เป็ดังคาด วันรุ่งขึ้นที่หน้าประตูเมืองเหล่าขุนนางทั้งหลาย พร้อมด้วยประชาชน ต่างรอตั้งขบวนต้อนรับเหล่าผู้กล้าของพวกเขา ด้วยรู้ว่า
หากวันใดแคว้นจ้าวถูกพวกชนเผ่ารุกราน ไม่ใช่แค่แผ่นดิน หรือทรัพย์สมบัติเงินทองที่จะถูกแย่งชิง แม้กระทั่งชีวิตของพวกเขานั้น ก็อยากที่จะรักษาไว้ นอกจากจะมาร่วมต้อนรับเหล่าทหารนักรบแล้ว
อีกสิ่งที่ทุกคนรอคอย คือการกลับมาของชินอ๋องจ้าวหยางหลง พระโอรสองค์โตของฮ่องเต้พระองค์ก่อน พระเชษฐาในฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน นอกจากความสามารถด้านการรบแล้ว
ทุกคนที่รออยู่ตามถนนสองข้างทาง ก็เฝ้ารอที่จะได้ยลโฉมวีรบุรุษ ผู้ซึ่งได้รับฉายาในหมู่นักเล่านิทานตามโรงเตี้ยมว่า เทพาบ้างหละ ท่านแม่ทัพหน้าหยกบ้างหละ
ความเป็จริง แล้วทหารในค่ายต่างรู้กันดีว่า ท่านแม่ทัพ หรือท่านอ๋องของพวกเขา แท้จริงแล้วหาใช่คนดุร้าย โเี้เพียงแต่ท่านอ๋อง มิเคยยิ้มและมิเคยหัวเราะเพียงเท่านั้นเอง
แต่การได้รับความใส่ใจชีวิตความเป็อยู่ในค่าย ปกครองทหารด้วยความยุติธรรม ปกป้องชีวิตทุกคนในสนามรบ เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตนักรบชายแดนของพวกเขา
ทันใดนั้น ผู้คนระแวกใกล้เคียงต่างได้ยินเสียงควบม้า ดังเข้ามาใกล้ประตูเมือง ทุกสายตาล้วนมองไปยังจุดหมายเดียวกัน เพียงอึดใจ นายทหาร จำนวนหนึ่ง เดินเข้ามาด้านในประตูเมืองพร้อมธงรบ ปรากฏอักษรคำว่า ‘จ้าว’ อยู่ตรงกลางของผืนธงที่ปลิวไสวโบกสะบัด เหมือนเป็การส่งสัญญาณ ให้ผู้คนแถวนั้นรับรู้ว่านับแต่นี้ เวลาที่พวกเขาเฝ้ารอได้มาถึงแล้ว
การปรากฏตัวของบุรุษรูปงาม สวมชุดเกราะน่าเกรงขาม นั่งตัวตรงอยู่บนหลังม้าศึกทรงพลัง ทำให้ทุกสายตา ต่างจับจ้องไปที่คนผู้นั้น ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าสังหารผู้นำของชาวซยงหนูถึงสองรุ่น บุคคลที่นำกองทัพจ้าว สบยความวุ่นวายที่แดนเหนือ
ตอนนี้ปรากฏตัวต่อหน้าชาวเมืองหลวงแล้ว เขาผู้นี้คือบุคคลเดียวกับองค์ชายวัย15ปีที่มีราชโองการส่งตัวไปยังชายแดนเมื่อสิบปีที่แล้ว
“เมืองหลวง ยังคึกคักไม่เปลี่ยนเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงของเฟยหงเอ่ยขึ้นหลังจากที่ขี่ม้าเข้ามาในตัวกำแพงเมือง แล้วเห็นภาพผู้คนเนืองแน่น ที่มายืนรอต้อนรับพวกเขา ทำให้อดพูดขึ้นมามิได้
“นั้นซินะ เมืองหลวงยังเป็เมืองหลวง แบบนี้ช่างดีจริงๆ ไม่เสียทีที่เฝ้ารักษาชายแดนมาเป็สิบปี”
เฟยหลิงเองก็อดที่จะตื้นตันกับภาพตรงหน้ามิได้เช่นกัน
“รีบไปเถอะ พวกขุนนางคงยืนรอกันนานแล้ว”
จ้าวหยางหลงเอ่ยขัดสององครักษ์พี่น้อง ที่กำลังซึมซับภาพความประทับใจเหล่านี้อยู่ ก่อนที่จะบังคับม้าไปทางเหล่าขุนนางที่มายืนรอต้อนรับ
“กระหม่อม ไป๋เหวินจื่อพร้อมด้วยขุนนางทั้งหลาย ขอต้อนรับท่านอ๋องและเหล่าทหารกลับสู่เมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
ไป๋เหวินจื่อ เสนาบดีกรมพิธีการคนปัจจุบัน กล่าวออกมาเมื่อมองเห็นว่า ท่านอ๋องที่พวกเขาเฝ้ารอต้อนรับ บังคับม้าเข้ามาใกล้แล้ว
“ลำบากพวกท่านแล้ว”
จ้าวหยางหลง เพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อย แสดงการขอบคุณ พร้อมตอบรับสั้นๆ แต่มิได้สนทนาสิ่งใดต่อ ยังคงบังคับม้าไปในเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่พระราชวังหลวง ด้วยใบหน้าที่แม้กระทั่งเฟยหลิง และเฟยหงก็ยากที่จะเดาความคิดของผู้เป็นายได้
จิตใจของจ้าวหยางหลงตอนนี้นั้น เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายความรู้สึก ใจหนึ่งของเขา เฝ้ารอการกลับบ้านวันนี้มาตลอด กลับมาหาครอบครัวของตนที่เมืองหลวง แต่ใจหนึ่งก็กังวลถึงสถานะที่เปลี่ยนไปของเขาเช่นกัน
เมื่อครั้งก่อนจากเมืองหลวง เขาและจ้าวเทียนหลงยังเป็แค่องค์ชายที่อยู่ในวัง ศึกษาเล่าเรียน หยอกล้อ วิ่งเล่นกันในอุทยาน แต่บัดนี้ คนหนึ่งกลายเป็โอรส์ อยู่เหนือผู้คนในใต้หล้า อีกคนกลายเป็ชินอ๋อง มีกำลังทหารนับหมื่น นับแสนคนอยู่ในกำมือ จากกันไปสิบปี ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของพวกเขายังคงเป็เฉกเช่นกาลก่อนหรือไม่นั้นก็ยากที่จะคาดเดา
อีกด้านหนึ่งบนชั้นสองของโรงเตี้ยม มองจากการแต่งกาย ผู้คนก็สามารถคาดเดาได้ ว่าหนึ่งในนั้นคงเป็คุณหนูจากสกุลใหญ่ ส่วนอีกคน คงเป็บ่าวรับใช้ที่ติดตามมาด้วย หนึ่งนายหนึ่งบ่าวกำลังจิบน้ำชากินขนม แต่สายตากลับมองไปยังด้านล่างที่เต็มไปด้วยผู้คน จากมุมที่สตรีทั้งสองคนนั่งนั้น สามารถมองเห็นท่านอ๋องบนหลังม้าได้อย่างชัดเจนกว่าใคร
“นี่หรือชินอ๋อง พี่ชายของเปียวเกอ* (ลูกพี่ลูกน้องที่แก่กว่าผู้ชาย) เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ข้าเข้าวังไปเฝ้าเสด็จป้าหลายครั้ง ไม่เห็นจำหน้าได้เลย”
สตรีสองคนที่นั่งอยู่นั้นหาใช่ใครที่ไหน คนเป็นายคือบุตรีคนโตของเสนาบดีหลี่ หลี่เยว่ซิน และ ผิงผิง สาวใช้ส่วนตัว
“โถ่ คุณหนู ท่านอ๋องจากเมืองหลวงไปั้แ่สิบปีก่อน ตอนนั้นคุณหนูยังไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ จะจำหน้าท่านอ๋องได้เช่นไรหละเ้าคะ” ผิงผิงตอบกลับผู้เป็นายของตน
สมัยตอนเป็เด็ก หลี่เยว่ซินมักตามจินซื่อผู้เป็มารดา ไปเข้าเฝ้าหลี่ไทเฮาเป็ประจำ ส่วนใหญ่ มักได้เจอแต่เปียวเกอ องค์ชายจ้าวเทียนหลง หรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ถึงแม้จะรู้ว่าเสด็จป้าทรงรับบุตรของพระสนมไว้ในความดูแล แต่เท่าที่หลี่เยว่ซิน จำความได้ นางแทบไม่เคยเห็นหน้าองค์ชายพระองค์นั้นเลย
“เ้าคิดว่า เหตุใดเมื่อหลายวันก่อน เสด็จป้าถึงให้คนมาตามข้าไปเข้าเฝ้า พอไปถึงก็ทรงรับสั่งถามถึงแต่เื่ทั่วไป ไม่เจาะจงสิ่งใดเป็พิเศษ ั้แ่ท่านแม่จากโลกนี้ไป เมืองหลวงก็คงเหลือแค่เสด็จป้า และเปียวเกอเท่านั้นซินะ ที่ยังคอยเป็ห่วงชีวิตความเป็อยู่ของข้าง”
หลี่เยว่ซินตั้งคำถาม ที่เหมือนมิได้้าคำตอบ จากสาวใช้ข้างกาย ใครเล่าจะกล้าคาดเดาพระทัยขององค์ไทเฮา เพียงแต่แค่รับสั่งถามสารทุกข์สุกดิบ แค่ไม่กี่ประโยคจากหลี่ไทเฮา ความห่วงที่นางไม่เคยได้รับจากคนในครอบครัว ั้แ่ที่แม่นางจากโลกนี้ไป
เพียงแค่คิดเปรียบเทียบความเป็อยู่ตอนนี้กับแต่ก่อน ดวงตาดอกท้อของนาง ก็คลอไปด้วยหยดน้ำใสใส ที่พร้อมจะไหลลงมาทุกเมื่อ หากเ้าตัวกลับสูดหายใจเข้ายาวๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเพื่อให้มันไหลย้อนกลับลงไปที่เก่า ไม่ปล่อยให้ใครรับรู้ถึงความอ่อนแอของนาง
“คุณหนู บ่าวว่าเรารีบกลับจวนกันดีกว่าเ้าค่ะ หากฮูหยินรองรู้เข้า ว่าคุณหนูหนีออกมาข้างนอก จะโดนทำโทษอีกนะเ้าคะ”
ผิงผิงรีบส่งสัญญาณเตือนคุณหนูของนาง หลังจากเห็นว่าขบวนของท่านอ๋องหาย ลับจากมุมถนนจนมองไม่เห็นแล้ว นางกลัวว่า หากคุณหนูของนางถูกจับได้ว่าแอบหนีออกมา ทั้งๆ ที่มีคำสั่งของฮูหยินรอง ห้ามมิให้คุณหนูออกมาข้างนอกจวน เมื่อกลับไปอาจจะถูกลงโทษอีกเช่นเคย
หลังจากสิ้นฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรองสกุลหลิวก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาพาแม่สื่อเข้าจวน แต่ติดตรงที่คุณหนูของนางใช้ข้ออ้างบุตรกตัญญู ไว้ทุกข์ให้ฮูหยินใหญ่ 3ปี ไม่อาจจัดงานมงคลหรือรับของหมั้นได้ แต่ระยะเวลา 3 ปีไวเหมือนโกหก เพิ่งจะครบได้เพียงไม่กี่วัน ฮูหยินรองก็เริ่มแผนการเดิมของนางอีกเช่นเคย
“เฮ้ย หลิวซู่อิ๋ง นะหลิวซู่อิ๋ง ดีแต่ให้ข้าอยู่แต่ในบ้านคอยทำความรู้จักพบปะกับพวกคุณชายทั้งหลาย ไม่ก็พวกพ่อค้า วันวันคิดแต่จะจับข้าแต่งให้กับคนมีเงิน มีหรือที่ข้าจะมองเจตนานางไม่ออก หมดเงินทองจากสินเดิมท่านแม่ก็เตรียมที่จะหาสมบัติแหล่งใหม่”
หลี่เยว่ซินลุกขึ้นจากที่นั่ง พร้อมทั้งบ่นอย่างเอือมระอาแม่เลี้ยงของตนเอง ถึงขั้นเอ่ยชื่อออกมาตรงๆ สมัยที่จินซื่อแม่ของนางยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนในบ้านต่างคอยเอาใจนาง ดูแลนางประดุจไข่ในหิน หลิวซื่อเองก็เคารพมารดาของนาง ซ้ำยังให้ความเกรงใจมาถึงนางด้วยซ้ำ แต่ใครเล่าจะรู้ ว่าวันหนึ่งมารดาของนางกลับป่วยด้วยโรคประหลาดทั้งที่เดิมเป็คนแข็งแรง เพียงไม่กี่วันที่ทนทรมาน ก็หมดลมหายใจจากโลกนี้ไป หมอหลายคนที่มารักษาต่างบอกเป็เสียงเดียวกันว่า มารดาของนางถึงอายุขัยก่อนวันอันควร
นางได้แต่เก็บข้อสงสัยเหล่านี้ไว้ในใจ หลังจากการจากไปของมารดานางเพียงไม่นาน เสนาบดีหลี่ก็มักมีข้ออ้างที่ต้องใช้เงินทอง เพื่อมาขอสินเดิมของมารดาไปช่วยราชสำนักบ้าง ไปบริจาคบ้าง ทำเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง จนแทบไม่เหลือสมบัติที่เป็ชิ้นเป็อันใดเลย
นางเพิ่งมารู้ทีหลัง เพียงไม่นานว่าแท้จริงแล้วเงินทองบางส่วนที่เหลือนั้น ถูกหลิวซื่อแม่เลี้ยงของตนเก็บเข้าหีบสมบัติไว้เป็สินสมรสเดิมให้แก่หลี่ชิงเหยียน น้องสาวต่างมารดาของนาง พอหลี่เยว่ซินทวงถาม หลิวซื่อได้แต่ยกหน้าที่ของคนเป็แม่ ถึงแม้นางจะเป็เพียงฮูหยินรองเป็แม่เลี้ยง แต่ก็ยังคงต้องเตรียมสินสมรสไว้ให้กับบุตรีทั้งสอง เสนาบดีหลี่คนเป็พ่อมิได้ห้าม ซ้ำยังเห็นดีเห็นงามกับหลิวซื่อ ที่จะยึดทรัพย์สมบัติของมารดานางไป หลังจากเห็นว่าสินเดิมของมารดานางร่อยหลอ หลิวซื่อคงจะกำลังเตรียมเรียกสินสมรส จากขุนนางยศใหญ่ ไม่ก็พ่อค้าคหบดีเป็แน่
หากเปรียบนางเป็สินค้า นางคงเป็สินค้าที่ถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งที่คนทั่วไปมองเห็น แต่ไม่อาจซื้อหาจับจองเป็เ้าของได้ ด้วยฐานะชาติตระกูล ด้านหนึ่งพระญาติของฮ่องเต้ องค์ปัจจุบัน ด้านหนึ่งสกุลจินคหบดีที่ร่ำรวยแห่งเจียงหนิง ครอบครัวที่พอจะเกี่ยวดองกับนางได้ ใช้เพียงนิ้วทั้งสิบนับก็คงไม่เกินไป
ต่างกับหลี่ชิงเหยียนน้องสาวของนาง ติดที่ฐานะเป็เพียงบุตรีของฮูหยินรองอีกทั้งสกุลหลิวก็มิได้มีฐานะร่ำรวยอย่างสกุลจิน หลิวซูอิ๋งจึงใช้นางเป็ใบเบิกทาง ไปหาขุมทรัพย์ครั้งนี้ หากนางต่อต้าน หลายต่อหลายครั้งที่ถูกลงโทษโบย จนต้องให้ผิงผิงใส่ยาให้เป็ประจำ
ขบวนกองทัพของจ้าวหยางหลง มีเพียงนายทหารบางคนที่ตามเข้ามาในเขตพระราชวัง ส่วนใหญ่เป็แม่ทัพ นายกองคนสำคัญ ที่เหลือให้พักอยู่ที่จวนรับรองด้านนอกรอฟังคำสั่ง บรรยากาศในท้องพระโรง ทันทีที่จ้าวหยางหลงก้าวเท้าเข้ามา สองฝั่งเต็มไปด้วยเหล่าขุนนางทั้งหลาย ท่ามกลางโอรส์ผู้ทรงฉลองชุดคลุมัสีเหลือง ประทับนั่งสง่างามน่าเกรงขามอยู่บนบัลลังก์ท รวมถึงสายพระเนตรตอนนี้ที่จับจ้องมายังตนทันทีที่เดินเข้ามา
“กระหม่อม จ้าวหยางหลง ถวายพระพรฝ่าา ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
จ้าวหยางหลงคุกเข่า พร้อมกล่าวถวายความคำนับทันที เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์กลางท้องพระโรง
“เสด็จพี่ ท่านกลับมาแล้ว”
ทันทีที่จ้าวหยางหลงคุกเข่า ฮ่องเต้จ้าวเทียนหลงที่เคยทรงสงบนิ่ง กลับรีบลุกขึ้นเดินมาจากบัลลังก์ั เพื่อหาเสด็จพี่ของพระองค์ที่จากกันไปนาน
“ท่านลุกขึ้นเถิด พวกท่านด้วย เราดีใจจริงๆ ที่ท่านกลับมา” ทรงกล่าวคำอนุญาต พร้อมบอกความรู้สึกของพระองค์ ให้จ้าวหยางหลงทราบว่าพระองค์นั้นก็เฝ้ารอการกลับบ้านของพี่ชายเช่นกัน
“กระหม่อมมีความผิดใช้เวลานานเกือบสิบปี กว่าจะปราบชนเผ่าแดนเหนือลงได้ ขอฝ่าาทรงลงพระอาญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวหยางหลงยังกล่าวหาตัวเอง ที่ใช้เวลานานเกือบสิบปีกว่าจะทำให้แดนเหนือสงบ ครั้นเห็นฮ่องเต้ยังทรงได้แต่มอง เลยตัดสินใจกล่าวต่อตามที่ได้เตรียมตัวไว้แล้ว
“ส่วนนี้ คือตราพยัคฆ์ของกองทัพพยัคฆ์อุดร ตอนนี้ชายแดนสงบสุขแล้ว กระหม่อมขอถวายคืนแด่ฝ่าา พ่ะย่ะค่ะ” จ้าวหยางหลงพูดพร้อมคุกเข่าลงอีกครั้ง ทั้งยังถือกล่องไม้ลักษณะสวยงามขนาดเท่าฝ่ามือ ดูก็รู้ว่า ข้างในคือของสำคัญที่ ทูลเกล้าฯถวายคืนแก่ฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง
ขุนนางในท้องพระโรง รวมถึงจ้าวเทียนหลงที่ยังตกตะลึงเพราะคิดไม่ถึงว่าการพบหน้ากันครั้งแรก จ้าวหยางหลงจะกระทำการเช่นนี้ ไม่ทันที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของขุนนางจะสงบลง จ้าวเทียนหลงก็ตรัสขึ้นมาทันที
“เสด็จพี่! ท่านเห็นเราเป็เช่นไร เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล เช่นนั้นหรือ ตรากองทัพท่านเก็บไว้เถิด ตอนนี้เรายังมิ้า แต่ท่านต้องสัญญากับเรา หากวันใดที่เรา้าใช้ เราจะขอคืนจากท่านด้วยตัวเอง”
“กระหม่อมรับพระบัญชา”
จ้าวหยางหลงก้มตอบรับพระบัญชา
“ไหนไหน ท่านก็คุกเข่าแล้ว ก็อยู่แบบนี้สักครู่หนึ่งแล้วกัน จางกงกง อ่านราชโองการเลย” ฮ่องเต้จ้าวเทียนหลงไม่ได้อนุญาตให้ชินอ๋องผู้นี้ลุกขึ้นยืน ซ้ำยังให้ขันทีคนสนิท ประกาศราชโองการเสียงดังฟังชัดทั่วท้องพระโรง
“ชินอ๋องจ้าวหยางหลง รับราชโองการ
ชินอ๋องจ้าวหยางหลง กล้าหาญชาญชัย ปราบปรามชาว ซยงหนู ทำให้ชายแดนเหนือสงบสุข ในนามของโอรส์พระราชทาน ราชทินนาม “หย่ง* (แปลว่ากล้าหาญ) ” มอบตำหนักหย่งอ๋องอีกหนึ่งหลัง รวมทั้งพระราชทานสมรสกับบุตรีคนโตของเสนาบดีกรมคลังหลี่ิ หลี่เยว่ซิน ให้กรมพิธีการกำหนดวันและจัดเตรียมงานได้ทันที จบราชโองการ”
“กระหม่อมจ้าวหยางหลง ขอบพระทัยฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
จ้าวหยางหลงที่ใกับรางวัลก่อนจะยื่นสองมือไปรับด้วยความไม่เข้าใจ เหตุใดฮ่องเต้ยังทรงเชื่อใจพระราชทานราชทินนาม รวมถึงรางวัลมากมายให้แก่เขาเช่นนี้ หรือที่กังวลอาจเพราะว่าเขาคิดมากเกินไป
“ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง ยินดีด้วยขอรับท่านเสนาบดีหลี่”
จางกงกงกล่าวแสดงความยินดีกับหย่งอ๋องคนใหม่ โดยที่ไม่ลืมหันกลับไปแสดงความยินดี กับเสนาบดีกรมคลังหลี่ิ ที่ตอนนี้ยังมึนงงกับราชโองการฉบับนั้น เพราะครั้งนี้ตนไม่คิดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผลงานท่านอ๋องเลย
“เอาหละ เลิกประชุมได้ เสด็จพี่เราไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่กันเถอะ พระนางคงรอพบท่านนานแล้ว”
หลังจากจ้าวเทียนหลงฮ่องเต้ รับสั่งเลิกประชุม พร้อมกับเดินนำพี่ชายตนเองไปตำหนักเฉิงเฉียน เพื่อเข้าเฝ้าหลี่ไทเฮา
จวนสกุลหลี่
ในขณะที่ท้องพระโรงประกาศราชโองการอวยยศและพระราชทานรางวัลแก่หย่งอ๋องนั้น ที่จวนสกุลหลี่ หลิวซู่อิ๋ง ฮูหยินรองของหลี่ิ ก็กำลังเปิดบ้านต้อนรับกงกงของฮ่องเต้จากตำหนักเถียนชิง (ตำหนักประทับฮ่องเต้)
“ท่านกงกง โปรดรอสักครู่ ข้าให้คนไปตามซินเออร์ เดี๋ยวนางก็คงจะมา”
หลิวซู่อิ๋งให้คนมารินน้ำชา พร้อมทั้งรายงานกงกง ให้เข้าใจว่านางได้กำลังตามตัวหลี่เยว่ซินแล้ว
“เห็นหรือไม่เ้าคะ คุณหนู! บ่าวบอกท่านแล้วให้รีบกลับมา ดูซิเ้าคะ! ถึงบ้านยังไม่ทันไร ฮูหยินรองก็ให้คนมาตามไปพบแขกเหมือนเคย”
ผิงผิงบ่นอุบอิบกับเ้านายตนเองขณะกำลังหวีผม จัดเครื่องแต่ตัวหญิงสาวให้เข้าที่เข้าทาง เพราะว่าคนทั้งคู่รีบวิ่งกลับมาจากดูขบวนทัพของท่านอ๋องเลยไม่มีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้า
“รู้แล้ว รู้แล้ว รีบๆ เข้าเถอะบ่นอยู่ได้ ข้าไปช้าเดี๋ยวก็โดนหยิกเนื้อเขียวเป็แน่”
หลี่เยว่ซินเร่งให้ผิงผิงรีบขึ้นอีกหน่อย หากนางไปช้าแล้วทำให้แม่เลี้ยงนางไม่พอใจ แล้วพาลหาเื่ลงโทษนางอีก
“คุณหนูใหญ่มาแล้วเ้าค่ะ” หลังจากสาวใช้เข้าไปรายการ หลี่เยว่ซินก็เดินตามหลังเข้ามาในห้องโถงที่กงกงจากในวังรออยู่แล้ว
“คุณหนูใหญ่หลี่ รับราชโองการเถิด” กงกงไม่เสียเวลาหลังจากที่เจอหน้าหลี่เยว่ซินก็รีบแจ้งให้นางทราบทันที
“หม่อมฉัน หลี่เยว่ซิน รับราชโองการ” ถึงแม้จะเต็มไปด้วยคำถาม แต่หลี่เยว่ซินก็ได้แต่คุกเข่าลง ก้มหน้าฟังราชโองการ
“มีพระบัญชาจากโอรส์ คุณหนูใหญ่สกุลหลี่ หลี่เยว่ซิน กิริยามารยาทงดงาม อ่อนน้อมถ่อมตน ทั้งยังมีความเฉลียวฉลาด เราขอพระราชทานสมรสกับหย่งอ๋อง จ้าวหยางหลง จบราชโองการ”
“หา!!! แต่งงาน แต่งกับใครนะ…..???” หลี่เยว่ซินยังใกับราชโองการของฮ่องเต้ไม่หาย จนลืมรักษากิริยามารยาทว่างดงามเหมือนดังที่กล่าวไว้ในราชโองการ
“คุณหนูใหญ่หลี่ ท่านรับราชโองการก่อนเถิด” กงกงรีบเตือนนาง
“ขอบพระทัยฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” หลี่เยว่ซินสองมือรับราชโองการแล้วแต่ยังคงนั่งอยู่กับพื้น จนผิงผิงอดไม่ได้จนต้องเข้ามาหาคุณหนูของนาง
“คุณหนู …ท่านลุกขึ้นเถิดเ้าค่ะ”
“เข่าข้าอ่อนไปหมดแล้ว….. ลุกไม่ไหว” หลี่เยว่ซินกระซิบตอบผิงผิงเสียงเบาด้วยเกรงคนอื่นจะได้ยิน
“ยินดีด้วยขอรับคุณหนูใหญ่หลี่ ไม่ซิ หลี่หวางเฟย* (ในที่นี้หมายถึงพระชายาแช่หลี่) ต่อไปข้าน้อยคงต้องฝากตัวกับพระชายาด้วยแล้ว” กงกงแสดงความยินดีกับแม่นางตรงหน้า แต่ยังไม่วายแอบกระเซ้าหญิงสาวเพราะว่าเขาเองก็ได้ยินสิ่งที่นางกระซิบกับบ่าว คงจะดีใจจนเข่าอ่อนซินะ!
------------------------------------------------------
ราชโองการมาถึงแล้ว อดทนอีกนิดนะคะ เดี๋ยวท่านอ๋องกับน้องเยว่ซินก็ได้เจอกันค่ะ