ตอนที่ 3 หนึ่งดาบแยกฟ้าทลายปฐี
มาเรียร้องห่มร้องไห้จนหลับไปในอ้อมอกของโคลอส หนุ่มน้อยยังคงลูบศีรษะของสตรีผู้นี้อย่างอ่อนโยน ความเศร้า,ความสิ้นหวัง,ความทรมาน ตอนนี้เธอได้ปลดปล่อยมันหมดสิ้นผ่านน้ำตาที่พร่างพรมกระทั่งตอนนี้คราบน้ำตาก็ยังไม่แห้งสนิทดี ภายใต้แสงจันทราทอประกายเหนือดาราทั้งปวง แสงรำไรสาดเข้ามาในตัวห้องไม้ รอยยิ้มของโคลอสภายใต้แสงจันทร์ราวกับเทพเซียนอย่างไรอย่างนั้น
กลิ่นอายที่ปล่อยออกมาราวกับเทพจากสรวง์ กลิ่นอายนี้มิอาจลบเลือนหายไปได้ ลึกล้ำไปถึงดวงิญญา หนุ่มน้อยผู้นี้คือเทพโดยแท้จริง!! บาง่เวลาก็เผลอตัวปล่อยกลิ่นอายสูงศักดิ์ชั้นเทพออกมา โคลอสไม่ขยับตัวไปไหนทั้งคืน หนุ่มน้อยยอมเป็ที่พิงร่างให้มาเรียได้พักผ่อนอย่างสบายจิต ความผ่อนคลายบนใบหน้าหญิงสาวยิ่งทำให้เขาแย้มยิ้ม
โคลอสที่ครุ่นคิดอยู่นานก็ได้ตัดสินใจอย่างไม่ลังเล เขาจะบอกความลับกับมาเรียเพื่อที่จะไม่ให้เธอต้องเป็ห่วงอีก ตลอดเจ็ดปีมานี้เปรียบดั่งการทดสอบของโคลอสและมาเรีย เด็กหนุ่มทดสอบความเข้มแข็ง มาเรียทดสอบความซื่อสัตย์ ผลปรากฏว่าผลงานของมาเรียทำให้โคลอสปลิ้มจิตอยู่ไม่น้อย ดังนั้น หญิงสาวคนนี้ควรได้รับการตอบแทนจากเขาบ้าง
“สมควรแก่เวลาแล้ว”
เช้าตรู่ในวันถัดมา
ในห้องไม้ทรอมโซ่ มาเรียขยี้ตาด้วยความงัวเงีย แทบจะในทันทีที่ภาพเบื้องหน้าเริ่มแจ่มชัดขึ้น ใบหน้าปรากฏสีแดงระเรื่อวาบผ่าน ในตอนนี้ ฝ่ามืออันเล็กจ้อยของโคลอสวางทาบอยู่บนศีรษะของเธอ ใบหน้านั้นคล้ายหลับไป มาเรียพยายามอย่างมากเพื่อที่จะไม่ทำให้หนุ่มน้อยตื่นขึ้น ทว่า แค่เพียงขยับกายเล็กน้อย แววตาคมกล้าก็เบิกโพลงขึ้น
ไม่ทันให้มาเรียได้ตั้งตัว โคลอสพลันเอ่ยขึ้นทันที “ตื่นแล้วหรือ?”
มาเรียไม่ตอบคำกลับใช้ฝ่ามือหลังขวาวางบนศีรษะของโคลอสเพื่อวัดความร้อนในร่างกาย เธอเป็เพียงคนสามัญธรรมดาทั่วไป มิใช่นักเวทย์โดยแท้จริง หากเป็นักเวทย์ เพียงเปรยมองก็บอกอาการของคนผู้นั้นได้แล้ว “คุณหนูหายดีแล้วใช่ไหมคะ?”
"แน่นอน มีหรือที่ข้าล้มป่วย?” โคลอสกล่าวพลางเผยยิ้มบาง
มาเรียข่มยิ้มไว้มิได้ งั้นใครกันล่ะที่ล้มป่วยมาตลอดหลายปี ความตรึงเครียดเริ่มลดลงก่อนต่ออย่างเป็ห่วง “คุณหนูควรจะพักผ่อนให้มากกว่านี้อีกนะคะ ร่างกายของคุณหนูยังคงไม่แข็งแรงดีกระทั่งรากฐานยังตามหลังเด็กสามัญคนธรรมดา”
ผู้คนแห่งมหาแผ่นดินเทอร์ลาเลีย ในหมู่มนุษย์ด้วยกัน ยังจำแยกออกเป็หลายฝ่ายหากแต่ยังคงมีอยู่สองประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ คนสามัญธรรมดาและผู้ถูกเลือก คนสามัญธรรมดาสามารถรับรู้ได้ถึงพลังเวทย์หากแต่มิอาจดึงมันมาใช้ ในขณะที่ เหล่าผู้ถือเลือกล้วนสามารถดึงมันมาใช้ได้ ส่วนดึงมาใช้ได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและพร์ของแต่ละบุคคล
ในสายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลาย คนสามัญธรรมดายังนับว่าด้อยค่า ครั้นนี้กลับปรากฏบุคคลที่ไม่สามารถตรวจจับได้กระทั่งพลังเวทย์ นับเป็ “ขยะแห่งขยะ” ภายในประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรเวสเตอร์เรีย ยังไม่เคยปรากฏบุคคลที่มีลักษณะเช่นนี้มาก่อน
เื่รากฐานก็ยังมิอาจปฏิเสธ โคลอสที่ถูกเรียกว่าตัวตลกยังนับว่าเป็การให้เกียรติมันแล้ว คำแท้จริงสมควรเป็ “ขยะ” นอกเหนือจากร่างกายที่มิอาจััได้ถึงพลังเวทย์ที่แม้กระทั่งคนทั่วไปยังสามารถััถึงได้ พลังกายยังนับได้ว่าต่ำต้อยยิ่งนัก ตัวตนที่น่าอเนจอนาถราวกับ์กลั่นแกล้ง
โคลอสส่ายศีรษะเบาๆ “หลังจากนี้ข้าจะเรียกท่านว่า “พี่หญิง” กระทั่งผู้คนในตระกูลข้าก็มิอาจกลั่นแกล้งพี่หญิงของข้าได้"
มาเรียที่ได้ยินดังนั้นพลันร้อนรนไปหมด ในห้วงความคิดก็ได้ปรากฏคำขึ้น “มันใช่คำพูดจาของเด็กเจ็ดขวบแปดขวบจริงๆเหรอ?” ถึงกระนั้นข้ารับใช้ผู้นี้ก็มิอาจน้อมรับตำแหน่งนั้นไว้ได้ จึงกล่าวปฏิเสธเสียงแข็ง
“คุณหนูอย่าได้ก่อเื่เลยนะคะ แค่การจากไปของท่านหญิง สถานะของข้าและคุณหนูก็ลดลงมามากเกินพอแล้ว ตอนนี้ ขนาดคนใช้ด้วยกันยังกล้าเอาคุณหนูไปนินทา” มาเรียกล่าวอย่างห่วงใย
“ถ้าเช่นนั้นพี่หญิง…” โคลอสกล่าวพลางจับมือของมาเรียก่อนเดินนำออกจากห้องราวกับไม่ได้สนใจที่มาเรียพูดเลยสักนิด
มาเรียกลับอยู่ในอาการตะลึง ไม่กระทำแม้เพียงชักมือกลับ ปล่อยให้หนุ่มน้อยจูงแขนเดินนำไปเสียอย่างนั้น ถึงกระนั้นหญิงสาวจำเป็ต้องน้อมกายตลอดทางเนื่องด้วยส่วนสูงที่ต่างกันเกินไป ทันทีที่โคลอสก้าวเดินออกจากห้อง ในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจเื่ราวทั้งหมด ที่อยู่อาศัยของเขานอกจากจะห่วยแตกสิ้นดี กลับยังตั้งอยู่ริมสุดของคฤหาสน์ดยุกเซอร์ไทน์อีกด้วย เป็การิ่เกียรติของบุตรชายคนโตอย่างเห็นได้ชัด หนำซ้ำ ยังเป็การกระทำจากพ่อแท้ๆ
สำหรับตำแหน่งใหญ่อย่างสามดยุกแห่งราชอาณาจักรเวสเตอร์เรีย ได้แก่ ดยุกเซอร์ไทน์,ดยุกสเตอร์เรีย,ดยุกเดมาส พวกเขาทั้งสามถูกแบ่งเขตการปกครองออกไปยังดินแดนตามทิศต่างๆ ดยุกเซอร์ไทน์ปกครองแดนตะวันออก ดยุกสเตอร์เรียปกครองแดนตะวันตก ดยุกเดมาสปกครองแดนใต้ แต่ทว่า ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลับไม่ใช่สามดยุกแห่งราชอาณาจักร มีเพียงตระกูลเดียว นามเรียกขานคือ “ตระกูลบุปผา” ผู้นำตระกูลถือครองยศระดับอาร์ชดยุก อำนาจปกครองเป็รองเพียงกษัตริย์แห่งราชอาณาจักร
ตระกูลบุปผานับเป็ตระกูลที่น่ายำเกรงทั่วทั้งราชอาณาจักร ผู้คนต่างให้ความเคารพและเทิดทูน นอกจากความซื่อสัตย์ที่น่าชื่นชม ขุมกำลังทางกองทหารของตระกูลบุปผายังเรียกได้ว่าอยู่เหนือกษัตริย์อยู่เล็กน้อย ถึงกระนั้น มันมากพอจะสร้างความยำเกรงต่อทุกคนบนแผ่นดิน!! รวมสามดยุกเข้าด้วยกันยังไม่หาญกล้าต่อกร
เนื่องด้วยปกครองชายแดนทางทิศตะวันออกอันปกคลุมไปด้วยป่าดิบชื้น ที่แห่งนี้ปรากฏสัตว์อสูรรุกรานเข้าอาณาจักรอยู่มาก ดยุกเซอร์ไทน์จึงรับหน้าที่นี้มาดูแลชายแดนมิให้สัตว์อสูรรุกราน
“พี่หญิง เล่าเื่ราวที่ควรรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ให้ข้าฟังหน่อย” โคลอสกล่าวพลางเดินนำออกไป อีกไม่นานก็จะถึงประตูคฤหาสน์ ท่ามกลางคฤหาสน์ใหญ่โต กลับมีสายตานับร้อยคู่พันคู่แอบมองเรือนร่างทั้งสองนั้นอยู่ห่างๆ ซึ่งหนุ่มน้อยรู้ตัวดี
มาเรียลุกลี้ลุกลนอยู่นาน ใน่เวลานี้เองที่โคลอสได้ปล่อยข้อมือของเธอ “คุณหนู พวกเราจะไปไหนกันคะ”
“ป่านั่น” โคลอสชี้นิ้วออกไป
มาเรียที่ได้ยินดังนั้น รูม่านตาพลันหดรีดเล็กลง น้ำเสียงของหนุ่มน้อยดังกึกก้องยิ่ง มันดังก้องอย่างไม่ทราบสาเหตุ แววตาห่วงใยของมาเรียกวาดมองทั่วรอบคฤหาสน์ เธอรู้ดีว่าตอนนี้กำลังถูกจ้องมองอยู่ พวกเขาสมควรได้ยินคำกล่าวของคุณหนูทั้งหมด ทว่า จนกระทั่งสิบลมหายใจผ่านไปก็ยังไม่มีใครออกมา
“คุณหนูคะ---ป่านั่นเป็เขตแดนของสัตว์อสูรดุร้าย คุณหนูไม่ควรออกไป…” มาเรียที่พยายามห้ามปรามกลับต้องวิ่งรุดหน้าออกไปเต็มกำลัง โครอสกำลังวิ่งออกจากคฤหาสน์ ท่ามกลางสายตานับพันคู่ ทุกคู่แววตากลับปรากฏแค่ความยินดีและรอยยิ้มแสยะบนใบหน้า
มาเรียพยายามวิ่งตามสุดกำลัง ไม่ทราบว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว หญิงสาววัยยี่สิบหกปีผู้นี้กลับยังมิอาจวิ่งตามเด็กหนุ่มวัยเจ็ดขวบได้ทัน หนำซ้ำ ยังนับว่าถูกทิ้งห่างไว้ไกล ใน่เวลานั้นเองที่ฝ่าเท้าของโครอสก็ได้หยุดลง ณ หน้าประตูหลังคฤหาสน์ ประตูหลังไม่เคยมียามเฝ้าเนื่องด้วยปราการอันแกร่งกล้าของท่านดยุกและเหตุรุกรานของสัตว์อสูร ประตูหลังคฤหาสน์นับว่าเป็ด่านแรก
“แฮกๆ---คุณหนูวิ่งเร็วเกินไปแล้วนะคะ”
โคลอสไม่กล่าวตอบกลับเริ่มย่างก้าวออกจากประตูไป ทันทีที่หนุ่มน้อยได้ก้าวออกไป ม่านสีน้ำเงินพลันปรากฏขึ้นในสายตาราวกับม่านพลังป้องกัน กล่าวได้ว่า หากออกมาแล้วก็ยากจะกลับเข้าไป นอกจากจะได้รับความช่วยเหลือจากท่านดยุกเอง
มาเรียพลันเบิกตาโพลงโตถึงกระนั้นหญิงสาวกลับไม่มีความลังเลเลยสักนิดพลันก้าวทะยานล้ำออกเขตป้องกันของท่านดยุกอย่างไม่กลัวตาย ในที่สุดเธอก็ไล่ตามหนุ่มน้อยทัน จากการวิ่งเต็มแรงแปรเปลี่ยนเป็ก้าวเดินอย่างสบายๆ
“พี่หญิง ท่านสมควรจะเริ่มเื่ได้แล้ว” โคลอสกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นราวกับว่าการวิ่งเต็มแรงเมื่อครู่นั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าสักนิด
“แฮกๆ---คุณหนูกลับกันเถอะค่ะ ที่แห่งนี้อันตรายนะคะ” มาเรียกล่าวพลางหอบแฮกๆ เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง คุณหนูของเธอเป็คนที่อ่อนแอดั่งวาจาปากของเหล่านักเวทย์จริงงั้นเหรอ?
“พี่หญิงควรเล่าได้แล้ว ข้าพูดสามรอบแล้วนะ” โคลอสกล่าวพลางเดินเข้าป่าลึกล้ำไปเรื่อยๆ ทุกการกล่าวคำ หนุ่มน้อยไม่แม้กระทั่งจะมองหน้าเธอ ไม่ทราบด้วยเหตุอันใดที่ความรู้สึกปลอดภัยอย่างแปลกประหลาดได้แผ่ออกมาจากหนุ่มน้อยเบื้องหน้า มันรู้สึกปลอดภัยเสียยิ่งกว่าตอนอยู่ข้างกายท่านดยุกเสียอีก
มาเรียได้แต่เดินตามโคลอสอย่างจนปัญญา เธอไม่เคยดุด่าใครมาก่อนในชีวิต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการบังคับฝืนใจ มันเป็สิ่งที่เธอไม่เคยกระทำและไม่คิดจะกระทำ!! มาเรียที่คิดได้ดังนั้นก็เริ่มเล่าเื่ “พวกเราเรียกขานโลกนี้ว่า โลกแห่งเวทมนตร์ แต่ในหลายๆ อาณาจักรบ้างก็เรียกมันว่า "มหาแผ่นดินเทอร์ลาเลีย" ประกอบไปด้วยสามทวีปใหญ่ๆ ได้แก่ มหาทวีป ทวีปศักดิ์สิทธิ์และทวีปมายา ทว่า ก็มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับทวีปทวยเทพอยู่เช่นกัน บ้างก็ว่ามีจริง บ้างก็ว่าเป็เื่หลอกหลวงหากแต่สามทวีปใหญ่ที่ข้าได้กล่าวไปข้างต้นนั้นล้วนได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็เื่จริง"
มาเรียเงียบงันอยู่นานนม โคลอสจึงเอ่ยถามอย่างคับข้องใจ “ไม่มีแล้วหรือ?”
“ถ้ามีก็เป็เื่ของสี่สถานที่อันตรายที่สุดแห่งมหาแผ่นดินเทอร์ลาเลีย” มาเรียเอ่ยออกไปหากแต่ผ่านไปสิบลมหายใจก็ยังไม่กล้าขยายความมันออกมา
“ทำไม พี่หญิงถึงไม่พูดต่อ?”
“คุณหนูคะ---ได้โปรดอย่าเรียกข้าว่าพี่หญิง เกียรติแห่งบุตรคนโตของท่านดยุกเซอร์ไทน์จะเสื่อมเสียเอาได้” น้ำเสียงครั้งนี้จริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ใบหน้าของมาเรียพลันบิดกระตุก
“เกียรติเสื่อมเสีย?” โคลอสที่ได้ยินดังนั้นพลันชะงักฝีเท้าลง ใบหน้าที่ไม่เคยหันมองกลับหันขวับมองมาเรียด้วยแววตาอันล้ำลึก “ถ้าข้าไม่มีสิทธิ์เรียกท่านว่าพี่หญิง นั่นสิถึงจะเสื่อมเสียเกียรติโดยแท้จริง”
มาเรียสีหน้ากลับคล้ายกังวลหนักกว่าเดิม เธอค้นพบแล้วว่าโคลอสนั้นดื้อรั้นเพียงใด คาดไม่ถึงเลยว่าหนุ่มน้อยที่ควรจะใสซื่อบริสุทธิ์กลับเป็ได้ถึงเพียงนี้ นับเป็โชคดีหรือโชคร้าย?
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่กล่าวขัดคุณหนูอีก” มาเรียถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนกล่าวต่อ “สี่สถานที่อันตรายที่สุดของมหาแผ่นดินเทอร์ลาเลียนั่น ได้แก่ หุบเหวไร้ก้นบึ้งแห่งมหาทวีป แดนเพลิงนรกโลกันต์ เจ็ดคาบมหาสมุทร อาณาจักรวายุนิรันดร์ หากแต่ข้าต้องขออภัยด้วยค่ะคุณหนู ข้าไม่มีความรู้เพียงพอจะลงรายละเอียดพวกนี้ เื่ราวนี้เป็เพียงคำที่ได้ยินต่อกันมา ต่อให้คุณหนูไปถามบุคคลสามัญธรรมดานอกเหนือจากข้า คุณหนูย่อมได้รับคำตอบแบบนี้เช่นเดียวกัน”
โคลอสตั้งใจจดจำนามเ่าั้ไว้สนิทใจก่อนเอ่ยต่อ “พวกเราอยู่ที่ไหน?”
“มหาทวีป ณ ราชอาณาจักรเวสเตอร์เรียค่ะ” มาเรียยิ่งมายิ่งรู้สึกขนลุกชู่ คำถามเหล่านี้สมควรเป็คำถามเด็กเจ็ดขวบจริงงั้นเหรอ เหล่าขุนนางมากมายที่พยายามป้อนข้อมูลเหล่านี้เข้าปากบุตรของตน ทว่า คุณชายผู้นี้กลับไขว่คว้ามันด้วยตัวเอง
“มหาทวีป? พี่หญิงพูดถึงราชอาณาจักรเพื่อนบ้านใช่หรือไม่? มันมีอะไรบ้าง” โคลอสกล่าวในขณะที่สองเท้ายังคงก้าวเดินไม่หยุด
“ก็มีราชอาณาจักรเวสเตอร์เรีย ราชอาณาจักรสัตวา ราชอาณาจักรมาร์ชลู ราชอาณาจักรเซอเฟอร์ นอกเหนือจากนั้นยังมีสองจักรวรรดิผู้ยิ่งใหญ่อีก ได้แก่ จักรวรรดิบาฮามุท จักรวรรดิเอไอ” มาเรียกล่าว ใน่เวลาที่เธอเอ่ยชื่อของสองจักรวรรดิผู้ยิ่งใหญ่ สีหน้าต่างเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
“พี่หญิงชอบสองจักรวรรดิมากเลยหรือ?” โคลอสกล่าวถามในที่สุด ฝีเท้าของหนุ่มน้อยก็ชะงักงันพลันหันกายเปรยมองมาเรียด้วยแววตามีเลิศนัย
“ข้าชอบมากเลยค่ะคุณหนู ทั้งสองจักรวรรดินั้นแข็งแกร่งเป็อย่างมาก ว่ากันว่า จักรวรรดิบาฮามุททรงอำนาจครบเครื่อง ฝีมือของเหล่าผู้คนก็ล้ำหน้าดินแดนอื่นไปไกลด้วยอำนาจที่สมบูรณ์แบบและมากล้น กลับปรากฏ จักรวรรดิเอไอขึ้นมา วิทยาการของจักรวรรดินี้นั้นกล่าวได้ว่าล้ำเลิศเกินดินแดนอื่นไปนับหมื่นปี กองทัพของจักรพรรดิผู้ไร้ต้าน กองทัพะ!!" มาเรียกล่าวต่ออย่างลืมตัว เธอกล่าวอย่างภาคภูมิราวกับเป็คนของจักรวรรดิทั้งสองเสียเอง
อำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่เหล่าบุรุษต่างถวิลหา แท้จริงแล้ว อิสตรีก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
“พี่หญิง---ท่านปรารถนาสิ่งใด?”
มาเรียที่ได้ยินดังนั้นกลับเงียบงันอยู่พักใหญ่ คำถามนี้ช่างหนักอกเสียเหลือเกิน ตลอดชีวิตเธอเพียงรับใช้นายของตนด้วยความสัตย์จริง นอกเหนือจากนั้น เธอไม่แม้จะกล้าคิดแต่ลึกลงไปในจิตใจแล้ว เธอนั้นมีความปรารถนาอยู่ “ครอบครัว”
“ครอบครัว…” มาเรียกล่าวน้ำเสียงเริ่มแห้งซึม “ั้แ่ข้าสามขวบ ท่านพ่อท่านแม่ก็ขายข้าให้คนตระกูลเซอร์ไทน์ด้วยราคาที่สูงลิ่ว พวกเขากลับรับซื้อข้าด้วยความยินดี ตอนนั้นข้าหวาดกลัวเป็อย่างมาก ท่ามกลางสายตาแทะโลมเ่าั้ในที่สุดท่านหญิงรามาเซียก็ยื่นมือเข้ามา เป็แสงตะวันให้กับข้า เป็ชีวิตใหม่ให้กับข้า ด้วยบุญคุณของท่านหญิง ยังมิอาจคิดได้เลยว่าชาตินี้จะชดใช้ได้หมด สิ่งที่ข้าขาดหายไป… คงจะเป็ครอบครัวละมั้ง”
โคลอสครุ่นคิด ด้วยความสะสวยของมาเรียกระทั่งเขาก็คงรับซื้อมาด้วยความยินดี นับได้ว่าเป็สาวงามถึงยังห่างไกลจากคำว่า “โฉมสะคราญ” หรือ “สามงามล่มเมือง” มาเรียคงเป็รองเพียงสตรีล่มเมืองเท่านั้น มิน่าแปลกใจเลยที่เธอจะถูกขายออกในราคาที่สูงลิ่ว
“นับแต่นี้ต่อไป พี่หญิงก็คือครอบครัวของข้า” โคลอสกล่าวพลางก้มหยิบกิ่งไม้ข้างกาย
มาเรียที่ได้ยินดังนั้นพลันแข็งค้าง ความปลื้มปิติ,ความยินดี,ความตื่นตะลึง สาวรับใช้ที่ไม่รู้ว่าควรจะแสดงอาการยามนี้ยังไงดี ทว่า น้ำตาเริ่มเอ่อนองหน้าแล้ว ใน่เวลาแห่งความปิติยินดี มาเรียหาได้รู้ไม่ว่าเวลาต่อจากนี้นั้น มันจะกลายเป็ภาพติดตาไปตราบชั่วนิรันดร์กระทั่งยังปรากฏความตื่นตะลึงจนสุดขั้วขอบของิญญา!!
“ในเมื่อท่านเป็ครอบครัวเดียวกันกับข้าแล้ว ถ้าเช่นนั้น พี่หญิงก็ควรรับรู้เื่นี้ไว้” โคลอสกล่าวจบพลันหมุนกายกลับ ในสายตาของมาเรีย แผ่นหลังของโคลอสดูแข็งแกร่งดุจหินผา ใน่เวลานั้นเองที่กิ่งไม้ในมือหนุ่มน้อยได้วาดผ่านอากาศในแนวระนาบ
ฉัวะ!!