บทที่ 19 หมอเทวดาน้อย
นางไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็หมอเช่นใด ได้แต่หวังเพียงว่าจะเป็หมอเร่ร่อน ที่เมื่อเห็นนางในสภาพเช่นนี้แล้วจะวินิจฉัยว่าเป็แค่ไข้หวัดธรรมดา สั่งยาให้กินสองสามตำรับก็หายแล้ว
ท้ายที่สุดแล้วนางก็เป็คนของจวนอ๋อง เขาแค่หลอกจ่ายยาให้ไม่กี่ตำรับก็ได้เงินอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
ลู่จือฉิงภาวนาไปพลางแกล้งป่วยไปพลาง ริมฝีปากยังคงสั่นระริก
ฉินจวิ้นหยุดอยู่ห่างจากเตียงไปสิบก้าว จากนั้นก็มีคนนำฉากกั้นมาวางไว้ตรงหน้าเขา หมอเทวดาน้อยก็เริ่มตรวจอาการจากด้านนอกฉากกั้นนั้น
ลู่จือชิงได้ยินเสียงก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันคือการตรวจชีพจรด้วยเส้นไหม ในสมัยโบราณ ชายหญิงไม่สามารถถูกเนื้อต้องตัวได้โดยง่าย ดังนั้นการตรวจโรคจึงใช้วิธีแขวนเส้นไหมทอง
ช่างล้ำสมัยอะไรเช่นนี้! เมื่อบ่าวพันเส้นไหมทองที่ข้อมือของนาง มือของนางก็สั่นระริกด้วยความตื่นเต้น ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับการตรวจชีพจรด้วยเส้นไหมในตำนานด้วยตัวเอง
ความคิดที่วุ่นวายใจของลู่จือชิงทำให้ชีพจรของนางไม่คงที่ ฉินจวิ้นขมวดคิ้วงามได้รูปของเขา หมอเทวดาน้อยจับที่เส้นไหมทองเส้นเล็ก ๆ นั้น สลับนิ้วมือที่วางอยู่บนเส้นไหมไปมาสีหน้าดูเหมือนจะลำบากใจ
ชิวหลินรุ่ยมองสีหน้าลำบากใจของฉินจวิ้น เขาคิดว่าลู่จือฉิงคงเป็โรคร้ายแรงอะไรสักอย่างก็เรื่มมีสีหน้ากังวล
เซี่ยมู่เบ้ปากมองลอดผ่านฉากกั้นไป แม่นางเขลาผู้นี้ตอนนี้นางกำลังคิดอะไรอยู่กันนะ แต่ถึงอย่างไรอีกไม่นานนางก็จะซวยแล้วละ
ในที่สุดฉินจวิ้นก็ปล่อยไหมทองในมือ แล้วมองไปที่ชิวหลินรุ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง เห็นได้ชัดว่าสีหน้าของเขายิ่งลำบากใจมากขึ้น
ชิวหลินรุ่ยมองท่าทางลำบากใจของเขา หัวใจเหมือนจะร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม “เป็อย่างไรบ้าง?”
ฉินจวิ้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พูดความจริง “แม่นางผู้นี้ ชีพจรปกติ ไม่เป็อะไรมาก”
อะไรนะ?! ไม่เป็อะไรมาก? แล้วเหตุใดนางถึงมีสภาพเช่นนั้นล่ะ? สภาพนางเป็เช่นนั้นไม่ได้เป็อะไรจริง ๆ หรือ?
ชิวหลินรุ่ยไม่ได้ถามอะไรต่อ เขารู้ว่าฉินจวิ้นลำบากใจเพราะกลัวว่าพูดออกไปแล้วเขาจะไม่เชื่อ แต่เขารู้ว่าฉินจวิ้นจะไม่มีทางวินิจฉัยผิดพลาดและจะไม่มีทางโกหกเขาเด็ดขาด
ดังนั้นจึงเหลือความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือตอนนี้ลู่จือฉิง
กำลังแกล้งป่วยอยู่
ชิวหลินรุ่ยมีสีหน้าเ็า กล้าแกล้งป่วยกระนั้นหรือ? กล้าแกล้งป่วยในเวลาที่เขายุ่งขนาดนี้เนี่ยนะ? กล้าแกล้งป่วยให้คนอื่นหัวเราะเยาะ กล้าแกล้งป่วยให้เขาเป็ห่วงเปล่า ๆ
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกโกรธ ชิวหลินรุ่ยจึงเดินอ้อมฉากกั้นตรงไปยังเตียงที่ลู่จือฉิงนอนอยู่
ลู่จือฉิงได้ยินคำพูดของฉินจวิ้นก็มีอาการรร้อนรน ให้ตายสิใครให้เ้าพูดเช่นนี้กัน ไม่เห็นเหมือนที่คิดไว้เลย เหตุใดถึงไม่แกล้ง ๆ วินิจฉัยแล้วรับเงินไปล่ะ? หมอสมัยโบราณเหตุใดถึงซื่อสัตย์เพียงนี้นะ? หรือว่าเป็เพราะนางไม่ได้ให้ค่าตอบแทนเขากัน
ขณะที่ลู่จือฉิงกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้น พลันได้ยินเสียงเบา ๆ ดังมาจากที่ไม่ไกล เหมือนมีอะไรบางอย่างตกลงบนพื้น
จากนั้นก็ได้ยินเสียงเรียกอย่างร้อนรนของชิวหลินรุ่ย “เซี่ยมู่!”
ลู่จือฉิงตกตะลึงไปชั่วขณะ เซี่ยมู่?! นางรีบลืมตาขึ้นทันที ไม่ทันใส่รองเท้าก็รีบวิ่งเท้าเปล่าไปบนพื้นไม้อย่างรีบร้อน
เซี่ยมู่เป็ลมล้มลงราวกับใบไม้ที่ปลิวไปตามสายลม ไร้ที่พึ่ง ร่างเล็ก ๆ ทิ้งตัวลงบนพื้น ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างใ
ชิวหลินรุ่ยโอบกอดร่างเล็ก ๆ ไว้ แต่ร่างนั้นก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมกอดของชิวหลินรุ่ย
ลู่จือฉิงเ็ปใจยิ่งนัก เซี่ยมู่เป็อะไรไปทำไมถึงเป็ลมกะทันหันเช่นนี้ หรือว่าชิวหลินรุ่ยทารุณกรรมเขาไม่ให้เขากินข้าวกินน้ำหรือ ถึงได้อ่อนแอถึงเพียงนี้?
ทั้งหมดนี้เป็ความผิดของนาง! นางไม่ควรพาเขาออกมาเลย ถ้าพวกนางอยู่ที่หมู่บ้านต้าซู่ต่อไปและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเื่พวกนี้คงไม่เกิดขึ้น
ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ ลู่จือฉิงร้องไห้ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมา โดยไม่สนใจว่าน้ำตาจะชะล้างแป้งที่ทาบนใบหน้าออกไป
แม้จะเ็ปใจแต่ชิวหลินรุ่ยก็ยังคงมีสติมากกว่า เวลานี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหาสาเหตุให้ชัดเจน เขาอุ้มเด็กน้อยเซี่ยมู่เดินไปที่เตียง
หลังจากวางเซี่ยมู่ลงบนเตียงแล้ว ชิวหลินรุ่ยก็เรียกฉินจวิ้นเข้ามาอีกครั้ง โชคดีที่มีหมอเทวดาหนุ่มอยู่ที่นี่ เขาจึงรีบขอให้ฉินจวิ้นตรวจชีพจรเซี่ยมู่
ลู่จือฉิงยังคงสะอื้นไห้อย่างน่าสงสาร นี่ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำ นางไม่มีฝีมือการแสดงเหมือนเซี่ยมู่
แม้ว่าเซี่ยมู่จะไม่ใช่ลูกที่นางให้กำเนิด แต่นางก็เลี้ยงดูเขามาั้แ่เล็ก ทั้งสองพึ่งพาอาศัยกันมาหลายปี ถึงแม้จะทะเลาะกันบ้างเป็ครั้งคราว แต่ลู่จือฉิงก็มองว่าเซี่ยมู่เป็ลูกแท้ ๆ ของนางไปแล้ว
จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน ที่แท้ก็เป็สิ่งที่นางเคยเห็นในละคร ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าลู่จือฉิงล้มตัวลงข้างเตียงพลางกุมมือเซี่ยมู่ไว้ ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ฉินจวิ้นกำลังตรวจชีพจรเซี่ยมู่ คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น ครั้งนี้ชิวหลินรุ่ยรู้สึกกังวลยิ่งกว่าเมื่อครู่ หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
ยังไม่ทันที่ฉินจวิ้นจะพูด คนบนเตียงก็ลุกขึ้นนั่งกะทันหัน
ทั้งชิวหลินรุ่ยและลู่จือฉิงต่างใ ลู่จือฉิงถึงกับถอยหลังแล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
เซี่ยมู่ทำสีหน้าเบื่อหน่าย “พอแล้ว ๆ ข้าไม่เป็ไรแล้วท่านถอยไปเถอะ”
เขาหมายถึงฉินจวิ้น ฉินจวิ้นก็ไม่ได้โกรธ ในเมื่อเซี่ยมู่ช่วยเขาไว้ไม่ปล่อยให้เขาลำบากใจต่อ จึงยิ้มให้เด็กน้อยแล้วก็ถอยไปยืนอยู่ข้าง ๆ
คราวนี้ชิวหลินรุ่ยโกรธจนแทบคลั่ง คนหนึ่งหลอกเขาก็ไม่เป็ไร แล้วยังมีคนที่สองมาหลอกเขาอีก นี่มันเหมือนแม่ลูกสองคนรวมหัวกันรังแกเขาอยู่คนเดียวใช่หรือไม่
เซี่ยมู่เห็นท่าทางเช่นนั้นของชิงหลินรุ่ยก็รีบดึงชายเสื้อเขาเบา ๆ ก่อนจะแลบลิ้นออกมาแล้วพูดว่า “พอเถอะน่า อย่าโกรธเลย”
ชิวหลินรุ่ยยังคงทำหน้าบึ้งตึงไม่พูดอะไร แต่ความโกรธในใจก็ลดลงไปครึ่งหนึ่ง เขาแปลกใจที่ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนใจเย็นขนาดนี้ เหตุใดพอเจอเด็กคนนี้แล้วทุกอย่างถึงเปลี่ยนไป?
เซี่ยมู่เห็นว่าเขาไม่โกรธแล้ว ก็พูดต่ออย่างหน้าตาเฉย “ท่านดูสิ ถ้าท่านขังข้าไว้ในจวนตลอดข้าก็จะอึดอัดจนเป็ลมอย่างเช่นครั้งนี้ไงเล่า”
เด็กน้อยพูดแล้วยังส่ายหน้าไปมา “ข้ากำลังซ้อมให้ท่านดูไงล่ะ”
“อะไรนะ ซ้อม?” ชิวหลินรุ่ยมองเซี่ยมู่อย่างไม่เข้าใจ
ลู่จือฉิงรีบแทรกขึ้นมาทันที “เอ่อ ใช่แล้ว พวกข้าอยู่แต่ในจวนรู้สึกอึดอัดเกินไป ให้ข้ากับเซี่ยมู่ออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อยได้หรือไม่?”
ก็เพราะปกตินางสอนคำศัพท์สมัยใหม่ให้ เซี่ยมู่ตอนนี้เลยหลุดคำว่า
‘ซ้อม’ ออกมา พรุ่งนี้อาจจะพูดภาษาอังกฤษทั้งวันเลยก็เป็ได้
ชิวหลินรุ่ยไม่สนใจเื่ ‘ซ้อม’ อีกต่อไปแล้ว เขาหันไปคุยกับลู่จือฉิงเื่ออกไปข้างนอกอย่างจริงจัง ผลที่ได้ก็เป็ไปตามคาด “ไม่ได้เด็ดขาด!”
น้ำเสียงของชิวหลินรุ่ยหนักแน่นเด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้ลู่จือฉิงโต้แย้งแม้แต่น้อย
ทั้งสองคนมองไปที่ชิวหลินรุ่ยด้วยสายตาอ้อนวอน แม้ว่าชิวหลินรุ่ยจะรู้สึกใจอ่อนเมื่อเห็นสายตาเช่นนั้น แต่ก็ยังคงยืนกรานในจุดยืนของตน ไม่ยอมให้ออกไปเด็ดขาด
มีหลายเื่ที่ชิวหลินรุ่ยไม่สามารถอธิบายได้ในตอนนี้ แต่การที่ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่อยู่ในจวนอ๋องนั้นจะปลอดภัยกว่าการออกไปข้างนอกมาก
เขารู้ดีว่าวันนี้ที่ชิวหลินเหม่ามาที่จวนด้วยเจตนาใด แสดงว่าชิวหลินเหม่าต้องรู้ข่าว รู้ถึงการมีอยู่ของลู่จือฉิงอย่างแน่นอน
และในตอนนี้เพราะเื่ของเล่นชิ้นนั้น เขาอาจจะรู้ถึงการมีตัวตนของเซี่ยมู่ด้วย
ชิวหลินเหม่าผู้นี้เป็คนที่โเี้อำมหิต ไม่เลือกวิธีการเพื่อชิงบัลลังก์ เขายอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อโค่นล้มและเอาชนะชิวหลินรุ่ย
หากในเวลานี้ลู่จือฉิงไม่อยู่ในความคุ้มครองของจวนอ๋องรุ่ย ก็เปรียบเสมือนปลาที่ถูกวางอยู่บนเขียง
ความหวังดีของชิวหลินรุ่ยไม่อาจบอกนางกับเซี่ยมู่ได้ในตอนนี้ เขาจึงปล่อยให้ทั้งคู่เข้าใจผิดต่อไป ขอเพียงทั้งสองแม่ลูกปลอดภัยก็พอ
ชิวหลินรุ่ยอุ้มเซี่ยมู่ขึ้นจากเตียงแล้วเดินออกจากประตูสวนสั่วเสวี่ยอย่างไม่รอช้า ทิ้งคำพูดเ็าให้ลู่จือฉิงไว้เพียงประโยคเดียว “นี่คือการลงโทษที่เ้าแกล้งหลอกข้าว่าป่วย”
ลู่จือฉิงได้แต่มองตามเซี่ยมู่ที่ถูกเขาอุ้มไปและเดินห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่นางไม่มีทางขัดขืนอะไรได้ ลู่จือฉิงโกรธจนมือสั่น
ชิวหลินรุ่ย! ท่านพูดตรง ๆ เลยดีกว่า ว่านี่คือการลงโทษเพราะความใจร้อนของข้า!
คืนนี้แม้เหตุการณ์จะค่อนข้างวุ่นวาย แต่ก็ผ่านไปด้วยดี
ที่ตำหนัก องค์รัชทายาทชิวหลินเหม่านอนไม่หลับทั้งคืน ตอนนี้มีโอกาสวางอยู่ตรงหน้าหากเขาชนะเขาก็จะสามารถโค่นล้มชิวหลินรุ่ยได้ และนั่งอยู่บนตำแหน่งองค์รัชทายาทได้อย่างมั่นคง
แต่หากชิวหลินรุ่ยเป็ฝ่ายชนะนั่นก็หมายถึงหายนะ ไม่เพียงแต่บัลลังก์ แม้แต่ชีวิตของเขาก็ไม่อาจรักษาไว้ได้!
ค่ำคืนนี้ช่างสั้นและยาวนานในเวลาเดียวกัน แต่ละคนต่างครุ่นคิดถึงเื่ราวที่แตกต่างกัน รอคอยพายุที่จะมาถึงในไม่ช้า
…
วันรุ่งขึ้นชิวหลินเหม่าที่ไม่ได้นอนทั้งคืนก็ตื่นแต่เช้าตรู่ ข้ารับใช้ช่วยเขาล้างหน้าแต่งตัวจนเสร็จสิ้น ยังไม่ทันได้รับอาหารเช้า รีบสวมชุดขุนนางแล้วเดินตรงไปยังตำหนักกวงิ
การเข้าเฝ้าครั้งนี้ยังคงราบรื่นเช่นเคย ฝ่าายังคงอ่อนแอและไร้ความสามารถ เหล่าขุนนางรายงานเื่ชลประทาน การเกษตร และงานราชการตามปกติ จากนั้นขันทีใหญ่ก็ประกาศให้เลิกประชุม
หลังจากจบการประชุมแล้ว ชิวหลินเหม่าไม่ได้กลับไปที่ตำหนักบูรพาทันที แต่ไปที่ตำหนักพระพันปีหลวงก่อน มารดาของเขามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เป็เวลาหลายปีที่เขาพึ่งพามารดาจนมีสถานะเช่นทุกวันนี้ เขาต้องปรึกษาหารือกับมารดาว่าจะใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร