‘ข้าเหลือลูกชายแค่คนเดียว ขอนายท่านได้โปรดปล่อยให้ข้ากลับไปดูแลเขาด้วยเถิดเจ้าค่ะ’
‘ท่านรองแม่ทัพผู้มีเมตตา ท่านจะให้ข้าเป็นวัวเป็นม้าข้าก็จะไม่ปฏิเสธ ขอแค่คืนนี้ท่านอย่าทำร้ายข้าเลยนะเจ้าคะ ข้ามีสามีแล้ว ข้าไม่อยากทำผิดต่อสามี’
‘เสียนซิ่ว! เจ้าคนชั่วช้า เจ้าพรากลูกพรากเมียผู้อื่นมา ข้าขอสาปแช่งไม่ให้เจ้าตายดี’
‘ข้าขอเอาชีวิตข้าเป็นเครื่องบวงสรวงต่อท่านเทพทุกชั้นฟ้า หากท่านเทพทั้งหลายได้ยินเสียงข้า ข้าขอให้ท่านจัดการคนชั่วอย่างเสียนเซิ่งกับเสียนซิ่ว ขอให้พวกมันไม่มีจุดจบที่ดี’
เสียนซิ่วมีความสุขที่ได้ยินเสียงร้องขอชีวิตของหญิงสาวเหล่านั้น เพราะมันช่วยกระตุ้นอารมณ์ของเขาได้ดียิ่งนัก
“ด่าต่อไป ด่าเสียให้พอ” เสียนซิ่วกระดกสุราเข้าไปจนหมดจอกก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “เพราะหลังจากที่พวกเจ้าได้ปรนนิบัติข้า เมื่อถึงเวลาฟ้าสว่าง ข้าจะสั่งให้คนโยนพวกเจ้าเข้าไปในป่าลึก หากอยากมีชีวิตรอดเพื่อกลับไปหาครอบครัว พวกเจ้าก็ต้องหาทางออกจากป่าเอาเอง แต่หากไม่มีความสามารถ พวกเจ้าก็อยู่เป็นผีเฝ้าป่าไปเสีย อ้อ...ยังมีอีกเรื่อง ในป่าลึกรอบค่ายมีสัตว์ดุร้ายอาศัยอยู่มากมาย สตรีก่อนหน้ายังไม่เคยมีใครออกมาจากป่าได้เลยสักคน”
เสียนซิ่วที่ดื่มสุราจนพอใจ เขาเริ่มถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกอย่างใจเย็น แต่ยังไม่ทันที่เขาจะทันได้ถอดเสื้อผ้าส่วนที่เหลือ ที่คอของเขาก็รู้สึกเย็นขึ้นมา
“เจ้าเป็นใครถึงกล้าบุกเข้ามาในกระโจมของข้า” เสียนซิ่วถามเสียงเข้ม แม้จะเดาได้แล้วว่าสิ่งที่ประทับอยู่บนคอเวลานี้เป็นอาวุธชนิดใด แต่เขายังเชื่อว่าคนร้ายย่อมเป็นทหารในค่าย ขอแค่เขาแสร้งพูดเสียงแข็งออกไป ทหารขี้ขลาดเหล่านี้ต้องไม่กล้าทำอะไรเขาแน่ “ยังไม่รีบลดอาวุธลงอีก! อยากให้ข้าไปสังหารครอบครัวของพวกเจ้าให้ได้สินะ”
“หากคิดว่ามีความสามารถก็ออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อนสิ”
เสียนซิ่วขมวดคิ้ว เสียงที่พูดออกมาทรงพลังและไม่มีน้ำเสียงของความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย “เจ้าเป็นโจรป่าที่ออกอาละวาดอยู่ระยะนี้หรือ เช่นนั้นไม่ยาก แค่เจ้าปล่อยข้าไป ข้ายินดีแบ่งเสบียงให้พวกเจ้าส่วนหนึ่ง”
“เสบียงในค่ายมีไว้เลี้ยงดูทหาร เจ้าไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงจะเอาเสบียงออกไปใช้โดยพลการ!”
“ข้ามีตำแหน่งเป็นถึงรองแม่ทัพย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจ” เสียนซิ่วตะโกนกลับอย่างลืมตัว “โจรป่าอย่างเจ้ากล้าดีอย่างไรมาสงสัยในตัวข้า! ข้าขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่าหากเจ้าไม่รีบปล่อยข้าไป เชื่อหรือไม่ว่าทันทีที่ข้าตะโกน แม้แต่หัวของเจ้าก็จะเก็บไว้บนบ่าไม่ได้”
“เป็นเช่นนั้นรึ” เผยหยวนจื่อย้ายตำแหน่งของกระบี่จากที่พาดอยู่บนคอไปตบที่หัวไหล่ของเสียนซิ่วอยู่หลายที “เสียนซิ่ว...เจ้าลองหันหลังกลับมาดู ข้าอยากรู้ว่าเมื่อเจ้าเห็นเจ้านายของข้าแล้วเจ้ายังจะกล้าปากดีอยู่อีกไหม”
เสียนซิ่วหันหลังกลับทั้งที่ยังไม่หายโมโห แต่เมื่อเขาเห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ เขาก็คุกเข่าลงทันที “คา...คารวะฉิงอ๋องขอรับ”
“ข้าคงไม่กล้ารับการคารวะจากท่านรองแม่ทัพเสียนซิ่วได้หรอก” ฉินจื่อฉิงสั่ง “หยวนจื่อ เจ้าให้ท่านรองแม่ทัพยืนขึ้นเถิด ข้ายังอยากเก็บหัวของข้าไว้บนบ่าอยู่นะ”
“ฉิง...ฉิงอ๋องล้อเล่นแล้ว ที่...ที่ข้าพูดออกไปเพราะคิดว่าเป็นโจรป่าที่ลักลอบเข้ามาในกระโจม ข้าเพียงพูดข่มขวัญออกไปเท่านั้น ไม่ได้คิดจะล่วงเกินท่านแม้แต่น้อยขอรับ” เสียนซิ่วอธิบายอย่างหวาดกลัว ‘พี่ใหญ่! ท่านทำอะไรอยู่ ท่านรู้หรือไม่ว่าฉิงอ๋องมาเยือนเราถึงค่ายแล้ว เรากำลังจะซวยกันแล้ว’
สตรีเหล่านั้นเมื่อได้ยินชื่อฉิงอ๋อง พวกนางต่างแย่งกันพูด
‘ท่านคือฉิงอ๋องจริงหรือเจ้าคะ เช่นนั้นท่านได้โปรดช่วยพวกเราด้วย เราถูกเสียนซิ่วจับตัวมาเจ้าค่ะ’
‘ท่านอ๋องส่งข้าออกไปด้วยเถิด ข้าถูกเจ้าคนชั่วจับตัวมาที่นี่หลายวัน ป่านนี้ไม่รู้ว่าลูกชายของข้าจะเป็นหรือตายอย่างไรแล้ว อีกทั้งสามีข้าเพิ่งเสียชีวิตจากการปะทะกับโจรป่า และข้ากับเขาก็มีลูกชายอยู่แค่คนเดียว ข้าจะปล่อยให้สายเลือดของสามีสูญสิ้นไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นวิญญาณสามีต้องไม่ให้อภัยข้าแน่เจ้าค่ะ’
‘เสียนเซิ่งกับเสียนซิ่วฉุดคร่าสตรีมามากมาย อีกทั้งชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบค่ายต่างถูกพวกมันขูดรีดเสบียงจนพวกเราไม่มีจะกินกันแล้ว ขอท่านอ๋องลงโทษพวกมันด้วยเถิดเจ้าค่ะ’
เสียนซิ่วได้ยินคำพูดของสตรีเหล่านั้นก็คิดว่าชีวิตของตนเองคงจบสิ้นแล้ว มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าเทพสงครามให้ความสำคัญกับเพื่อนทหารและความเป็นอยู่ของราษฎรมากเพียงใด
“ท่านอ๋อง! ท่านอย่าได้ฟังคำพูดไร้สาระของพวกนาง เป็นพวกนางที่มาเสนอตัวให้ข้าเพื่อแลกกับความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ข้ารับพวกนางเข้ามาเพราะอยากช่วยเหลือพวกนางเท่านั้นขอรับ” เสียนซิ่วยังพยายามอธิบาย อย่างไรฉินจื่อฉิงก็เป็นบุรุษ เมื่อมีหญิงสาวมาเสนอตัวให้ถึงที่มีหรือที่ชายชาตรีจะปฏิเสธ
“เจ้ารับพวกนางให้มาปรนนิบัติเพราะอยากช่วยเหลือพวกนางอย่างนั้นสินะ” ฉินจื่อฉิงยิ้ม
เสียนซิ่วไม่เห็นท่าทางโมโหหรือไม่พอใจจึงคิดว่าฉินจื่อฉิงเชื่อคำของตน เขายิ้มกว้างอย่างใจชื้น “ข้าแค่ช่วยให้พวกนางรอดพ้นจากความอดอยากเท่านั้นขอรับ”
“เจ้าช่างจิตใจดียิ่ง” ฉินจื่อฉิงหุบยิ้ม “เจ้าเป็นถึงรองแม่ทัพแต่กลับฝ่าฝืนคำสั่งด้วยการพาคนนอกเข้ามาในค่าย ข้าควรลงโทษเจ้าอย่างไรดี”
“ในเมื่อเสียนซิ่วชอบให้มีสตรีมาปรนนิบัติ เช่นนั้นก็ให้แม่นางทั้งหลายช่วยนวดให้เขาหายเมื่อยสักหน่อย” ไป๋เซียนเยี่ยเสนอ “รองแม่ทัพเสียนซิ่วมีร่างกายแข็งแรงกำยำ หากใช้มือคงไม่ต่างจากการสั่งให้พวกนางเอามือไปทุบหิน เช่นนั้นก็ให้พวกนางไปหาไม้มาเป็นเครื่องทุ่นแรงดีหรือไม่ขอรับ”
ฉินจื่อฉิงไม่ตอบแต่กลับเดินไปนั่งในท่าสบาย สตรีเหล่านั้นรู้ความหมายในทันที จากนั้นพวกนางก็วิ่งไปคว้าหอกและทวนที่วางอยู่ในกระโจม สตรีเหล่านั้นใช้ด้ามอาวุธทุบไปบนร่างของเสียนซิ่วเพื่อระบายแค้น เสียนซิ่วร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขาอยากตบหน้าและโต้กลับสตรีเหล่านั้น แต่ก็ทำไม่ได้เพราะกลัวว่าฉินจื่อฉิงจะไม่พอใจ เผยหยวนจื่อมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างชอบใจ ผู้ใดว่าสตรีเป็นคนอ่อนแอ ดูพวกนางใช้ด้ามอาวุธทุบไปจนตัวของเสียนซิ่วเวลานี้สิ กระดูกของเสียนซิ่วคงแหลกละเอียดไปแล้วกระมัง
“สภาพภายในค่ายไม่ดีขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ ทำไมท่านถึงได้ดูทุกข์ใจขนาดนั้น” ซูหยุนหรานจับมือสามี “เข้าไปในแช่น้ำอุ่นในมิติดีกว่าเจ้าค่ะ เผื่อว่าท่านจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง”
เมื่อหยุนหรานเห็นสามีมีเรื่องกลุ้มใจ นางมักจะพาสามีเข้ามาในมิติเพื่อแช่น้ำอุ่น จากนั้นนางก็จะเปิดเพลงและทำอาหารอร่อยๆ ให้เขาทาน
ฉินจื่อฉิงนอนแช่ตัวอยู่อ่างน้ำ “หากข้าไม่ตัดสินใจเดินทางมาชายแดนเหนือ ข้าคงไม่รู้ว่าเพื่อนทหารรวมถึงชาวบ้านจะถูกเสียนเซิ่งกับเสียนซิ่วทรมานเช่นนี้ เจ้าไม่รู้หรอกว่าพวกมันสองคนทำร้ายสตรีและชาวบ้านไปมากเพียงใด นอกจากพวกมันจะยักยอกเสบียงและเงินสนับสนุนกองทัพเข้ากระเป๋าตัวเองแล้ว พวกมันยังขูดรีดเสบียงจากชาวบ้านจนชาวบ้านหลายคนพากันอดตาย หรือบางคนถึงกับต้องไปขุดรากไม้มาต้มกินแทนข้าวแล้ว”
“ท่านพี่จะจัดการกับพวกเขาอย่างไรเจ้าคะ” ซูหยุนหรานนวดขมับให้สามี
“ในเมื่อท่านพ่อให้ป้ายทองอาญาสิทธิ์มา อีกทั้งความผิดของพวกมันก็เด่นชัดถึงเพียงนี้ ทันทีที่กองทัพของเราเดินทางมาถึง ข้าจะประหารชีวิตเสียนเซิ่งกับเสียนซิ่วต่อหน้าทุกคน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้ใดกล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”
“กว่ากองทัพของเราจะเดินทางมาถึงก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน เสียนเซิ่งกับเสียนซิ่วจะไม่รู้ตัวก่อนหรือเจ้าคะ”
“ขอบใจนะหรานหรานที่ช่วยเตือนข้า” ฉินจื่อฉิงลุกขึ้นจากอ่างแล้วรีบสวมเสื้อผ้า “เสียนซิ่วนั้นข้าได้จัดการเขาไปแล้ว คิดว่าสองวันนี้เขาคงลุกลงจากเตียงไม่ได้ แต่ข้าลืมไปว่ายังมีเสียนเซิ่งอยู่อีกคน”
ฉินจื่อฉิงกับซูหยุนหรานออกจากมิติวิเศษก็รีบไปที่กระโจมพักของเสียนเซิ่งทันที แต่น่าเสียดายที่ภายในกระโจมกลับว่างเปล่า
ส่วนเสียนเซิ่งที่กำลังหงุดหงิดเพราะก่อนหน้านี้เขานอนฝันหวานว่าจะได้เสพสุขอยู่กับน้องสาวของหันกุ้ย แต่เขากลับได้ยินเสียงร้องจนต้องตื่น ด้วยความโมโหเขาจึงออกจากกระโจมเพื่อมาดูว่าเป็นเสียงของผู้ใด แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือน้องชายที่นอนอยู่กับพื้นด้วยสภาพที่มีเลือดท่วมไปทั้งตัว “อาซิ่ว! เจ้าเป็นอะไรไป มีผู้ใดกล้ามาทำร้ายเจ้า”
“หนี...พาข้าหนี ฉิน...ฉินจื่อฉิงมาถึงค่ายแล้ว” เสียนซิ่วบอกออกไปอย่างยากลำบาก
“ว่าอย่างไรนะ! ฉินจื่อฉิงมาที่ค่ายของเรา?” เสียนเซิ่งถามออกไปอย่างสงสัยปนไม่เชื่อ “แล้วทำไมคนของเราไม่ส่งข่าวมาบอก”
เสียนซิ่วพยายามกัดฟันพูด “ท่านเชื่อข้า”
เสียนเซิ่งมีนิสัยชอบระวังตัวเองตลอดเวลาอยู่แล้ว แม้เขาจะไม่เชื่อคำพูดของน้องชายเต็มร้อย แต่ในเมื่อน้องชายเตือน เช่นนั้นเขาก็ควรจะไปตั้งหลักก่อน ขณะที่เสียนเซิ่งกำลังจะแบกน้องชายแล้วใช้วิชาตัวเบาหลบออกจากค่าย เขาก็ได้ยินเสียงเรียก
“ท่านแม่ทัพ! โปรดหยุดก่อนขอรับ” หันกุ้ยวิ่งเข้ามา “ข้าจับคนที่ทำร้ายท่านรองแม่ทัพได้แล้วขอรับ”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ จับตัวคนที่ทำร้ายอาซิ่วได้แล้วอย่างนั้นรึ” เสียนเซิ่งถาม “มันเป็นผู้ใด”
“เป็นหัวหน้าหมู่สิบสามขอรับ เขาโกรธที่ท่านรองแม่ทัพข่มเหงน้องสาวจนน้องสาวของเขาตั้งครรภ์ มิหนำซ้ำน้องสาวของเขายังถูกชาวบ้านจับใส่กรงหมูถ่วงน้ำตายไปต่อหน้า เขาจึงลงมือแก้แค้นขณะที่ท่านรองแม่ทัพเผลอขอรับ”
“แล้วเวลานี้คนร้ายอยู่ที่ใด” เสียนเซิ่งยังไม่ไว้ใจ แม้น้องชายจะมีวรยุทธ์ด้อยกว่าตน แต่วรยุทธ์ของน้องชายก็ไม่ได้ด้อยจนถึงขั้นที่ถูกหัวหน้าหมู่ที่ไม่เป็นวรยุทธ์ทำร้ายจนอาการปางตายขนาดนี้
หันกุ้ยทำหน้าลำบากใจ “ตอนที่ข้าจับตัวเขาไว้ได้ เขาก็ปลิดชีพตัวเองหนีความผิดไปแล้วขอรับ”
“ง่ายดายเพียงนั้น?” เสียนเซิ่งมองหันกุ้ยอย่างจับผิด
หันกุ้ยคุกเข่าพร้อมกับยื่นกริชในมือให้เสียนเซิ่ง “หากท่านแม่ทัพไม่เชื่อ ขอท่านแม่ทัพสังหารข้าก่อนได้เลยขอรับ”
หันกุ้ยทำใจดีสู้เสือ เพราะวันนี้เขาตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตที่จะกำจัดเสียนซิ่ว หลังจากนั้นเขาจะมาจัดการกับเสียนเซิ่ง แต่เมื่อเขาไปถึงกระโจมของเสียนซิ่ว เขาก็ได้ยินเสียงสนทนา ฉิงอ๋อง...ฉิงอ๋องเดินทางมาถึงชายแดนเหนือแล้ว พวกเขากำลังจะรอดตายแล้ว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ไปแสดงตัว ท่านอ๋องก็ได้ออกจากกระโจมไปแล้ว ส่วนคนของท่านอ๋องก็ได้พาหญิงสาวเหล่านั้นออกไปแล้วเช่นกัน ทิ้งให้เสียนซิ่วนอนจมกองเลือดอยู่คนเดียว
หันกุ้ยเดินกลับที่พักอย่างสบายใจเพื่อที่จะนำข่าวดีกลับไปบอกแก่สหาย แต่เมื่อนึกได้ว่าไม่ควรปล่อยให้เสียนซิ่วอยู่คนเดียว เขาจึงกลับมาที่กระโจมของเสียนซิ่วอีกครั้ง แต่เสียนซิ่วได้หายไปแล้ว
หันกุ้ยตามรอยไปจนพบว่าเสียนซิ่วนำข่าวเรื่องฉิงอ๋องมาบอกพี่ชาย หันกุ้ยจึงคิดแผนเรื่องที่เสียนซิ่วถูกแก้แค้นขึ้นมา คิดไว้ว่าขอแค่ถ่วงเวลาไว้ได้ ฉิงอ๋องอาจมาปรากฏตัวได้ทันเวลา
เสียนเซิ่งมองหันกุ้ยอย่างพิจารณา อีกทั้งคืนนี้น้องชายได้พาสตรีหลายคนกลับไปหาความสุข เช่นนั้นแล้วคำพูดของหันกุ้ยย่อมเชื่อถือได้ น้องชายอาจพลาดท่าถูกคนเล่นงานแล้วจริงๆ
“ข้าจะพารองแม่ทัพกลับไปรักษาตัวก่อน ส่วนเจ้าเอาศพไอ้เลวนั่นไปแขวนไว้กลางลานแล้วเรียกทุกคนให้มารวมตัว ข้าจะทำลายศพมันต่อหน้าทหารทุกคน” เสียนเซิ่งสั่งอย่างเด็ดขาด
หันกุ้ยแอบถอนหายใจโล่ง ‘ท่านอ๋อง ท่านมาเร็วๆ นะขอรับ’