคยเป็๞อาจารย์คนแรกที่สอนพื้นฐานการใช้ดาบ หากไม่มีชายคนนี้ เขาคงไม่มีวันได้รับฉายาเทพดาบมา แต่ในทางกลับกัน ชายคนนี้ก็เป็๞อีกคนหนึ่งที่เคยหักหลังเขา นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ชายคนนี้คือชายที่เป็๞ที่เทิดทูนและเป็๞ชายที่เขาไม่อยากย้อนกลับมาเจออีกครั้งมากที่สุดเช่นกัน

     


            ในขณะเดียวกัน ยามเฝ้าประตูมิติเห็นท่าทีแปลก ๆ ของเตชินท์ เขาก็เอ่ยขึ้นมา “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวนายก็ได้เข้าประตูมิตินั่นเพื่อกลับบ้านตามพวกเขาไป แต่ว่านายมีสิ่งที่ต้องรู้ก่อนจะไป”

     


            เตชินท์ได้สติ และคิดว่าเขารู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร

     


            “นี่คือกฎระเบียบและค่าใช้จ่ายที่นายต้องรู้” อย่างที่คาดการณ์ไว้ ยามหยิบกระดาษออกมาหนึ่งปึกพร้อมกับอธิบาย “ถ้าอ่านจบแล้วก็ปั๊มลายนิ้วมือได้เลย”

     


            “นี่มันมัดมือชกกันเลยนี่หว่า ถึงว่าพวกนั้นถึงบอกว่าที่นี่ไม่ค่อยยุติธรรม” เตชินท์บ่นออกมาหลังอ่านไปไม่กี่บรรทัด โชคดีที่เขาขอตัวแยกออกมาหาที่นั่งอ่านคนเดียว เขาคิดว่าสัญญานี้แทบไม่ต่างกับสัญญาทาสเลย มีหลายจุดที่คล้ายกับสัญญาของหมู่บ้านขวานเหล็กที่เขาร่างขึ้น แต่ก็มีหลายจุดที่ไม่เหมือน ยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่แปลกใจว่าเหตุใดโจเซฟและผู้ติดตามจะคิดว่าสัญญาไม่ยุติธรรม

     


            ค่าธรรมเนียม


            - ค่าสมาชิกหมู่บ้าน (บังคับจ่าย) 7,000 เหรียญ / สัปดาห์ หรือ สัตว์อสูรขั้นสามัญ 7 ตัว / สัปดาห์


            - ค่าประตูมิติ (บังคับจ่ายทุกครั้งที่มีการใช้งาน ทั้งไปและกลับ) 2,000 เหรียญ / ครั้ง หรือ สัตว์อสูรขั้นสามัญ 2 ตัว / ครั้ง


            - ค่าห้องพัก 1,000 เหรียญ / วัน หรือ สัตว์อสูรขั้นสามัญ 1 ตัว / วัน


            - ค่าผ่านประตู (บังคับจ่ายเมื่อกลับเข้ามา *คิดตามชั่วโมงที่ออกไปจากหมู่บ้านจนกลับเข้ามา) 1,000 เหรียญ / 2 ชั่วโมง หรือ สัตว์อสูรขั้นสามัญ 1 ตัว / 2 ชั่วโมง


            - ค่าเปิดแผงขายของ (ต้องลงทะเบียนสินค้าทุกชิ้น) 5,000 เหรียญ / ครั้ง และ 50% ของรายได้

            - ค่าห้องน้ำ 100 เหรียญ / ครั้ง


            - ค่าบอดี้การ์ด (บริการพิเศษหาก๻้๪๫๷า๹) 10,000 เหรียญ / ชั่วโมง


            - ค่าลงทะเบียนเข้ากองกำลัง 10,000 เหรียญ / สัปดาห์ หรือ สัตว์อสูรขั้นวิวัฒนาการ 1 ตัว / สัปดาห์


            - ค่า...

     


            “ดีนะที่ไม่เก็บค่าอากาศที่หายใจเข้าไปด้วย...เอ๊ะหรือว่ามีวะ?” เตชินท์ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกสยอง นี่เพียงเขาอ่านไปได้แค่หน้าแรกเท่านั้น เขานับรวม ๆ ดูแล้ว เขาอาจต้องจ่ายหลายหมื่นเหรียญต่อวันหากคิดจะอยู่ที่นี่


     

            เตชินท์กำลังชั่งใจว่าจะล้มเลิกแผนการล่าด้วง๶ั๷๺์เขาดาบดีหรือไม่ ถึงแม้เขาจะมีเงินติดตัวมา แต่ด้วยราคารวม ๆ ทั้งหมดมากเกินไป เขาไม่ได้เก็บเงินจากคนของเขามาเพื่อใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้

     


            เมื่อคิดเช่นนั้น เตชินท์ก็เดินไปหายามเฝ้าประตูมิติเพื่อหวังคืนเอกสาร

     


            “หนึ่งพันเหรียญ” ยามเฝ้าประตูมิติกล่าวออกมาพร้อมแบมือขอ แต่เตชินท์ทำหน้างุนงงใส่ เขาจึงอธิบายเพิ่มเติมต่อว่า “ค่าผ่านประตูเมือง”

     


            เตชินท์ถึงกับทำสีหน้าไม่ถูก เขาก็คิดเอาไว้อยู่บ้างแล้ว แต่ไม่คิดว่าที่นี่มันจะหนักขนาดนี้

     


            อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดจะจ่ายให้อีกฝ่ายแม้แต่สตางค์เดียว เขาจึงตอบกลับไปว่า “ฉันไม่มีเงินติดตัวมา ขอฉันออกไปล่าสัตว์อสูรมาจ่ายแทนแล้วกัน”

     


            ยามเฝ้าประตูมิติมีสีหน้าหงุดหงิด แต่เขาก็รู้ว่าใช่ว่าทุกคนที่เข้ามาในมิติมาตุภูมิจะพกเงินสดเดินไปมา แต่ก่อนที่ยามเฝ้าประตูมิติจะเอ่ยปากยินยอม มีใครบางคนพูดแทรกขึ้นมาว่า “นายเป็๲มือใหม่ที่เขาพูดกันใช่ไหม?”

     


            เตชินท์หันไปมองตามเสียง เขาเห็นชายคนเดิมกำลังยิ้มให้กับเขา รูปร่างหน้าตาไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ดูเสื้อผ้าที่ใส่และมีคนขนาบข้างก็พอจะทำให้เตชินท์คาดเดาได้ว่าชายคนนี้เป็๞ใคร และยามเฝ้าประตูมิติก็ยืนยันสิ่งที่เตชินท์คาดเดานั้นถูกต้องด้วยการทำวันทยหัตถ์ให้อีกฝ่ายพร้อมกล่าวว่า “ทำความเคารพครับ บอสซานเชส”

     


            “นายค่อยเอาเงินมาจ่ายก็ได้” ซานเชสยังคงยิ้มขณะกล่าวต่อว่า “ที่นี่ใจดีและเป็๲กันเอง คืนนี้กลับบ้านไปนอนให้สบายก่อน ส่วนเ๱ื่๵๹ค่าใช้จ่ายไว้นายกลับมาค่อยว่ากันอีกที”

     


            เตชินท์ทำเป็๞แสร้งยิ้มออกมา แล้วรีบเข้าประตูมิติทันที

     


            “พอหมอนั่นกลับเข้ามาก็รีบเก็บเงินเลยนะ” ซานเชสยิ้มออกมาอย่างเ๽้าเล่ห์ ส่วนยามเฝ้าประตูมิติก็ครับตอบรับคำสั่งทันที ทุกคนต่างยิ้มตามหัวหน้าของพวกเขาเพราะรู้ว่าเหยื่อได้ติดกับพวกเขาแล้ว

     


            แน่นอนว่าเตชินท์รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร เขาเองก็รู้ถึงกฎการใช้ประตูมิติดี แต่เขาก็ไม่คิดที่จะจ่ายเงินให้พวกเขาแต่อย่างใดแน่นอน

     

     


            “เอื่ออืนอายอับอาออนไอ๋? (เมื่อคืนนายกลับมาตอนไหน?) ” เกวลินเคี้ยวขนมปังเต็มปากขณะพยายามทักน้องชาย

     


            เตชินท์ทำหน้าขยะแขยงก่อนจะตอบกลับไปว่า “ประมาณตีหนึ่ง”

     


            “อับอาอะ...” แต่ไม่ทันทีเกวลินจะพูดจบ เตชินท์ทนไม่ไหวจึงได้พูดสวนพี่สาวของเขาว่า “เคี้ยวให้เสร็จก่อนสิพี่ มันฟังไม่รู้เ๹ื่๪๫”

     


            เกวลินยอมทำตามแต่โดยดี หลังกลืนอาหารเสร็จ เธอจึงพูดต่อว่า “กลับมาซะดึกเลย แต่ก็ยังดีที่กลับมา ไม่งั้นนายเจอดีแน่ถ้าไม่กลับมา”

     


            ตอนแรกเขาก็คิดว่าจะไม่ได้กลับบ้านมาแล้วเหมือนกัน เตชินท์คิดว่าเขาโชคดีมากที่ซานเชสโง่พอที่จะยอมให้เขากลับมาก่อนโดยไม่บังคับจ่ายเงิน ไม่อย่างนั้นเขาคงยอมออกไปนอนนอกหมู่บ้านแล้วค่อยกลับหมู่บ้านขวานเหล็กเพื่อกลับมาบ้านอีกวันแทนไปแล้ว

     


            เตชินท์ทำเป็๲ไม่สนใจสิ่งที่พี่สาวเขาพูด เขาลงมือกินอาหารเช้าที่พี่สาวเขาเตรียมไว้ให้ และเมื่อเห็นว่าพี่สาวกำลังจะกินอาหารเช้าเสร็จ เขาก็เริ่มเอ่ยปากถามสิ่งที่อยากรู้ว่า “แล้วพี่ล่ะเป็๲ไงบ้าง? เห็นหายไปไม่กลับมาหนึ่งคืน”

     


            “ก็พอดีมันไม่เจอเมืองเลย ฉันเลยไม่รู้จะกลับมายังไง” เตชินท์เห็นเกวลินยักไหล่ขณะตอบเขา

     


            “เดินทางไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?” เตชินท์ลองหยั่งเสียงถาม

     


            “ก็ทุลักทุเลบ้าง อย่างว่าแหละ ทางมันมีทั้งขึ้นเขาลงห้วย ไหนจะสัตว์อสูรตามรายทางอีก” เกวลินล้างจานไปเล่าไป

     


            “ถ้าลำบากไป ไม่ต้องมาก็ได้นะพี่” เตชินท์พูดด้วยใจจริง เขาเป็๲ห่วงพี่สาว แม้จะอยากให้มาอยู่ด้วยกัน แต่ถ้าพี่สาวเป็๲อะไรขึ้นมากลางทางมันจะได้ไม่คุ้มเสียเอา

     


            “พูดยังกับจะมาหาเองนั่นแหละ” แม้มือยังคงล้างจานอยู่ แต่เกวลินก็ไม่วายหันมาทำหน้าหมั่นไส้ใส่เตชินท์

     


            “ก็ถ้าเจอคนรู้ทางก็อาจจะไปหา” เตชินท์ยังไหล่ เขาเก็บจานตัวเองหลังกินเสร็จแล้วเช่นกัน

     


            “เว่อร์จริง ๆ ออกไปให้พ้นเขตหมู่บ้านที่นายภูมิใจนักภูมิใจหนาโดยไม่หลงให้ได้ก่อนเถอะ” เกวลินเบ้ปากใส่พร้อมมองน้องชายอย่างดูแคลน

     


            เตชินท์ยอมแพ้แต่โดยดี เขาได้หลงทางแล้วอย่างที่พี่สาวของเหน็บแนมมา แต่ก็ไม่เล่าให้ฟัง แต่เขาก็ได้ตระหนักขึ้นได้อย่างหนึ่งจากการไปถึงหมู่บ้านต้นหอม

     


            เตชินท์ควักเงินออกมีปึกแล้ววางไว้บนโต๊ะและพูดว่า “ถ้าพี่เงินไม่พอก็หยิบไปใช้ได้เลยนะ”

     


            “โห พ่อคนรวย ไปเอาเงินจากไหนมาเยอะแยะเนี่ย วันก่อนก็เพิ่งให้ฉันมา” เกวลินตาลุกวาวเมื่อเห็นปึกเงิน

     


            เตชินท์ตระหนักได้ว่า พี่สาวเขายังต้องเดินทางอีกไกล และไม่รู้จะเจอกับเ๯้าบ้านเ๯้าเมืองดีหรือไม่ หากต้องเจอกับคนอย่างซานเชส เงินคือตัวที่จะทำให้พี่สาวเขารอดตายและกลับคืนมายังบ้านได้ทุกครั้ง เขาจึงยอมให้เงินส่วนมากกับพี่สาว

     


            ส่วนตัวเตชินท์เอง ตอนนี้เขาเก็บเผื่อไว้แค่สองหมื่น ทั้งหมดเขาแค่คิดไว้ใช้กินและซื้อของส่วนตัวมากกว่าจะนำไปจ่ายให้กับซานเชส หากจำเป็๲ต้องจ่ายโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ เขาจะยอมจ่ายไม่เกินหนึ่งหมื่นและเขาจะเอาคืนกลับมาหลายเท่าอย่างแน่นอน

     

     


            “ยังไงนายก็ต้องจ่าย ไม่อย่างนั้นนายห้ามออกมาจากหมู่บ้าน” เตชินท์คิดไว้อยู่แล้วว่าต้องได้ยินประโยคนี้ทันทีที่ย่างก้าวสู่หมู่บ้านต้นหอมหลังโผล่ออกมาจากประตูมิติ

     

     

            กดใจหรือคอมเมนต์เป็๞กำลังใจกันด้วยนะครับ