“ไม่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้คุณสมบัติของข้าแย่ลง ข้าก็ไม่สามารถละทิ้งการฝึกเซียนได้” เยี่ยนชิงหยางยืนอยู่ในศาลา มองดูริ้วน้ำสีครามใต้ศาลา พลางพึมพำแน่วแน่
นางกลับมาไม่กี่วันก็สามารถยอมรับความจริงได้อย่างรวดเร็ว แต่จะไม่ยอมแพ้
ลั่วซิงในชีวิตที่แล้วก็มีคุณสมบัตินี้ สุดท้ายมิใช่กลายเป็ผู้โดดเด่นในหมู่เซียนหรอกรึ
เพียงแต่ว่า ชีวิตที่แล้วลั่วซิงเข้าไปยังสำนักอวิ๋นหวาด้วยการชักนำของตน แต่ตอนนี้ตนเองไม่มีผู้ชักนำ
เพราะฉะนั้นก็ต้องหาทางออก
ทันใดนั้น เยี่ยนชิงหยางก็บังเกิดความคิด หากเดาไม่ผิด เวลานี้ อวี้ผิงเจินเหรินน่าจะอยู่แถวๆ นี้
ในชีวิตที่แล้วมีพวกฝึกมารอยู่ใกล้เมืองม่อหยาง เด็กหลายคนถูกจับไปเพื่อใช้ในการฝึกวิชามาร
โลกนี้เดิมทีเซียนและมารฐานะเท่าเทียมกัน แต่ทว่า ห้าร้อยปีที่ผ่านมาเกิดาครั้งใหญ่ระหว่างเซียนและมาร พวกฝึกมารถูกสังหารเกือบทั้งหมด ส่วนที่เหลือของพวกฝึกมารถอยร่นเข้าไปในดินแดนแห่งมาร ไม่กล้าออกมาอีก
พวกมารกำลังเสียเปรียบ หากค้นพบพวกฝึกมาร สำนักอวิ๋นหวาและทุกสำนักใหญ่จะออกไปกำจัดสังหาร
อวี้ผิงเจินเหรินไล่ตามหาผู้ฝึกมารคนนี้มาเป็ระยะเวลานาน แต่เมื่อใกล้เมืองม่อหยางก็สูญเสียร่องรอยไป จากการค้นหาอยู่หลายวันในที่สุดก็ค้นพบ ทว่าในตอนนั้นเด็กหลายคนได้ถูกสังหารไปแล้ว
เยี่ยนชิงหยางเคยได้ยินคนพูดถึงเื่นี้มาก่อน รู้ว่าผู้ฝึกมารซ่อนตัวอยู่ที่ใด ซึ่งนางแต่ไหนแต่ไรมาก็คุ้นเคยกับบริเวณรอบๆ เมืองม่อหยางอยู่แล้ว หลังจากคิดใคร่ครวญครู่หนึ่งก็รู้ว่าอยู่ที่ไหน สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการค้นหาอวี้ผิงเจินเหรินเพื่อบอกนางเกี่ยวกับข้อมูลนี้
การช่วยเหลืออวี้ผิงเจินเหรินในเื่นี้ หากให้นางนำตนกลับสู่สำนักอวิ๋นหวาคงไม่มีปัญหา
ตอนที่อวี้ผิงเจินเหรินไล่ล่าพวกฝึกมาร ครั้งหนึ่งเคยมาปรากฏตัวใกล้โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองม่อหยาง และมันก็คือวันนี้
เมื่อคิดใคร่ครวญดีแล้ว เยี่ยนชิงหยางไม่ล่าช้า เก็บข้าวของแล้วไปยังโรงเตี๊ยมใหญ่ในเมืองม่อหยาง โรงเตี๊ยมจือเว่ย
บ้านตระกูลเยี่ยนอยู่ทิศตะวันออกของเมือง โรงเตี๊ยมจือเว่ยอยู่ทิศตะวันตกของเมือง ด้วยกลัวว่าจะถูกคนจำได้ เพื่อลดปัญหา เยี่ยนชิงหยางจึงปลอมตัวเป็ขอทาน
ด้านหน้าโรงเตี๊ยมจือเว่ยมีต้นไม้ต้นเล็กๆ เยี่ยนชิงหยางนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ หันมองไปรอบๆ เป็ครั้งคราว
มันเป็ฤดูร้อน ไม่มีสายลมพัดผ่าน ใน่เช้ายังไม่รู้สึกอะไรเท่าไร เมื่อถึงยามเที่ยงพลันเกิดความร้อนระอุรุนแรง บนถนนเหลือคนเพียงไม่กี่คน ในเวลานี้เยี่ยนชิงหยางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ นางรีบเร่งจนลืมพกน้ำมาระหว่างทาง กระหายน้ำจนลำคอแห้งผาก เริ่มรู้สึกสติพร่ามัวเล็กน้อย
อีกครั้งที่นางเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ทันใดนั้น นางพบว่ามีเด็กหนุ่มในชุดขาวนั่งอยู่บนหลังคาโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม กำลังยิ้มกริ่มมองตน
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลายิ่ง คิ้วยาวชวนมอง ลักษณะสง่างาม มือหนึ่งของเขาถือน้ำเต้าหยกเขียวใบเล็ก อีกมือข้างหนึ่งถือขาไก่ ดื่มหนึ่งอึก กัดหนึ่งคำอย่างพึงพอใจ
เห็นได้ชัดว่ามันเป็ยามเที่ยงวัน แต่ไม่มีแม้เหงื่อบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม สบายอารมณ์เหมือนว่าเขาไม่ได้อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ แต่เป็ในป่าไผ่เขียวขจี ภายใต้สายลมอ่อนโยน
เห็นเยี่ยนชิงหยางมองไปที่เขา เด็กหนุ่มก็ดื่มอีกหนึ่งอึก ยิ้มกริ่มยกน้ำเต้าขึ้นลงให้เยี่ยนชิงหยาง
ในขณะที่เขายกน้ำเต้าขึ้น แขนเสื้อพลิ้วสะบัด เผยให้เห็นชิ้นหยกที่่เอว
ทันใดนั้นใบหน้าของเยี่ยนชิงหยางพลันดำคล้ำ นางจำได้แล้วว่าคนผู้นี้เป็ใคร
คนผู้นี้ชื่อหลิงจิ่วเซียว เป็ศิษย์สืบทอดลำดับที่หนึ่งของเ้าสำนักสำนักหลิงเซียวเจี้ยน เขายังเป็บุคลากรชั้นแนวหน้าของศิษย์รุ่นเยาว์ในสำนักหลิงเซียวเจี้ยน
ในชีวิตที่แล้วลั่วซิงรู้จักหลิงจิ่วเซียว ในขณะที่กำลังฝึกวิชา ทั้งสองกลายมาเป็เพื่อนที่ดีต่อกันหลังจากนั้น
ลั่วซิงหน้าตางดงามมาก ครั้งยังเล็กก็ดูงดงามแล้ว เมื่อเติบใหญ่ยิ่งดูโดดเด่น เป็ที่กล่าวขานว่าชายตาคราแรกล่มเมือง หากชายตาอีกคราสามารถล่มแคว้น ซึ่งมันไม่ได้เกินจริงแม้เพียงนิด หลังจากที่นางมีคุณสมบัติในการฝึกฝนเพียบพร้อม การฝึกก้าวหน้ารวดเร็ว ทั้งยังเข้าใจในหลักการการปฏิบัติตนและการเข้าสังคมเป็อย่างดี เหล่าศิษย์ในสำนักอวิ๋นหวาต่างชื่นชมนาง
หลิงจิ่วเซียว ไม่เพียงชื่นชมนาง แต่ยังคิดว่านางเป็เพื่อนสนิท
ดังนั้นเมื่อเยี่ยนชิงหยางเห็นเขาใบหน้าจึงกลายเป็ดำคล้ำ อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองด้วยสายตาดุดันแล้วหันหลังกลับทันที
หลิงจิ่วเซียว เกือบจะหลุดขำออกมา ความสนใจที่มีต่อสาวน้อยใต้ต้นไม้เพิ่มมากขึ้น
เมื่อพินิจดู เห็นได้ชัดว่าเป็คนที่มีฐานะดี เพียงแต่ตอนนี้แต่งกายด้วยชุดขอทาน อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์ ไม่มีการร้องขอเงิน ดวงตากวาดมองไปรอบๆ บ่อยครั้ง เหงื่อออกมาก ริมฝีปากแห้งแตกเนื่องจากกระหายน้ำ บางส่วนขาวซีด แต่ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างดื้อรั้น ไม่แม้แต่จะลุกไปดื่มน้ำ
ั้แ่เช้าตรู่สาวน้อยยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น จนตอนนี้จะเลยตอนเที่ยงอยู่แล้ว เกรงว่าคงจะหิวแล้วกระมัง
หลิงจิ่วเซียว มองดูอยู่สักพัก ก่อนจะโผบินมาจากหลังคาโรงเตี๊ยมพร้อมเสียงหัวเราะ ลงมาตรงหน้าเยี่ยนชิงหยาง
“สาวน้อย กินน่องไก่ไหม” หลิงจิ่วเซียว หัวเราะพลางยื่นน่องไก่ในมือมาตรงหน้าเยี่ยนชิงหยาง
เยี่ยนชิงหยางเงยหน้าขึ้น มองหลิงจิ่วเซียว ที่มีรอยยิ้มแปลกๆ และมองน่องไก่มันเยิ้มสีเหลืองทองตรงหน้า
กลิ่นหอมของน่องไก่ที่ยังร้อนๆ โชยเข้าจมูกทันที
เยี่ยนชิงหยางถลึงตาไปยังหลิงจิ่วเซียวอีกครั้งอย่างไม่เกรงใจ แย่งน่องไก่มาแล้วกัดมัน
ถึงแม้ว่าหลิงจิ่วเซียวจะเป็เพื่อนสนิทของลั่วซิง แต่คนผู้นี้เป็คนผ่าเผยและตรงไปตรงมา เวลานี้อาจจะว่างมากจนเบื่อ เลยรู้สึกสนใจตน น่องไก่ ไม่กินก็น่าเสียดาย กินอิ่มก่อนค่อยว่ากัน
เยี่ยนชิงหยางกัดน่องไก่ไปเพียงไม่กี่คำ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นไปที่หลิงจิ่วเซียว
“มีน้ำไหม” เยี่ยนชิงหยางพูดอย่างไม่เกรงใจ
หลิงจิ่วเซียว หัวเราะอารมณ์ดีพร้อมหยิบถุงน้ำออกมาให้เยี่ยนชิงหยาง ส่งให้จนถึงมือของนาง แต่ไม่ทันไรเขากลับชักมือกลับมาพร้อมพูดหยอกเย้า “นี่ สาวน้อย น้ำนี่ข้าดื่มไปแล้วนะ เ้าไม่รังเกียจรึ”
เยี่ยนชิงหยางสำลัก ฉกฉวยถุงน้ำแล้วดื่มเข้าไปอึกใหญ่ มองหลิงจิ่วเซียวด้วยความไม่พอใจและพูดออกมาอย่างรวดเร็ว “ลุง ท่านเกี้ยวข้ารึ ข้าอายุแค่สิบขวบเท่านั้นเองนะ!”
หลิงจิ่วเซียวชะงักไป จากนั้นก็หัวเราะออกมา
ถึงแม้ว่าเขาจะดูเป็เด็กหนุ่ม แต่นั่นก็เป็เพราะบรรลุขั้นก่อปราณได้เร็ว ตอนนี้เขาอยู่ในวัยยี่สิบกว่าปีแล้ว
“สาวน้อย ข้าคิดว่าเ้าน่าสนใจดี กลับไปที่เขากับข้าไหม” ดวงตาของหลิงจิ่วเซียวพราวระยับเอ่ยถาม
เยี่ยนชิงหยางตะลึงงัน กลับไปที่เขา กลับสำนักหลิงเซียวเจี้ยนน่ะหรือ เขากำลังล้อนางเล่นแน่ แต่ความคิดนี้ของเขาก็ทำให้นางสามารถคิดแผนการต่อไปได้
ถ้าไปสำนักหลิงเซียวเจี้ยนได้ก็ไม่เลว แต่ทว่า ยังมีคนอีกมากในสำนักอวิ๋นหวาที่นางคำนึงถึง เช่นศิษย์พี่หร่วนเหยียน เช่น...
อวี้ผิงเจินเหรินควรจะต้องมาที่นี่ในวันนี้ แค่ช่วยนางหาผู้ฝึกมาร ตนก็สามารถเข้าสำนักอวิ๋นหวาได้แล้ว
ลังเลชั่วครู่ เยี่ยนชิงหยางส่ายหน้า
หลิงจิ่วเซียวมองไปทางเยี่ยนชิงหยางอีกครั้งอย่างครุ่นคิด เมื่อครู่ชัดเจนว่านางเอนเอียง แต่กลับส่ายหน้าปฏิเสธ หรือว่า...นางกำลังรอใครบางคนอยู่
หรือว่า...นางรู้ว่าการกลับไปที่เขาหมายความว่าอย่างไร
หลิงจิ่วเซียวหยอกแกล้งเยี่ยนชิงหยางอีกชั่วครู่ เยี่ยนชิงหยางละเลยไม่สนใจ หลิงจิ่วเซียวพอเบื่อหน่าย กลับไปนั่งดื่มเหล้าบนหลังคาโรงเตี๊ยม ไม่ช้าก็จากไป
หลังจากเยี่ยนชิงหยางได้กินน่องไก่และดื่มน้ำแล้ว ตั้งสติรอต่อไป
แต่ทว่า จนกระทั่งดวงอาทิตย์เลยไปทางทิศตะวันตก ก็ยังคงไม่เห็นอวี้ผิงเจินเหริน
เยี่ยนชิงหยางร้อนรนอยู่บ้าง หลังจากเกิดใหม่ นอกจากคุณสมบัติร่างกายตนจะแย่ลงแล้ว หรือว่ายังมีตัวแปรอื่นๆ อีก
ถ้าหากอวี้ผิงเจินเหรินไม่มาที่นี่ ตนจะเข้าสู่สำนักได้อย่างไรกัน ตอนนี้หลิงจิ่วเซียวก็ไปแล้ว สำนักหลิงเซียวเจี้ยนก็ไม่สามารถไปได้อีก
เยี่ยนชิงหยางปาดเหงื่อ ลุกขึ้นสะบัดเท้าทั้งคู่ที่เหน็บชา
“ฟิ้ว” เสียงนุ่มนวลเสียงหนึ่งดังขึ้น หญิงสาวแสนงดงามในชุดสีฟ้าปรากฏบนหลังคาโรงเตี๊ยมจือเว่ย
“พวกเ้าเคยเห็นคนผู้นี้ไหม” หญิงสาวในชุดสีฟ้า ‘พรึบ’ คลี่เปิดม้วนภาพออก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/c054af1f144fd2b59ae896f52d0f6c37