บทที่ 26 แน่นอนว่าต้องอยู่กับคุณพ่อสิ!
เมื่อฉินฮ่าวเฉินเริ่มตระหนักได้ว่ายัยหนูของเขามีประสาทััที่พิเศษ ไม่ว่าจะเป็การเข้าใจภาษาสัตว์ของห่านขาว หรือการได้ยินเสียงฝีเท้าที่เบาบางจากนอกห้องทำงาน เขาจึงเปิดประตูออกมาด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความทึ่งและความสงสัย และเขาก็พบว่าอันอันไม่ได้หูฝาดไปจริง ๆ เพราะคนที่ยืนกระวนกระวายอยู่ข้างนอกนั่นคือ เฮ่อเหยียน ผู้ช่วยพิเศษมือหนึ่งของเขานั่นเอง
เฮ่อเหยียนสะดุ้งสุดตัวจนไหล่แทบชิดหู เขาเร่งดึงสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมาสวมิญญามืออาชีพทันควัน
“ท่านประธานครับ ขออภัยที่รบกวนครับ พอดีมีเอกสารสำคัญชุดนี้ที่ต้องรบกวนให้ท่านลงนามก่อนครับ เป็เื่ที่ค่อนข้างเร่งด่วนครับ”
ฉินฮ่าวเฉินพยักหน้าเรียบ ๆ เพียงครั้งเดียวเป็เชิงอนุญาตให้นำเข้ามาได้ โดยไม่ลืมที่จะปรายหางตามองเสื้อเชิ้ตตัวใหม่ที่ไร้รอยยับของลูกน้องตามที่อันอันบอก
เฮ่อเหยียนรีบหอบกองเอกสารเข้าไปจัดวางบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คสีเข้มของเ้านายอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยประหนึ่งไม้บรรทัดวัด เมื่อเสร็จงานเขาก็หมุนตัวกลับเตรียมจะขอตัวออกไป แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นอันอันที่นั่งเรียบร้อยอยู่บนโซฟากำมะหยี่ เธอกำลังกะพริบตากลมโตคู่สวยจ้องมองเขาอยู่ด้วยความสนใจพอดี
ชายหนุ่มในชุดสูทเนี๊ยบเกือบจะหลุดมาดเคร่งขรึมและเคลิ้มไปกับความน่ารักน่าเอ็นดูที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กน้อย เสียงของเฮ่อเหยียนเปลี่ยนโทนเป็อ่อนโยนลงหลายระดับโดยอัตโนมัติ
“คุณหนูอันอัน... ”
“คุณอาเฮ่อเหยียน~”
อันอันเม้มปากน้อย ๆ อย่างชั่งใจ ก่อนจะเอ่ยชมด้วยเสียงใสหวานหยด
“เสื้อตัวใหม่ของคุณอาสวยจังเลยค่ะ ดูดีมาก ๆ เลย~”
ปฏิกิริยาแรกของเฮ่อเหยียนคือก้มลงมองเสื้อเชิ้ตตัวเองด้วยความประหลาดใจกึ่งมึนงง ก่อนจะเงยหน้ามองเด็กน้อยที่สูงยังไม่ถึงเอวเขาด้วยความอัศจรรย์ใจ
“คุณหนูอันอันรู้ได้ยังไงครับว่าผมไปเปลี่ยนเสื้อผ้ามา?”
เสื้อของเขาส่วนใหญ่เป็เชิ้ตสีขาวสั่งตัดแบบเดียวกันเป๊ะทั้งหมด ยิ่งใส่คู่กับสูทสีดำคลาสสิกด้วยแล้ว บางครั้งขนาดตัวเขาเองถ้าไม่สังเกตดี ๆ ยังจำไม่ได้เลยว่าตัวไหนใส่แล้วหรือตัวไหนเพิ่งหยิบมาจากไม้แขวน
“เมื่อเช้าที่คุณอาพาอันอันขึ้นมา คุณอาใส่ตัวที่มียับ ๆ นิดนึงค่ะ~”
อันอันตอบเสียงใสแจ๋วพลางชูมือน้อย ๆ ขึ้นมาทำท่าจีบนิ้วโป้งกับนิ้วชี้เข้าหากันเพื่อบอกว่ามันยับแค่ ‘นิดเดียว’ จริง ๆ ตามสายตาเธอ
จากนั้นยัยหนูก็ใช้นิ้วป้อม ๆ ชี้ไปที่หน้าอกเสื้อตัวปัจจุบันของคุณอาคนสนิท
“แต่ตัวนี้เรียบกริบเลยค่ะ ไม่มีรอยพับรอยยับเลย!”
เฮ่อเหยียนอึ้งไปครู่ใหญ่จนพูดไม่ออก ก่อนจะเอ่ยชมออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
“คุณหนูอันอันช่างสังเกตมากเลยนะครับเนี่ย ขนาดรายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนมองข้ามหนูยังเห็นหมดเลย เก่งที่สุดเลยครับ!”
เมื่อได้รับคำชมจากคุณอาคนสนิท อันอันก็ยิ้มแก้มปริจนดวงตาโค้งเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวที่แสนอบอุ่น เธอใช้ฝ่ามือนุ่ม ๆ ตบท้องน้อย ๆ ของตัวเองเบา ๆ อย่างภาคภูมิใจ
“ฮิ ๆ อันอันเก่งนิดนึงค่า~”
ฉินฮ่าวเฉินที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะมองท่าทางร่าเริงของเ้าก้อนแป้งอยู่เงียบ ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตามไปด้วยอย่างลืมตัว เฮ่อเหยียนไม่อยากจะรบกวนเวลาอันมีค่าของเ้านายอีก เขาเอ่ยลาคุณหนูอันอันอย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนจะเดินถอยหลังออกจากห้องไปอย่างนอบน้อม
ฉินฮ่าวเฉินเดินตรงมาหาลูกสาวหมายจะอุ้มเธอขึ้นมาหอมให้ชื่นใจ แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูดอะไร เสียงเล็ก ๆ ก็ขัดขึ้นมาก่อนอย่างรู้ความ
“คุณพ่อไปทำงานเถอะค่ะ คุณอาบอกว่างานมัน ‘เร่งด่วน’ มากเลยนะ”
อันอันทำสีหน้าเคร่งขรึมพยายามเลียนแบบผู้ใหญ่ที่กำลังสั่งงาน พูดจาจริงจังจนดูน่านับถือแกมน่าเอ็นดูที่สุด
ฉินฮ่าวเฉินชะงักฝีเท้าทันควัน ภายใต้สายตาดุ ๆ ที่แฝงไปด้วยความปรารถนาดีของลูกสาว เขาถึงกับไปไม่เป็ ไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปหาเธอต่อ ได้แต่หัวเราะอย่างจนใจในอำนาจมืดของท่านประธานน้อย
“ก็ได้ครับ... พ่อจะไปทำงานเดี๋ยวนี้แหละ อันอันเล่นอยู่แถวนี้ก่อนนะคนเก่ง มีอะไรอยากได้หรืออยากเรียกพ่อ ให้เรียกได้ทันทีเลยนะครับ”
ยัยหนูพยักหน้าหงึก ๆ อย่างเคร่งครัด
“อื้ม! อันอันเล่นเองได้สบายมากค่ะ~ คุณพ่อตั้งใจทำงานน้า~”
แม้จะถูกเด็กน้อยที่มีอายุไม่ถึงสี่ขวบ ‘ไล่’ ให้ไปทำงานอย่างหน้าตาเฉย แต่ฉินฮ่าวเฉินกลับไม่รู้สึกขุ่นเคืองหรือเสียหน้าแม้แต่นิดเดียว ในทางตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกหวานละมุนไปทั้งหัวใจประหนึ่งได้ดื่มช็อกโกแลตร้อนในวันหิมะตก เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานหรูหรา เอียงคอมองเ้าก้อนแป้งที่นั่งแกว่งขาสั้น ๆ ไปมาอยู่บนโซฟาไม่ไกลนัก เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้งอแงหรือดูเบื่อหน่าย เขาจึงเริ่มสะสางงานตรงหน้าอย่างรวดเร็วปานพายุเพื่อจะได้กลับไปเล่นกับเธอ
อันอันกะพริบตาโตมองไปรอบห้องทำงานที่กว้างขวางอย่างสนใจ เธอขยับตัวกุ๊กกิ๊กไปมาเหมือนลูกนกก่อนจะหันมาถามเสียงเบาเกรงใจ
“คุณพ่อขา... อันอันขอเดินไปเดินมาสำรวจห้องได้ไหมคะ?”
“ได้สิครับ ตามสบายเลย อันอันอยากไปมุมไหนในห้องนี้ก็ได้ทั้งนั้น ทุกอย่างเป็ของอันอันหมดเลย”
ฉินฮ่าวเฉินหยุดมือจากเอกสารทันทีเพื่อหันมาสบตาตอบเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยนที่สุด
“ดีเลยค่า~ อันอันจะเดินเล่นแค่ในนี้แหละ จะไม่แอบเปิดประตูไปข้างนอกหรอกค่ะ อันอันสัญญา!”
พูดจบยัยหนูก็เริ่มปฏิบัติการ ‘ไถลตัว’ เธอใช้ทั้งมือทั้งเท้าค่อย ๆ พยุงพุงกะทินุ่ม ๆ ลงจากโซฟาสู่พื้นพรมอย่างปลอดภัยและมั่นคง พอเท้าเล็ก ๆ แตะพื้นได้สำเร็จ เธอก็ตบท้องตัวเองแปะ ๆ เป็การให้รางวัล
“อันอันเก่ง! ลงเองได้แล้ว!”
ฉินฮ่าวเฉินลอบมองความเคลื่อนไหวของยัยหนูตัวน้อยอยู่ตลอดเวลาผ่านหางตา เมื่อเห็นท่าทางชมตัวเองอย่างซื่อ ๆ ของลูกสาว เขาก็หลุดยิ้มออกมาอย่างไร้เสียง หัวใจของมาเฟียธุรกิจเริ่มละลายกลายเป็ไอ
อันอันเริ่มออกเดินเตาะแตะด้วยขาสั้น ๆ ป้อม ๆ ชายกระโปรงลูกไม้สีหวานสะบัดพริ้วไปมาตามจังหวะเดินที่ดูมุ่งมั่น เธอมุ่งหน้าไปที่หน้าต่างกระจกบานั์ที่สูงตระหง่าน มือน้อยสองข้างแปะลงบนกระจกใสแจ๋วที่เช็ดจนวาววับ ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มแทบจะแนบชิดกับเนื้อกระจก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจกับทิวทัศน์เบื้องล่างที่เธอไม่เคยจินตนาการถึง
ภาพของตึกสูงระฟ้าที่เรียงราย กระแสรถยนต์ที่วิ่งขวักไขว่ประหนึ่งมดงาน และผู้คนที่ดูตัวเล็กจิ๋วเท่าหัวไม้ขีดบนท้องถนน เป็ภาพที่ยัยหนูไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดชีวิตที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าน่าหดหู่ เธอยืนนิ่งมองอยู่นานด้วยความอัศจรรย์ใจ พลางหันกลับมาส่งยิ้มให้คุณพ่อเป็ระยะ เหมือนกำลังทำหน้าที่เป็ ‘บอร์ดบริหารส่วนตัว’ คอยเช็คว่าคุณพ่อขยันทำงานตามที่รับปากไว้หรือเปล่า
หลังจากฉินฮ่าวเฉินจัดการสะสางเอกสารชุดเร่งด่วนเสร็จสิ้น เขาก็โทรเรียกเฮ่อเหยียนมารับงานไปดำเนินการต่อ จากนั้นเขาก็จงใจลดความเร็วในการทำงานส่วนที่เหลือลง เพื่อจะได้ใช้เวลาเฝ้าดูเ้าก้อนแป้งที่กำลังสนุกกับโลกกว้างหลังกระจก จากมุมโต๊ะทำงานนี้ เขาเห็นเพียงท้ายทอยกลม ๆ และผมม้าที่สั่นไหวของอันอัน ซึ่งมันดูน่ารักน่าหยิกจนเขาแทบอยากจะวางงานทิ้งทั้งหมด บรรยากาศภายในห้องที่ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองนั้น ช่างดูอบอุ่น มั่นคง และกลมเกลียวอย่างประหลาดจนฉินฮ่าวเฉินอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ที่ตรงนี้
เฮ่อเหยียนก้าวเข้ามาในห้องอีกสองครั้ง ครั้งแรกเพื่อรับเอกสารไปส่ง และอีกครั้งเพื่อนำขนมเค้กคำโตและผลไม้สดมาให้ท่านประธานน้อยรองท้อง อันอันนั่งทานของว่างจนอิ่มหนำสำราญ แก้มยุ้ย ๆ ขยับตุ้ย ๆ อย่างมีความสุข ทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่มีหมู่เมฆเปลี่ยนรูปทรงไปมาตามลมพัดทำให้เธอเดินดูได้ไม่มีวันเบื่อ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงสิบเอ็ดโมงครึ่ง ฉินฮ่าวเฉินจรดปากกาเซ็นชื่อลงในแฟ้มสุดท้ายก่อนจะปิดมันลงดังปังอย่างสะใจ เขาแทบจะรอวินาทีนี้นานกว่ารอปิดดีลพันล้านเสียอีก เขารีบลุกขึ้นเดินตรงไปหาเ้าก้อนแป้งนุ่มนิ่มที่ยังคงเกาะกระจกอยู่ แล้วรายงานด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนนักเรียนรายงานครูประจำชั้น
“อันอันครับ พ่อเคลียร์งานเสร็จหมดแล้วครับ ไม่มีงานค้างแล้ว”
อันอันหันขวับกลับมาทันทีพร้อมส่งยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบุ๋ม
“คุณพ่อเก่งที่สุดเลยค่ะ~ ทำงานเสร็จไวมาก ๆ เลย!”
ฉินฮ่าวเฉินยิ้มกว้างอย่างมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี เขาย่อตัวลงโอบกอดร่างเล็กที่สั่นเทาเล็กน้อยจากความตื่นเต้นไว้ในอ้อมแขน
“อันอันยังอยากดูวิวต่อไหมครับ? หรืออยากไปที่อื่น?”
ยัยหนูมองออกไปนอกหน้าต่างสลับกับมองหน้าคมเข้มของคุณพ่อเหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อตัดสินใจ แล้วดวงตากลมก็โค้งปิดเป็รูปพระจันทร์เสี้ยวพลางส่ายหน้าดิก
“ไม่ดูแล้วค่ะ!”
เพราะในใจเด็กน้อยคิดว่า... ถ้าคุณพ่อทำงานเสร็จแล้ว หน้าที่ดูวิวของเธอก็จบลง ถึงเวลาที่เธอจะได้อยู่กับคุณพ่อเต็มตัวแล้วน่ะสิ!
ฉินฮ่าวเฉินอุ้มยัยหนูตัวน้อยขึ้นมาแนบอกอย่างรักใคร่
“งั้นเราไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานกันดีกว่านะ พุงน้อย ๆ ของอันอันเริ่มร้องหรือยังครับ?”
“ค่า~ อันอันหิวแล้ว!”
อันอันซบลงบนไหล่แกร่งของคุณพ่ออย่างไว้เนื้อเชื่อใจและมีความสุขที่สุด
ฉินฮ่าวเฉินคำนวณในใจแล้วว่า่บ่ายยัยหนูต้องนอนกลางวันตามวัย เขาจึงไม่อยากพาเธอฝ่าการจราจรที่ติดขัดออกไปข้างนอกให้เหนื่อยล้า แต่เลือกที่จะพา ‘สมาชิกใหม่ตัวน้อย’ ไปัับรรยากาศที่เป็หัวใจของบริษัท นั่นคือ โรงอาหารพนักงาน ของฉินกรุ๊ป เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าใครคือคนสำคัญที่สุดของเขา
โรงอาหารตั้งอยู่ที่ชั้น 6 ซึ่งกว้างขวางและมีอาหารหลากหลายสไตล์ให้เลือกสรร แต่ด้วยความกลัวว่ายัยหนูจะทานอาหารรสจัดหรืออาหารแปลก ๆ ไม่ได้ เขาจึงมุ่งตรงไปยังโซนอาหารจีนเลิศรสซึ่งมีห้องรับรองส่วนตัวของประธานเตรียมไว้ให้เป็พิเศษเพื่อความเป็ส่วนตัวสูงสุด
แต่ทว่า... ในโลกของธุรกิจ มักจะมี ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ ที่ชอบทำตัวอยู่นอกกฎเกณฑ์และโผล่มาในเวลาที่ไม่้าเสมอ!