หนิงหลงจัดการเก็บผลึกปีศาจออกมาจากร่างราชันปีศาจโลหิตอย่างรวดเร็ว
“ปล่อยทิ้งไว้คงเสียเปล่า” หนิงหลงยืนลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะคว้าเอาร่างเหี่ยวแห้งตรงหน้าแบกขึ้นหลังเดินทางกลับบ้านในเมื่อมีโอกาสได้ศึกษาร่างกายปีศาจ ไม่มีเหตุผลที่เขาจะไม่คว้ามันเอาไว้
ร่างไร้ิญญาของราชันปีศาจโลหิตไม่ได้หนักหนาเท่าไรความจริงมันเบาเอามากๆ เนื่องจากของเหลวภายในร่างราชันปีศาจโลหิตถูกศาสตร์ลับเผาผลาญไปแล้วจนหมดสิ้นคงเหลือไว้เพียงหนังเหี่ยวย่นหุ้มกระดูกเท่านั้น
หนิงหลงเดินตรงเข้าบ้านอย่างร้อนรนเขาไม่มีเวลามากนักสำหรับเื่เจตจำนงโลหิตของปีศาจ ยิ่งปล่อยให้มันอยู่ในร่างกายเขานานเท่าไรมันยิ่งเป็อันตรายมากขึ้นเท่านั้น
“นายน้อย ท่านไปไหนมาเหตุใดถึงได้มาเวลานี้ อาหารเย็นพร้อมนานแล้ว” พ่อบ้านหวังรีบเข้าไปต้อนรับเมื่อเห็นนายน้อยมาถึงบ้านสักทีความจริงเขากระวนกระวายใจมาก ถึงกับออกไปตามหาหลายครั้ง
ปกติหนิงหลงจะไม่ค่อยชอบวุ่นวายกับใครตลอดหลายปีเขาจึงไม่มีเพื่อน หรือคนรู้จักที่สนิทสนมในเมืองไผ่แดงเลยสักคนพ่อบ้านหวังจึงอดห่วงไม่ได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายกับหนิงหลง
ทันทีที่เห็นนายน้อยมาถึงบ้านอย่างปลอดภัยพ่อบ้านหวังก็รู้สึกโล่งใจราวกับยกูเาลูกใหญ่ออกจากอกหากนายน้อยเป็อะไรไปเขาคงไม่มีหน้าไปพบปรมาจารย์หนิงหวงแน่ๆ
พ่อบ้านหวังถอนหายใจโล่งอกรีบเข้าไปต้อนรับหนิงหลงที่เพิ่งมาถึง
“เหตุใดถึงได้สกปรกเช่นนี้ บนหลังท่านนั่นมัน.......” พ่อบ้านหวังหน้าซีดเผือด ทันทีที่เห็นร่างเหี่ยวแห้งบนหลังนายน้อยก็ใจนลมแทบจับ
“ซะ...ซากศพนั่นมันอะไรกัน” พ่อบ้านหวังเข่าอ่อน นับั้แ่ดูแลนายน้อยมา หนิงหลงไม่เคยทำตัวเหลวไหลให้เขากังวลมาก่อนนี่ถึงขนาดไปขุดเอาซากศพแห้งเหี่ยวแบกกลับบ้าน เื่แบบนี้ใครจะไปรับไหว
ในสายตาพ่อบ้านหวังร่างไร้ิญญาบนหลังหนิงหลงดูราวกับซากศพที่ตายมานานแล้วนับสิบปี สภาพเช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับคนที่เพิ่งตายได้อย่างแน่นอนมันทั้งแห้งเหี่ยว และดูเก่าแก่เอามากๆ
“ไว้ข้าจะอธิบายให้ฟัง ตอนนี้ท่านช่วยหยิบตำราพวกนี้ไปให้ข้าที่ห้องก่อน” หนิงหลงคว้าเอาพู่กันเขียนรายชื่อตำราที่เขา้าส่งให้พ่อบ้านหวังก่อนจะรีบตรงดิ่งเข้าห้องไป
“ซากศพนั่นอาจจะมีอะไรพิเศษไม่งั้นนายน้อยคงไม่สนใจมันมากถึงขนาดนี้” พ่อบ้านหวังรีบตั้งสติรับเอากระดาษรายชื่อตำรามาเขาพยายามปลอบใจตัวเอง
“ตำราที่นายน้อย้า มีแต่บันทึกของเผ่าปีศาจหรือว่า....” พ่อบ้านหวังยืนอึ้ง สรุปเื่ราวทั้งหมดได้ในทันที
“นายน้อยไปพบซากศพของเผ่าปีศาจได้อย่างไรกันเป็ไปไม่ได้ที่จะมีปีศาจเคยอาศัยอยู่แถบนี้”
ภายในเขตแดนมนุษย์นับเป็เื่ยากที่จะได้พบเจอกับเผ่าปีศาจโดยปกติเหล่าปีศาจนั้นแทบจะไม่ข้ามมายังเขตแดนมนุษย์เลยหากไม่มีเื่จำเป็จริงๆ
พ่อบ้านหวังตัดใจไม่คิดอะไรให้วุ่นวาย แม้การนำซากศพกลับมาบ้านมันจะเป็เื่ที่ไม่สมควรก็ตาม แต่เขาเชื่อว่านายน้อยต้องมีเหตุผลที่สมควรอย่างแน่นอน
“นายน้อยตำราที่ท่าน้าข้าจัดการให้เรียบร้อยแล้ว” พ่อบ้านหวังเดินขนตำราหลายร้อยเล่มไปยังห้องหนิงหลงจนครบ
“อาหารเย็นหมดแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปอุ่นให้ใหม่ ท่านเองก็รีบอาบน้ำออกมาทานอาหารก่อนเถอะ” พ่อบ้านหวังกล่าวด้วยความห่วงใย
นับั้แ่เข้าบ้านมาหนิงหลงก็เอาแต่อ่านบันทึกของเผ่าปีศาจไม่หยุดอีกทั้งยังทำการตรวจสอบซากศพตรงหน้า ราวกับว่ามันเป็ปกติ
“ข้าไม่หิว ลุงหวังท่านเองก็ไปพักผ่อนเถอะนี่มันก็ดึกมากแล้ว” หนิงหลงไม่มีเวลามาสนใจอาหารเย็นตอนนี้ชีวิตน้อยๆของเขากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย จะไปมีอารมณ์นั่งกินข้าวได้อย่างไร
“เฮ้อ.... ” พ่อบ้านหวังถอนใจไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มก่อนจะเดินออกจากห้องไปเงียบๆ เขารู้จักนายน้อยเป็อย่างดีจึงไม่คิดจะคัดค้าน
เมื่อใดก็ตามที่หนิงหลงสนใจจะทำอะไรขึ้นมาหากยังไม่ได้คำตอบ หรือประสบความสำเร็จ ต่อให้เป็เทพ์ชั้นฟ้าไหนก็หยุดเขาไม่ได้
“ลุงหวัง พรุ่งนี้ท่านช่วยไปบอกทางสถาบันให้ทีว่าข้าไม่สบายคงต้องขอหยุดสักพัก” หนิงหลงพลันนึกถึงเื่สถาบันขึ้นมาได้จึงรีบหันไปบอกพ่อบ้านหวัง
“ทราบแล้วนายน้อย ท่านเองก็อย่าหักโหมมากนัก” พ่อบ้านหวังรู้สึกอดเป็ห่วงสุขภาพของนายน้อยไม่ได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเมื่อไรหนิงหลงก็แทบไม่สนใจโลกภายนอกเลย ทั้งวันทั้งคืนเอาแต่ศึกษาค้นคว้าไม่ยอมกินไม่ยอมนอน
ทันทีที่ฝากเื่สถาบันให้กับพ่อบ้านหวังหลิงหลงก็หันมาจดจ่อกับตำรา และซากศพตรงหน้าอย่างเอาเป็เอาตายทุ่มสมาธิทั้งหมดในการหาทางทำลายพันธะของเจตจำนงโลหิตเป็อันดับแรก
ถึงแม้การทำลายพันธะของเจตจำนงโลหิตจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีวิธีทำลายเสียหน่อย
“ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับวิธีการทำลายเจตจำนงโลหิตจริงๆด้วย” หลังจากอ่านทบทวนตำราอยู่นานหลายครั้ง หนิงหลงจึงได้ข้อสรุปในเมื่อไม่มีใครเคยทำสำเร็จ งั้นเขาจะเป็คนแรกที่ขอทำลายเจตจำนงโลหิตให้ได้หนิงหลงตั้งปณิธานกับตัวเองอย่างแน่วแน่ ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำให้สำเร็จ
หลายวันผ่านไปหนิงหลงไม่หลับไม่นอนเขายังคงหมกมุ่นอยู่กับทฤษฎีมากมายในหัวที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อทำลายเจตจำนงโลหิต
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาหนิงหลงไม่เคยก้าวออกไปนอกห้องเลยสักก้าว สภาพเขาในตอนนี้ดูไม่ต่างจากคนบ้าที่กำลังคลุ้มคลั่งผมเผ้าที่เคยสะอาดเงางามก็ดูรกรุงรังจนไม่น่ามอง ดวงตาลึกล้ำบนใบหน้าเรียวงามบัดนี้กลับกลายเป็ดวงตาแดงก่ำ เส้นเืฝอยในดวงตาก็ปรากฏเด่นชัดราวกับว่ามันจะะเิออกมาได้ตลอดเวลา
“ไม่ ไม่ มันยังไม่ถูกต้อง มีข้อบกพร่องเยอะเกินไป” หนิงหลงบ่นกับตัวเองไม่หยุดตลอดหลายวันเขาพูดคุยกับตัวเองราวกับบ้าสติแตก
ทุกทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นมาถูกหนิงหลงปรับปรุงพัฒนาไม่หยุดหย่อนวันเวลาได้ล่วงเลยไปเป็เดือนๆเขาก็ศึกษาศาสตร์เจตจำนงโลหิตจนทะลุปรุโปร่ง
“สำเร็จ........ข้าพบแล้ว” หนิงหลงยิ้มอย่างอ่อนแรง ร่างกายที่ซูบผอมลงจนน่าใจหายสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น เขาได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากโข เกือบสามเดือนที่ผ่านมาหนิงหลงแทบไม่ได้กินอะไรเลยในระหว่างศึกษาเจตจำนงโลหิตส่วนใหญ่ล้วนมีแต่น้ำเท่านั้นที่ช่วยพยุงให้เขายังมีชีวิตอยู่
“ถึงเวลาต้องจัดการตัวเองสักที” หนิงหลงเอือมระอากับสภาพของตัวเองเต็มทนเขาเดินออกไปบอกให้พ่อบ้านหวังเตรียมน้ำสำหรับอาบ
“ในที่สุดท่านก็ออกมาสักที” พ่อบ้านหวังปาดน้ำตาบนใบหน้า เขารีบเดินเข้าพยุงหนิงหลงไปนั่งพักก่อนจะรีบไปจัดเตรียมน้ำสำหรับอาบให้นายน้อย
พ่อบ้านหวังรู้สึกเป็ห่วงหนิงหลงอย่างมากเขาไม่เคยเห็นนายน้อยเก็บตัวศึกษาอะไรนานขนาดนี้ แม้จะอยากเข้าไปห้ามอยู่ตลอดเวลาแต่ตัวเขาก็รู้ดียิ่งกว่าใครว่าต่อให้พูดจนตายหนิงหลงก็ไม่มีทางฟัง
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยหนิงหลงก็กลับมาดูเหมือนคุณชายขี้โรคอย่างเช่นเคย ต่างกันเพียงตอนนี้ร่างกายเขาสูบผอมลงจนน่ากลัว
“นายน้อย อาหารพร้อมแล้ว” เมื่อเห็นหนิงหลงอาบน้ำเสร็จ พ่อบ้านหวังก็รีบมาเชิญหนิงหลงไปทานอาหาร
ในขณะที่หนิงหลงกำลังเพลิดเพลินกับอาหารบนโต๊ะเสียงคุ้นหูพลันดังลอยจากหน้าบ้าน
“ท่านอาจารย์ ข้าเองหลิ่งซาน ท่านอยู่บ้านหรือเปล่า?”