บทที่ ๑.๒
นับจากเหตุการณ์ช่วยเหลือทัพครั้งนั้นมะลิษาก็ไม่ได้พบคุณพี่ทัพของตนอีกเลย นางสร้อยเล่าว่าเขาย้ายไปอยู่กับญาติฝ่ายมารดาที่หัวเมืองตะวันออกแล้ว
ส่วนมะลิษานั้นนับจากคุณหญิงดวงแขผู้เป็มารดาของปิ่นมุกนั้นกลับมาจากหัวเมืองเหนือ แลได้ยินบ่าวในเรือนกล่าวเื่ที่บุตรสาวคนเดียวตกเรือนจนล้มเจ็บอยู่นานโข ก็จับมะลิษาในร่างเด็กน้อยปิ่นมุกอบรมมารยาทหญิงไทย ฟ้ายังมิสว่างก็ถูกปลุกมาหัดทำอาหารคาว ยามสายหลังตักบาตรแลรับอาหารมื้อเช้าแล้วก็หัดทำเครื่องหอมแลของหวาน จวบจน่บ่ายหลังรับอาหารมื้อกลางวันแล้วคุณหญิงดวงแขจักจะเอนหลังพักผ่อนแลอนุญาตให้บุตรสาววิ่งเล่นได้ จวบจนบ่ายคล้อยจึงลุกขึ้นมาหัดทำงานฝีมือจำพวกเย็บปักถักร้อย ครั้งยามเย็นจึงเข้าครัวเตรียมอาหารมื้อเย็นอีกครั้ง
มะลิษานั่งมองบ่าวในเรือนช่วยกันทำกระดาษสาแล้วนึกทบทวนเื่ราวต่างๆในนวนิยายกลิ่นละไม รายละเอียดบางอย่างเธอเริ่มจดจำมิได้แล้ว และนี่เป็เหตุผลที่เธอให้บ่าวในเรือนช่วยกันทำกระดาษสาให้ตน
เพียงแต่ดูเหมือนเธอจะลืมใครบางคนไป
“สร้อยพี่มิ่งเมืองเล่าใยข้ามิเห็นเลย”
ใช่แล้ว!!แม่ปิ่นมุกนั้นมิใช่บุตรเพียงคนเดียวของพระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคล บิดาของแม่ปิ่นมุกนั้นคล้ายจักมีบุตรชายที่เกิดจากเมียบ่าวอีกคนหนึ่งชื่อว่ามิ่งเมือง หากแต่ในนวนิยายมิได้เอ่ยถึงเขามากนัก กล่าวเพียงว่าแม่ปิ่นมุกมิใคร่ลงรอยกับพี่ชายต่างมารดาผู้นี้นัก อีกทั้งพ่อมิ่งเมืองนั้นยังถูกน้องสาวยุยงให้ฉุดคร่าแม่ละไมผู้เป็นางเอกของเื่ แลสุดท้ายเขาก็ตายด้วยคมดาบของหลวงเดชาวานิชผู้เป็พระเอก
ในเมื่อพี่ชายผู้นี้เดิมก็มิได้มีบทบาทมากนักอยู่แล้ว ดังนั้นหากมะลิษาจะเปลี่ยนชะตาของเขาสักเล็กน้อยคงมิเป็กระไร
“คุณหนูจักถามหาคนร้ายกาจเช่นนั้นทำไมกันเ้าคะ”
“ร้ายกาจ ทำไมหรือพี่มิ่งเมืองร้ายกาจอย่างไร”
“ตอนนั้นคุณหนูยังเล็กนักคงลืมไปแล้วกระมัง”
แล้วนางสร้อยก็ค่อยๆเล่าเื่ราวความสัมพันธ์ในอดีตของปิ่นมุกกับพี่ชายต่างมารดาผู้นั้น โดยมีปิ่นมุกนั่งฟังอย่างตั้งใจ
แท้จริงแล้วมารดาของพ่อมิ่งเมืองนั้นเป็บ่าวหน้าห้องของคุณหญิงดวงแข หากแต่ที่กลับกลายมาเป็เมียบ่าวได้นั้น เพราะคราหนึ่งพระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคลนั้นเกิดเมามายขาดสติจนเผลอเกิดเื่มิบังควรขึ้น เมื่อเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นแต่คุณหญิงดวงแขผู้มีจิตเมตตา นอกจากไม่เอาความแล้วยังยกให้นางเดือนเป็เมียรอง หากแต่นางเดือนนั้นเป็บ่าวที่ซื่อสัตย์ต่อคุณหญิงดวงแขยิ่งหลังคลอดบุตรชายแล้วก็ะโน้ำตายชดใช้ความผิดของตน เดิมทีพ่อมิ่งเมืองนั้นได้รับความรักจากคุณหญิงดวงแขแลพระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคล จวบจนปิ่นมุกได้กำเนิดขึ้นในยามนั้นมิ่งเมืองอยู่ในวัยสองขวบปี ความรักความใส่ใจที่เคยได้รับมาตลอดล้วนหายไปจนหมดสิ้นจนบังเกิดความริษยา ในยามที่ปิ่นมุกอายุเพียงแปดขวบปีก็ผลักน้องสาวต่างมารดาตกน้ำ แม้เขาจักกล่าวว่าตนเองมิได้ตั้งใจ แต่บ่าวไพร่ที่อยู่ตรงนั้นกับเห็นตรงกันว่าเขาเป็ผู้ผลักคุณหนูปิ่นมุกตกน้ำ ก่อนที่จะกระโจนตามลงไปช่วย ในยามนั้นพระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคลโกรธมากหลังจากลงหวายแล้วก็ให้เขาย้ายลงไปอยู่ที่เรือนทาส ไม่อนุญาตให้ขึ้นมาบนเรือนใหญ่อีกเลย
มะลิษานั่งทบทวนเื่ราว หากมิ่งเมืองมีเจตนาจักทำร้ายปิ่นมุกผู้เป็น้องสาวจริง เช่นนั้นใยต้องลงไปช่วยในทันทีกัน ควรปล่อยให้มีบ่าวไพร่มาช่วยไม่ดีกว่าหรือ เพียงแต่ไม่ว่าเื่ราวตอนนั้นจักเป็อย่างไรก็ช่างประไร ที่เธอสนใจคือเื่ต่อจากนี้ต่างหาก
ใน่บ่ายวันหนึ่งปิ่นมุกที่ลอบหลบนางสร้อยผู้เป็บ่าวคนสนิทออกมาที่เรือนทาส สายตาเห็นเด็กชายวัยสิบสองปีที่กำลังอาบน้ำที่ท่าน้ำเล็กสำหรับทาสในเรือน ใบหน้าของเขาหม่นหมองแววตาเศร้าฉายออกมาชัดเจน มะลิษามองไปรอบตัวไม่พบผู้คนจึงแสร้งปีนไปบนต้นมะม่วงริมน้ำก่อนะโลงในแม่น้ำสายใหญ่
ตู้ม!!
“ช่วยด้วย!!”
มิ่งเมืองที่กำลังอาบน้ำอยู่รีบวิ่งไปตามเสียงที่ได้ยิน ร่างเล็กของเด็กหญิงกำลังตะเกียกตะกายอยู่กลางแม่น้ำ ดูจากการแต่งกายแล้วเด็กคนนี้คงเป็น้องสาวต่างมารดาของเขา แม่ปิ่นมุกนั่นเอง
ไม่เสียเวลาทบทวนอะไรให้มากความ ร่างของมิ่งเมืองก็กระโจนลงกลางสายน้ำช่วยร่างเล็กที่กลางแม่น้ำขึ้นมา มะลิษานั่งหายใจหอบเหนื่อยโดยมีมือเล็กของผู้เป็พี่ชายคอยช่วยปลอบประโลม
“มิเป็กระไรแล้ว นิ่งเสียเถิด”
เพราะเสียงร้องของมะลิษาก่อนหน้า ทำให้บ่าวไพร่ในเรือนตลอดจนคุณหญิงดวงแขแลพระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคลเร่งรุดมาที่ท่าน้ำเล็กด้านหลัง
“คุณหนูมิ่งเมืองผลักคุณหนูปิ่นมุกตกน้ำอีกแล้วรึเ้าคะ”
นางสร้อยกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง
“จริงรึพ่อมิ่ง”
มิ่งเมืองนั้นไม่เอ่ยอะไร เพราะนี่มิใช่ครั้งแรกที่เกิดเื่เช่นนี้ ในอดีตคราหนึ่งก็เป็เช่นนี้ ตอนนั้นเขาเองก็พยายามอธิบายทุกอย่างแต่แล้วอย่างไร ทุกคนล้วนมิมีใครเชื่อเขาสักคนแม้แต่ผู้เป็บิดาหรือผู้ที่เลี้ยงดูเขามาดุจมารดา
เมื่อเห็นเด็กชายตรงหน้ามิปริปากคล้ายยอมรับในอกของดวงแขก็พลันเ็ป ก่อนเข้าไปหมายอุ้มร่างเล็กของบุตรีตนเองมาแนบอก หากแต่มะลิษามิยินยอมไปหามารดาเธอถอยหลังเข้าหาร่างของผู้เป็พี่ชาย โอบกอดเอวเล็กอีกทั้งซบหน้าบนอกของเด็กชายที่นั่งบนพื้นนั้น มิ่งเมืองมองการกระทำของน้องสาวต่างมารดาด้วยแววตาสงสัย
“เป็พี่มิ่งเองฤาเ้าคะที่ช่วยข้า”
มิ่งเมืองก้มลงมองร่างเล็กในอ้อมแขนของตนแขนเล็กสั่นน้อยๆก่อนค่อยๆยกขึ้นโอบกอดร่างที่สั่นระริกของผู้เป็น้องสาวต่างมารดา
ดวงแขปรายตามองบ่าวคนสนิทของบุตรสาวที่ปากพร่อย สร้อยจึงทำได้เพียงก้มหาลงด้วยความสำนึกผิด
“แม่ปิ่นมุกมาหาพ่อ เร่งขึ้นเรือนเถิดเดี๋ยวจักไม่สบาย”
พระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคลเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม มิ่งเมืองจำต้องค่อยๆปล่อยร่างน้อยๆของน้องสาวตน อ้อมกอดครั้งแรกในรอบสองปี เหตุใดจึงสั้นนัก
“ไม่เอา!!ลูกจักให้พี่มิ่งเมืองไปส่ง”
มะลิษาไม่เพียงไม่ยอมออกจากอ้อมกอดพี่ชายของตน อีกทั้งยังกอดเสียแน่นดวงตาเล็กมีหยาดน้ำเอ่อคลอ พระปุโรหิตาจารย์วิริยะราชมงคลผู้เป็บิดาถอนหายใจยาวอย่างระอาใจ
“อุ้มน้องไหวหรือไม่พ่อมิ่งเมือง”
“ไหวขอรับ”
“เช่นนั้นก็พาน้องขึ้นเรือน”
มะลิษาลอบยิ้มในใจกับแผนการนี้ของตน แท้จริงตัวเธอนั้นว่ายน้ำเป็เพียงแต่เพื่อแผนการที่สมจริงทำให้ตกน้ำครานี้ตัวเธอถึงกับจับไข้เสียหลายวัน หากแต่ผลลัพธ์ก็น่ายินดีไม่น้อยเพราะยามนี้พ่อมิ่งเมืองได้กลับมาอยู่บนเรือนได้ดังเก่า
“พี่มิ่งเมืองเ้าขา”
มิ่งเมืองที่กำลังหัดอ่านตำราวางตำราในมือลงก่อนหันไปยิ้มให้น้องสาวตัวน้อย มะลิษาทรุดตัวลงนั่งที่ด้านข้างพี่ชายอีกทั้งยังสวมกอดเอวพร้อมซบหน้าลงบนอกของเขาอย่างไม่อายสายตาผู้ใด
“อ้อนพี่เช่นนี้้าสิ่งใด”
“พี่มิ่งเมืองสอนข้าต่อสู้หน่อยได้ฤาไม่เ้าคะ”
พ่อมิ่งเมืองขมวดคิ้วที่เริ่มเข้มขึ้นตามวัย น้องสาวของเขานั้นนิสัยซุกซนหากแต่นั่นเพราะนางยังเยาว์วัยย่อมมิผิดแปลก แต่การที่นางสนใจเื่การต่อสู้นั้นออกจักเกินกว่าที่เขาคิดเอาไว้
“เ้าเป็หญิง เื่นี้คงจักมิเหมาะนัก”
มะลิษาส่งสายตาเว้าวอน แขนเล็กกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นจนผู้เป็พี่ถอนหายใจยาว
“พี่เองก็มิชำนาญจักสอนเ้าได้เยี่ยงไร”
“เช่นนั้นหาคนสอนข้าดีฤาไม่”
“ไม่ดี”
“แล้วหากมีคนรังแกข้าเล่าเ้าคะ”
“พี่จักมิยอมให้ใครมารังแกเ้า พี่จักปกป้องเ้าด้วยชีวิต”
มะลิษาพลันตื้นตันในอก ดวงตาเล็กร้อนผ่าวก่อนเร่งหลบสายตาคมของผู้เป็พี่ชายแล้วซุกหน้าที่อกเขาแทน
“เ้าค่ะ”
ผ่านมาสามปีที่มะลิษาอาศัยอยู่ในร่างของปิ่นมุก ยามนี้ตัวปิ่นมุกย่างเข้าสิบสามปี จากการคร่ำเขของผู้เป็มารดายามนี้งานเรือนต่างๆเธอล้วนชำนาญ มือเล็กเปิดอ่านสมุดที่ทำจากกระดาษสาแล้วขมวดคิ้วเล็ก
เดิมทีนวนิยายเื่กลิ่นละไมนั้นเริ่มเล่าเื่จากตัวหลวงเดชาวานิชผู้เป็พระเอก แลเป็มือขวาของเ้าฟ้าชายวรฤทธิฤๅไชยผู้เป็อุปราช ฉากแรกที่ผู้เขียนกล่าวถึงนั้นเป็ฉากที่เ้าฟ้าชายวรฤทธิฤๅไชยถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินภาษีท่าเรือบูรพา แลผู้ที่ยื่นเื่นั้นมิใช่ใครอื่นแต่เป็ตัวร้ายของเื่หมื่นศึกอาสาหรือคุณพี่ทัพของเธอนั้นเอง
ใช้เวลาถึงสองปีาที่เมืองบูรพาจึงสามารถจัดการได้ พ่อทัพนั้นได้อวยยศเป็หมื่นศึกอาสาหลังเข้ารับตำแหน่ง ขุนหลวงทรงตรัสชื่นชมความสามารถเสียยกใหญ่ ด้วยอายุเพียงสิบเจ็ดปีก็ทำศึกได้อย่างองอาจ ทรงพระราชทานรางวัลให้มากมาย แต่เ้าตัวกลับเอ่ยขอพระราชทานลดภาษีที่ท่าเรือบูรพา ยามนั้นขุนหลวงจึงได้สืบสาวราวเื่จนพบว่าที่แท้มีการแอบเพิ่มภาษีที่ท่าเรือบูรพา แต่เงินเข้าท้องพระคลังกลับยังคงเท่าเดิม เ้าฟ้าชายวรฤทธิฤๅไชยผู้มีหน้าที่ดูแลจึงตกที่นั่งลำบาก
หากเป็ไปตามบทนวนิยายในตอนนี้คุณพี่ทัพอายุสิบห้าปีนั่นหมายความว่าาที่เมืองบูรพากำลังจะเกิดขึ้น แลพ่อตัวร้ายของเื่ก็จักต้องเข้าร่วมทัพ เพียงแต่ยามนี้เขาย้ายไปอยู่กับญาติฝ่ายมารดาที่หัวเมืองตะวันออกเช่นนั้นจักเข้าร่วมทัพได้อย่างไร
มะลิษาถอนหายใจยาวทอดสายตาผ่านหน้าต่างหอนอนไปยังลานกว้างหลังเรือน มิ่งเมืองยามนี้เติบโตเป็หนุ่มวัยสิบห้าปีเช่นกัน นับจากวันที่รับปากเธอว่าจักดูแลปกป้องเธอนอกจากหัดอ่านเขียนแล้ว พี่ชายต่างมารดาผู้นี้ก็ฝึกฝีมือจนช่ำชองทั้งเพลงดาบมวย ริมฝีปากบางยิ้มละมุนหวังว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาจักช่วยให้พี่ชายของเธอผู้นี้รอดจากชะตาร้ายๆที่ผู้เขียนกำหนดเอาไว้ได้
...................................................................................................