บทที่ 1 อย่าหวนคืน
“ท่านอาจารย์ขอรับ ใครรังแกท่าน หรงฉ่างจะสั่งสอนมัน” เด็กชายน้ำตาไหลพรากราวธารน้ำตกที่ไหลจากเนินหน้าผา
“จำไว้ จงเก็บของสิ่งนี้อย่าให้ห่างตัว ใครรังแกข้าไม่สำคัญ แต่หรงฉ่างศิษย์รักของข้า เ้าต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้”
ผู้าุโกำของบางสิ่งไว้ในมือ ท่าว่าของสิ่งนั้นจะสำคัญมาก เมื่อเห็นหรงฉ่างวิ่งมาหาถึงที่ ผู้เฒ่าจึงไม่ลังเลที่จะยัดของสิ่งนั้นเข้าไปในสาบเสื้อของหรงฉ่าง ก่อนจะสำลักลิ่มเืออกจากลำคออย่างพรั่งพรู แต่ถึงกระนั้นก็ยังอุตส่าห์ผลักฝ่ามือดันแผ่นหลังเรียบของหรงฉ่างให้เดินไปหลังกำแพง หวังให้มุดเข้าไปในประตูลับที่เชื่อมต่อไปยังป่าไผ่วิเวก เดินต่อไปอีกเจ็ดลี้ก็จะพบกับหมู่บ้านนอกเขตหุบเขา
กลั้นใจส่งเด็กน้อยให้ถึงฝั่ง ผู้เป็อาจารย์พลันสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา ไฉหรงฉ่างไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ยามนี้เกิดคำถามมากมายผุดวนอยู่ในหัวของเด็กชาย มันเป็ข้อกังขาที่ไร้ข้อสิ้นสุด
ใครฆ่าท่านอาจารย์
ใครบุกรุกหุบเขาเจี้ยนฝู ใครบ่อนทำลายสำนักซานของท่านอาจารย์
แล้วจากมาโดยไม่ได้บอกกล่าว ไป๋หลิงเยี่ยจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร
ตลอดค่ำคืนอันมืดมิด ไฉหรงฉ่างวิ่งปาดน้ำตาในอุโมงค์ลับเพียงลำพังเจียนตะวันสาง ท้ายที่สุดก็พบเข้ากับพื้นที่รกร้างของป่าไผ่วิเวก
ก่อนจากกันแววตาของท่านอาจารย์ดูคาดหวังในตัวหรงฉ่างมาก มันเป็แววตาที่คาดหวังว่าหรงฉ่างจะไม่หันหลังกลับมาอีก และเป็แววตาที่ทำให้หรงฉ่างััได้ว่า ท่านอาจารย์ปรารถนาให้หรงฉ่างรอดชีวิต
ถึงจะอยากกลับไปที่นั่นมากขนาดไหน แต่หรงฉ่างก็ต้องกัดฟันจำใจจากมาลำพังเพราะนี่คือความ้าของท่านอาจารย์ อนึ่งหรงฉ่างคำนึงแล้วว่า หรงฉ่างไม่เก่งวรยุทธ์ ไม่ถนัดสรรพวิชาด้านการต่อสู้ หากบุ่มบ่ามกลับเข้าไป หรงฉ่างก็จะไม่ต่างอะไรกับนกปีกหักที่โผบินเข้ากองไฟ มิสู้ทำตามที่ท่านอาจารย์ชี้แนะ แล้วรอจับสังเกตอยู่รอบนอก เฝ้าเพ่งพินิจพิเคราะห์ว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับสำนักซานกันแน่
แบบนั้นน่าจะดีกว่า ทว่าสบโอกาสเมื่อใดไฉหรงฉ่างคนนี้จะเข้าไปช่วยไป๋หลิงเยี่ยแน่นอน
ไฉหรงฉ่างเดินเท้าตลอดทั้งคืน หลังตะวันลอยพ้นขอบฟ้าได้เพียงครึ่งชั่วยาม เด็กชายวัยสี่ขวบที่ยืนเหยียดหลังอยู่บนเนินสูงเริ่มมองเห็นเค้าลางของฐานที่มั่นของชาวชนบท มันเป็หมู่บ้านนอกเขตหุบเขาเหมือนที่อาจารย์บอกจริง ๆ ด้วย
เมื่อเห็นฝั่งฝันที่อยู่ไม่ไกลจากเอื้อมมือ เปลือกตาบอบบางของหรงฉ่างค่อย ๆ ปรือปิดไปตามวาระ นั่นเป็เพราะหรงฉ่างเพิ่งผ่านเื่อันน่าสะท้านะเืใจมาหมาด ๆ และจำเป็ต้องหนีออกจากสำนักซานอย่างฉุกละหุก ระยะทางที่หรงฉ่างเดินเท้าไม่ใช่ใกล้ ๆ อีกอย่างเด็กอ้วนอย่างหรงฉ่างไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน ไม่แปลกที่หรงฉ่างจะหมดสติไป
“เร็วเข้า! จับเด็กนั่นกลับไป เอาไปขายให้พ่อค้าทาส น่าจะทำเงินได้ไม่ใช่น้อย ๆ” โถ่เอ๊ย! นี่คือคราวเคราะห์ของหรงฉ่างใช่หรือไม่!!
เกิดมาสี่ปีไม่เคยออกจากหุบเขาเจี้ยนฝูเลยสักครั้ง พอออกมาเจอโลกภายนอก ก็ดันตกไปอยู่ในกำมือของคนชั่วซะได้
“อะฮ่า จะรออะไรล่ะ พี่ใหญ่เนี่ย ตาดีจริง ๆ เข้าป่าล่าสัตว์ไม่ได้หมูป่า แต่ได้ทาสกลับไป แค่นี้เมียก็ไม่กล้าด่าพวกเราแล้ว” พรานโฉดสองรายสนทนากันไม่กี่ประโยค เสร็จแล้วก็ย่างสามขุมเข้าไปจับหัวจับท้าย ยัดไฉหรงฉ่างเข้ากระสอบป่านสีน้ำตาลเข้ม ทำราวกับคนผู้นี้เป็แค่หมูป่าตัวหนึ่ง
อึก!!!
แต่ยังไม่ทันไร พรานโฉดสองรายก็ถูกลอบโจมตีจากด้านหลัง ไม่ทราบว่าเ้าของลูกตะกั่วนั่นเป็ใคร แต่ที่แน่ ๆ พรานป่าสองรายมั่นใจว่าไม่เคยบาดหมางกับเขามาก่อน ทันทีที่ลูกตะกั่วพุ่งเข้าสันคอของเขา มันก็เกิดควันจาง ๆ พวยพุ่งขึ้นเหนือหัวอย่างน่าเหลือเชื่อ
ไม่นานคนทั้งคู่ก็หลับสนิทไม่ต่างจากคนที่สิ้นใจตาย อึดใจเดียวพรานเล็กและพรานใหญ่ ถูกลากไปนอนราบอยู่ใต้โคนไม้ พร้อมกับใช้กระสอบป่านผืนนี้ปกคลุมเอาไว้อีกทอดหนึ่ง ห่างปล่อยให้นอนเรี่ยราด มีหวังถูกหมีป่าฉีกเป็ชิ้น ๆ แน่นอน
ชายปริศนาคนดังกล่าว ทราบดีว่าป่าลึกแบบนี้ ไม่ใช่สถานที่ที่เด็กคนหนึ่งจะเข้ามาวิ่งเล่น ในเมื่อเ้าตัวปรากฏตัวที่นี่ ทั้งยังมีสภาพอิดโรยกระทั่งหมดสติกลางอากาศ อนุมานได้ว่าจะต้องมีเื่ไม่ชอบมาพากลกับเด็กคนนี้แน่ ๆ
-___-'
‘เอ๋! เ้านั่นถูกรังแกอีกแล้วสินะ ทำไมเจอกันทีไร ไฉหรงฉ่างต้องตกเป็เหยื่อตลอด เ้านั่นเป็คนดวงกุดั้แ่เกิดหรือไง’
เสียงเล็ก ๆ ที่ดังจากยอดไม้สูง ชวนให้ชายปริศนาคนดังกล่าวหยุดชะงัก แต่เดิมเขากำลังจะยกร่างอ้วนของไฉหรงฉ่างพาดบาด
“ใคร!!!” ชายร่างสูงแปดฉื่อผู้มีรูปหน้าค่าตาหล่อเหลาพลันเบ่งเสียงเข้มไล่หลังคนที่อยู่บนกิ่งไม้สูง
คุณชายตะกั่วพิษผู้นี้ มีนามว่า จั่วซู่ วัยยี่สิบแปดปี แน่นอนว่าเขาถนัดลอบโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยอุปกรณ์หน้าตาประหลาด ซึ่งเขาเป็คนคิดค้นขึ้นมาเอง ไม่ทันไรจั่วซู่ก็ปาตะกั่วพิษเจ็ดลูกไปหาคนตรงข้าม
ทว่าน่าประหลาดใจยิ่งนัก!
ไม่เพียงหลบตะกั่วพิษของจั่วซู่ได้อย่างดี ตะกั่วพิษที่อัดแน่นไปด้วยสมุนไพรพิษไม่ต่ำกว่าเจ็ดชนิด ไม่แม้แต่จะทำให้คนผู้นั้นระคายเคืองได้ เ้าตัวยังสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วเป็ปกติ ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือเ้าตัวกระโจนลงมาจากกิ่งไม้สูง ปรากฏให้จั่วซู่ได้เห็นว่า คู่ต่อกรของเขาเป็แค่เด็กชายวัยสี่ขวบเท่านั้นเอง
“นี่เ้าเป็ใคร! เป็ไปไม่ได้ที่ตะกั่วพิษของข้าจะทำอะไรเ้าไม่ได้?” จั่วซู่ทึ่งในความสามารถของเ้าหนูนั่นเอามาก ๆ อยากรู้ที่ไปที่มาของคนผู้นี้จนดูพิรี้พิไรเกินสำรวม
“ก็แค่ของเล่นไม่กี่ชิ้น ใช้ไม่ได้ผลหรอก เก็บไว้ล่าสัตว์อย่างเดิมเถอะ”
แม้คำพูดโต้ตอบจะดูโอหัง แต่ท่าทีของเ้าตัวไม่ได้ดูร้ายกาจหรือมุ่งจะโจมตีจั่วซู่แต่อย่างใด เจตนาของเขาเพียง้าตัวของไฉหรงฉ่างเท่านั้น
“ข้ามีนามว่าหวังจั่วซู่ เป็ผู้ช่วยเพียงหนึ่งเดียวของท่านปรมาจารย์หวัง แล้วเ้าเล่า? เป็ใครมาจากไหน”
จั่วซู่กล้าบอกชื่อแซ่พร้อมทั้งเต็มใจบอกสถานะของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ที่ทำไปก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเองให้อีกฝ่ายได้ตรึกตรอง ว่าตัวเขาไม่ใช่พวกเดียวกันกับพรานโฉดสองราย ที่จ้องจะแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กอ้วนคนนี้ ประการที่สองจั่วซู่้าจะแสดงตัว ว่าเขาไม่ใช่พรานที่เข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ แต่เขาเข้าป่าเพื่อเก็บสมุนไพรต่างหาก
“ข้าและท่านแค่คนผ่านทาง ไม่จำเป็ต้องทำความรู้จัก คืนเ้านั่นกลับมา แล้วข้าจะถือว่าไม่เคยพบท่านที่นี่” เด็กชายวัยสี่ขวบพูดไว้เพียงเท่านี้ ก็เริ่มออกกระบวนท่า เมื่อเห็นวี่แววว่าชายที่อ้างตัวเองว่าเป็ผู้ช่วยของปรมาจารย์หวังจะไม่ยอมคืนไฉหรงฉ่างกลับมาให้ง่าย ๆ
“ไม่ยินดีบอกสถานะก็แล้วไปเถิด แต่ข้ายังยืนยันคำเดิม ว่าจำเป็ต้องพาเ้าเด็กนี่ลงเขาไปรักษา ก่อนที่จะเป็ไข้หนักไปมากกว่านี้” จั่วซู่อธิบายไว้สั้น ๆ เพียงเท่านี้ ก็ผายมือไปยังเด็กชายร่างอ้วนที่กำลังนอนราบอยู่บนพื้น สีหน้าของหรงฉ่างดูไม่สู้ดีจริง ๆ
ยามนี้คนที่จ้องจะวาดกระบวนท่าเพื่อประมือกับจั่วซู่จึงยอมลดทีท่าลง พร้อมกับกล่าวคำพูดที่ดูผ่อนปรนออกมาว่า
“หากพาเขาไป ข้าจะไปกับท่านด้วย”
“ย่อมได้”
ตกลงปลงใจกันเสร็จสรรพ หวังจั่วซู่ไม่อิดออดที่จะประคองร่างอ้วนของหรงฉ่างขึ้นพาดบ่า แล้วเดินเหินอย่างคล่องแคล่วไปตามเส้นทางที่แสนลาดชัน นี่บ่งบอกได้ว่าหวังจั่วซู่เดินป่าจนชำนาญ แล้วในถุงย่ามที่เย็บจากกระสอบป่านก็เต็มไปด้วยสมุนไพรป่าหายาก งั้นสิ่งที่เขาพูดในตอนแรกก็น่าจะเป็เื่จริงทั้งหมด
ระหว่างเดินตามชายผู้นั้นลงจากเขา และเฝ้าจับสังเกตอย่างใกล้ชิด เ้าตัวก็ใช้โอกาสนี้ในการวิเคราะห์แยกแยะไปในตัว ท้ายที่สุดก็ตกตะกอนความคิดได้ว่า หวังจั่วซู่ผู้นี้ไม่ได้มีกลิ่นอายของความชั่วร้าย มิหนำซ้ำยังมีเจตนาดีอยากช่วยไฉหรงฉ่าง โดยอ้างว่าในกระท่อมของเขามียาหลายขนาน บรรเทาอาการไข้ของหรงฉ่างได้ งั้นการจะแลกเปลี่ยนชื่อแซ่ และทำความรู้จักกันไว้ คงไม่เสียหาย
“ชื่อของข้าคือ…”