สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 253 ทำไมต้องหลอกข้า

        อันเจิงถามขึ้น“ผู้วิเศษปรากฏตัวแปลว่าอะไร?”

 

       เฉินเซ่าป๋ายเดินไปถึงก้อนหินที่เหมือนหล่นลงมาจากเขา จากนั้นก็หันมายิ้ม “ข้าไม่บอกรอให้พวกเราออกมาจากมิติลับแล้วข้าจะบอก แต่เจ้าต้องจำไว้ ในโลกนี้ไม่มีความจริงที่ยุติธรรมไปเสียทุกอย่างหรอกเรื่องทุกเรื่องที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบ เบื้องหลังอาจซ่อนความจริงที่ไม่อาจให้ใครรู้ก็ได้ดังเช่นคนข้างกายของเจ้า ทุกคนอาจไม่ได้จริงใจกับเจ้าจริง ๆ”

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าอะไร”

 

        เฉินเซ่าป๋ายยักไหล่อย่างเคยชิน “ข้าพูดให้เจ้ารู้สึกตัวได้แต่ไม่อาจบอกเจ้าได้ทั้งหมด”

 

        เขายื่นมือไปลูบก้อนหินข้างตัวครู่หนึ่งจากนั้นก็แสดงท่าทางเหมือนผ่อนคลายลง “เอ๊ะ? ครั้งนี้ท่านไม่ได้หลอกข้าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นเลยนะ”

 

        “ใคร?”

 

        “บิดาข้า”

 

        เฉินเซ่าป๋ายวางมือไปที่ก้อนหินจากนั้นก็ออกแรง แกรก! ก้อนหินขนาดใหญ่แตกออกทันทีจากนั้นบนก้อนหินก็ประกายแสงสีเขียวเป็นเส้น ๆ ไปทั่ว ก้อนหินก้อนนี้มีขนาดใหญ่กว่าสิบเมตรแต่กลับแตกออกจากกันเหมือนถูกดาบฟัน หลังจากก้อนหินแตกออกเป็นสองส่วนแล้วมันก็ค่อย ๆ แยกจากกัน แล้วหลุมสีดำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้น

 

        เฉินเซ่าป๋ายยื่นมือออกไปทำท่าเชิญ“เข้าไปเถอะ”

 

        “เจ้าบอกจะเข้าไปพร้อมข้าไม่ใช่หรือ?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายพูดอย่างจริงจัง “ข้ากลัวตายน่ะสิ”

 

        อันเจิงกลอกตา จากนั้นก็เดินเข้าไปในหลุมดำเฉินเซ่าป๋ายเดินตามเข้าไปทันที แล้วก้อนหินขนาดใหญ่ก็กลับมาประกอบเหมือนเดิม

 

        “เวลาในนี้หนึ่งสัปดาห์เท่ากับด้านนอกสามเดือนเจ้าและข้าต้องอยู่ในนี้นานสามเดือน”

 

        “อะไรนะ?!”

 

        สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปทันที “ไม่ได้ข้าจะจากมานานขนาดนี้ไม่ได้นะ!”

 

        เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะ “วางใจเถอะสภาพแวดล้อมด้านในมิติลับไม่เหมือนด้านนอก อยู่ด้านในสามเดือนเท่ากับสามปีของด้านนอกเอง”

 

        อันเจิงกลอกตา “นี่เจ้ากำลังพูดเล่นอยู่ใช่หรือไม่?”

 

        “แน่นอนอยู่แล้วสถานการณ์ตอนนี้กดดันจะตาย พูดขำ ๆ หน่อยจะได้รู้สึกดีขึ้น วางใจเถอะหลังจากเจ้าออกจากที่นี่ นอกจากตัวเจ้าเองแล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปทั้งนั้นอ้อ...แน่นอนว่ามีข้าอีกคน”

 

        ขณะเดียวกัน ในถ้ำบนเทือกเขาที่คล้ายดาบ ชายวัยกลางคนที่นั่งขัดสมาธิในโลงแก้วเจียระไนก้มหน้ามองลูกแก้วในมือตัวเองจากนั้นก็ยิ้ม “นิสัยเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆไม่รู้ว่าให้เขารับผิดชอบหน้าที่เร็วขนาดนี้เป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันนะ”

 

        จากนั้นเขาก็หันไปมองปีศาจหินที่นั่งอยู่มุมถ้ำด้วยอาการสั่นเทาตลอดเวลา“ที่ข้าจับเจ้ามา นั่นก็เพราะอยากอาศัยเลือดในตัวเจ้ามาฟื้นฟูร่างกายข้าเท่านั้น ข้าไม่เคยคิดฆ่าเจ้ามาก่อนเจ้าไม่เหมือนคนเพราะมีพรสวรรค์น้อยกว่า มนุษย์เกิดมาก็สามารถฝึกพลังวัตรแล้วส่วนเจ้าต้องใช้เวลากว่าหมื่นปีถึงจะกลายร่างเป็นมนุษย์ แต่ถึงกระนั้นสวรรค์ไม่มีทางลำเอียง ปีศาจหินอย่างพวกเจ้า...หากกลายร่างเป็นมนุษย์ก็จะสร้างความวุ่นวายในใต้หล้าเจ้าออกมาเร็วเกินไป ทำให้ร่างยังเติบโตไม่สมบูรณ์...ที่ข้านำเลือดเจ้ามาใช้ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าข้าติดหนี้บุญคุณเจ้า ข้าจะปล่อยเจ้าเข้าไปในตอนนี้ ถือเป็นการชดเชยให้เจ้าจำไว้เพียงอย่างเดียว หากเจ้ากล้าทำอะไรสองคนนั้นข้าจะทำลายวิญญาณเจ้าให้แตกซ่านทันที”

 

        ปีศาจหินที่ลักษณะเหมือนลิงพยักหน้ารัว ๆแล้วแสดงความหวาดกลัวออกมาทางแววตา

 

        ชายวัยกลางคนยื่นมือออกไปกลางอากาศแล้วคว้าปีศาจหินเข้ามาจากนั้นก็กดเข้าไปในลูกแก้ว ชั่วพริบตา ปีศาจหินก็ถูกใส่เข้าไปด้านในแล้ว

 

       มิติลับที่ว่าไม่ได้อยู่ในเทือกเขาชางหมานอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะซ่อนมันไว้ได้อย่างไร?

 

        มิติลับนี้...ก็คือลูกแก้วในมือเขานั่นเอง

 

        ชายวัยกลางคนก้มหน้ามองลูกแก้วในมือแล้วในใจก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที“ไม่รู้ว่าในอนาคตพวกเขาทั้งสองคนจะสามารถอยู่ด้วยกันเหมือนตอนนี้ได้อีกหรือไม่”

 

        ในมิติลับ อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายกอดไหล่กันเดินเข้าไปในหุบเขาแล้วสังเกตเห็นว่าด้านในกลับเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ตรงหน้าปรากฏลำธาร บนลำธารมีสะพานไม้ส่วนด้านข้างสะพานก็มีลิงที่กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ แล้วมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาเกลียดชัง

 

        “ปีศาจหิน?” แววตาของอันเจิงเป็นประกาย

 

        เฉินเซ่าป๋ายพูดขึ้น “อย่ากลัวไปเลยถึงแม้เขาจะเก่งกาจมาก แต่ก็ไม่กล้าทำร้ายพวกเราทั้งสองคนแน่ ครั้งนี้ไว้ใจบิดาข้าได้เขาถึงกับส่งองครักษ์ที่เก่งกาจเช่นนี้มาคุ้มครองเราเชียวนะ”

 

        “ปีศาจหินไม่ได้เชื่องเหมือนม้าเป็นไปได้อย่างไรที่จะมาเป็นองครักษ์” อันเจิงแย้ง

 

        เฉินเซ่าป๋ายมองอันเจิงแวบหนึ่ง “สั่งสอนอย่างไรเล่าหากไม่เชื่อฟังก็ต้องสั่งสอน!”

 

        อันเจิงพยักหน้า “บิดาเจ้าชอบความรุนแรงแบบนี้นี่เอง”

 

        “ไสหัวไป...”

 

       เมื่อปีศาจหินเห็นอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายเดินเข้ามาจึงเดินขึ้นสะพานไปอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายเดินตามอยู่ด้านหลัง ปีศาจหินเดินไปพลางหันกลับมามองพวกเขาด้วยสายตารังเกียจเป็นระยะ

 

        หลังจากเดินข้ามสะพานไม้ไปประมาณหลายร้อยเมตรด้านหน้าก็ปรากฏหลุมขนาดใหญ่ เมื่ออันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายหยุดอยู่ตรงหน้าหลุมนั้น พวกเขาทั้งสองคนถึงสังเกตเห็นว่าด้านในหลุมก็มีหลุมอีกจำนวนนับไม่ถ้วน

 

        “นี่คือสถานที่อะไร?”

 

        “สถานที่บ่มเพาะกายอย่างไรเล่า?”

 

        “มีแค่นี้?”

 

        “มีแค่นี้แหละ”

 

        “เจ้าบอกว่ามันอันตรายมากไม่ใช่หรือ?” อันเจิงถามเฉินเซ่าป๋าย

 

        เฉินเซ่าป๋ายผลักอันเจิงทางด้านหลังอย่างกะทันหัน“เมื่อเข้าไปแล้วเจ้าก็จะรู้เองว่ามันอันตรายหรือไม่”

 

        อันเจิงถูกเฉินเซ่าป๋ายผลักลงไปในหลุมหนึ่งความรู้สึกเขาไม่ต่างไปจากตกเหวเลยสักนิด ร่างเขาหล่นลงไปด้านล่าง ดูเหมือนตกลงไปในหลุมที่ลึกมากเลยทีเดียว

 

        โครม!

 

        ร่างอันเจิงร่วงลงบนพื้นอย่างแรง ด้วยพลังวัตรที่เขามีอยู่ไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้เลยสักนิดร่างของเขาร่วงลงมาเป็นเวลาประมาณหนึ่งนาที ต่อให้จะเป็นคนธรรมดา หากไม่ตกใจจนเสียขวัญเกินไปอย่างไรก็ต้องสามารถควบคุมร่างกายให้อยู่ในท่านอนราบได้แต่ไม่ว่าอันเจิงจะลองควบคุมร่างกายอย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่อาจควบคุมมันได้อยู่ดี

 

        อันเจิงตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรงหลังจากร้องครวญครางครู่หนึ่งถึงจะลุกขึ้นยืนได้เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปยังด้านบน เขาจึงเห็นร่างสีดำของใครคนหนึ่งกำลังตกลงมา

 

        อันเจิงขยับหลบไปด้านข้างแล้วเฉินเซ่าป๋ายก็ตกลงบนพื้นอย่างแรง เดิมทีตอนที่อันเจิงตกลงมา บนพื้นก็กลายเป็นรอยยุบรูปคนแล้วเมื่อเฉินเซ่าป๋ายหล่นลงมาในตำแหน่งเดิมอีกครั้งจึงทำให้พื้นดินยุบลงไปอีกหลายเซนติเมตร

 

        เฉินเซ่าป๋ายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก“เจ้า...ทำไมไม่รับตัวข้าไว้”

 

        อันเจิงเบ้ปาก “ตอนที่เจ้าผลักข้าก็ไม่ได้เตือนล่วงหน้านี่ทำให้ข้าตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง หากเจ้ายังหล่นมาทับตัวข้าอีกละก็ นั่นจะโหดร้ายเกินไป”

 

        เฉินเซ่าป๋ายแค่นเสียง “หึ...เสียดายที่ข้ากระโดดลงมาช้าไปหากกระโดดลงมาเร็วกว่านี้อีกหน่อยก็คงจะดี”

 

        ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ปีศาจหินก็ตกตามลงมาด้วยความเร็วพวกเขาทั้งสองคนจึงหลบไปด้านข้าง ทว่าตอนที่ร่างของปีศาจหินลงมาเกือบถึงพื้นมือทั้งสองก็ยื่นไปด้านหน้า จากนั้นพลังที่แข็งแกร่งก็ปรากฏขึ้นแล้วระเบิดจนพื้นดินจนกลายเป็นรูใหญ่แรงระเบิดทำให้ร่างของปีศาจหินหยุดอยู่กลางอากาศในจุดที่สูงกว่าพื้นครึ่งเมตรจากนั้นปีศาจหินก็หันมามองอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายอย่างเย็นยะเยือก ราวกับไม่พอใจระดับพลังวัตรที่พวกเขาทั้งสองคนมีอย่างยิ่ง

 

        เฉินเซ่าป๋ายยิ้มอย่างไปไม่ถูก “ลิงเก่งกว่าพวกเราอีก”

 

        ปีศาจหินโมโหทันทีแต่แค่หันมาเขม่นหน้าเขาแวบเดียวเท่านั้น

 

       เฉินเซ่าป๋ายใช้มือปัดดินที่อยู่บนเสื้อผ้าแล้วมองไปรอบ ๆ ตอนนี้เหมือนพวกเขาอยู่ท่ามกลางทะเลทรายนอกจากพื้นที่ที่พวกเขาตกลงมาแล้ว รอบด้านล้วนเป็นน้ำ...สถานที่นี้มีขนาดเพียงประมาณสามถึงสี่เมตรเท่านั้นหากกระโดดผิดตำแหน่งเพียงนิดเดียวก็คงร่วงลงน้ำแล้ว ไม่ต้องมากระแทกพื้นอย่างน่าสงสารเช่นนี้

 

        อันเจิงมองดูรอบ ๆ ก่อนจะถอนหายใจ“คนที่สร้างสถานที่เช่นนี้ขึ้นมากวนไม่เบา...”

 

       อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายเหยียบผิวน้ำแล้วเดินไปด้านหน้าส่วนปีศาจหินกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศแล้วมองพวกเขาจากด้านบนพวกเขาทั้งสองคนเดินคุยไปตามทางส่วนปีศาจหินที่ลอยอยู่กลางอากาศสูงครึ่งเมตรก็ไม่พูดไม่จา ไม่ลืมตาขึ้นมามองเลยด้วยซ้ำแต่ไม่ว่าอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายจะเดินไปทางไหน เขาก็ลอยตามไปตลอด

 

        ถัดจากบ่อน้ำก็เป็นทะเลทรายที่ใหญ่สุดลูกหูลูกตาอันเจิงเคยไปเมืองพุทธมาก่อน ฉะนั้นจึงเคยเห็นสถานที่แบบนี้มาบ้าง

 

       พวกเขาทั้งสองคนเดินไปด้านหน้ากว่าสองชั่วโมงจึงมองเห็นสิ่งก่อสร้างที่เลือนรางดังนั้นจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ส่วนปีศาจหินก็ลอยตามอยู่กลางอากาศโบราณเคยว่าไว้ เส้นทางที่ดูเหมือนใกล้ ทว่าต้องใช้ความพยายามและเวลายาวนานกว่าจะไปถึงพวกเขาใช้เวลากว่าสองชั่วโมงจึงจะเดินมาถึงสิ่งก่อสร้างที่เห็นในตอนแรกสภาพแวดล้อมในนี้พิเศษมาก ไม่ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะพยายามหาวิธีอะไรก็ตามแต่ก็ไม่อาจใช้พลังวัตรที่มีได้เลย ทำได้เพียงค่อย ๆ เดินไปเท่านั้นส่วนปีศาจหินนั่งจนเหนื่อย สุดท้ายจึงนอนลงแล้วหนุนมือทั้งสองข้างแทนหมอน ดูแล้วช่างน่าสบายจริงๆ

 

        เฉินเซ่าป๋ายถอนหายใจพลางพูด “เจ้าลิงนี่ร้ายกาจจริงๆ”

 

        อันเจิงส่ายหน้าพร้อมยิ้มแห้ง ๆแล้วเททรายในรองเท้าทิ้ง หลังจากเดินมาถึงที่นี่แม้กระทั่งร่างกายก็เปลี่ยนเป็นเหมือนคนธรรมดาเท่านั้น หลังจากถอดรองเท้าแล้วจึงเห็นว่าเท้าตัวเองถูกับรองเท้าจนเลือดไหล ด้วยพลังวัตรที่อันเจิงมีในตอนนี้ต่อให้จะเดินบนใบมีดก็ไม่มีปัญหา แต่ในสถานที่ที่แปลกประหลาดเช่นนี้เขาสูญเสียพลังที่มีไปทั้งหมด

 

        ในที่สุดก็เดินไปถึงจุดที่ใกล้กับสิ่งก่อสร้างแล้วอันเจิงเห็นก้อนหินที่ถูกฝังอยู่ในพื้นทรายครึ่งหนึ่ง เขาใช้มือปัดทรายออก จึงเห็นตัวอักษรที่สลักอยู่บนก้อนหินว่า...ทุกคนเท่าเทียมกัน

 

        เฉินเซ่าป๋ายมองไปยังตัวอักษรบนก้อนหินแล้วมองไปยังปีศาจหินที่ลอยอยู่กลางอากาศ จากนั้นก็ถ่มน้ำลายไปบนก้อนหินนั้นแล้วเดินต่อไปด้านหน้าทว่าเพิ่งเดินไปไม่กี่ก้าวก็รู้สึกไม่สาสมใจ เขาจึงหันกลับมาถ่มน้ำลายซ้ำ “ถุย ๆ ๆ!ถุย ๆ ๆ!”

 

        ในขณะนี้เองปีศาจหินลุกขึ้นนั่งอย่างกะทันหัน หลังจากมองแผ่นหินที่สลักตัวอักษรในแววตาก็ประกายความสับสนออกมาอย่างมากในความสับสนยังมีความเกลียดชังและโมโหอีกด้วย

 

        สิ่งก่อสร้างนี้ใหญ่มากใหญ่จนเกินความคาดหมายของพวกเขา ห้องโถงมีขนาดใหญ่หลายร้อยเมตร ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงต้องสร้างสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ขนาดนี้ขึ้นมาแต่ตอนนี้มันก็ไม่ได้ดูสมบูรณ์แบบ เพราะมันถูกสร้างขึ้นมานานหลายพันปีแล้วอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายเดินเข้าห้องโถงแล้วหันกลับมามองปีศาจหินที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยใบหน้าที่สับสนมันมองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดเวลา

 

        ห้องโถงทั้งสองด้านมีรูปปั้นที่ไม่สมบูรณ์วางอยู่แต่ถึงกระนั้น จากที่เห็นก็เดาได้ว่านั่นคือรูปปั้นสาวกทั้งสิบเก้าตำนานทางศาสนาเล่าว่าสาวกของพระพุทธเจ้ามีทั้งหมดสิบเก้าองค์ ทั้งสองด้านมีด้านละเก้าองค์ส่วนตรงหน้าสุดมีรูปปั้นน้ำเต้าสีดำขนาดใหญ่วางเคียงข้างกับรูปปั้นสาวกองค์สุดท้ายซึ่งต่างไปจากองค์อื่นมาก ใบหน้าของรูปปั้นสาวกองค์ที่นั่งอยู่ข้างน้ำเต้าดูไม่ดุร้ายเลยสักนิดอีกทั้งยังเป็นสาวกหญิงอีกด้วย เป็นใบหน้าที่เมตตาและงดงาม ดูแล้วให้ความรู้สึกดีๆ ไม่น้อย

 

        เมื่อเห็นรูปปั้นเหล่านี้ ปีศาจหินก็ยิ่งดูสับสนมากยิ่งขึ้น

 

        “เจ้าลิง เจ้าเคยมาที่นี่รึ?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายถามขึ้นแล้วเดินจากไปทันที ไม่ได้รอคำตอบจากปีศาจหิน

 

        “ข้า...”

 

        เสียงดังขึ้นข้างตัวเฉินเซ่าป๋าย ทำให้เฉินเซ่าป๋ายสะดุ้งทันทีปีศาจหินพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบ “ข้า...ข้าไม่ใช่ลิง เรียกข้าว่าเซิ้งเหย”

 

        เฉินเซ่าป๋ายกระโดดไปด้านหลัง“เจ้าพูดได้? หัวใจจะวาย...”

 

        ปีศาจหินไม่สนใจเฉินเซ่าป๋ายอีก แต่กลับเดินไปดูรูปปั้นอย่างละเอียดทีละองค์แล้วในแววตาก็ประกายความสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาหยุดลงตรงหน้าน้ำเต้าสีดำขนาดใหญ่หันไปมองรูปปั้นสาวกหญิงที่อยู่ด้านข้าง ก่อนจะหันไปมองเหล่าสาวกด้านหลัง“ตอนนั้น...ทำไมพวกเจ้าต้องหลอกข้าด้วย?”

 

        เขาโบกมือขึ้นกลางอากาศ ทันใดนั้นไม้กระบองก็ปรากฏขึ้นในมือของเขาเขายกไม้กระบองขึ้นสูง จากนั้นก็ฟาดไปยังรูปปั้นน้ำเต้าสีดำ “ทำไมต้องหลอกข้า!”

 

        พลังมหาศาลปรากฏขึ้นทำให้อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายลอยปลิวไปด้านหลังทันที ทรายที่อยู่ในห้องโถงก็ปลิวไปทั่ว

 

        อันเจิงไอหลายครั้งแล้วลุกขึ้น เมื่อฝุ่นทรายเริ่มซาลงเขาจึงเห็นปีศาจหินยืนหันหลังให้ด้วยอาการสั่นเทา ปีศาจหินกำไม้กระบองในมือแน่น มือนั้นสั่นเทาตลอดเวลาราวกับเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมมันทว่าหลังจากเขาฟาดไม้กระบองลงไปแล้ว รูปปั้นน้ำเต้าสีดำนั้นก็ไม่เสียหายเลยสักนิด ในทางกลับกันอันเจิงเห็นมือของปีศาจหินที่จับไม้กระบองแตกออก แล้วเลือดสีแดงสดก็ค่อย ๆไหลลงพื้น

 

        “เพราะอะไร?”

 

        อันเจิงได้ยินปีศาจหินพูดพึมพำกับตัวเอง“ทำไม...ต้องโกหกข้าด้วย?”