ตอนที่ 16 รายได้เจ็ดตำลึง
เฉินเสี่ยวไช่ตื่นนอนก็พบว่ามีอาหารร้อนๆ อุ่นอยู่ในหม้อ เขากินแป้งทอดใส่ไข่ไปหนึ่งคำแล้วตกตะลึงทันที
แป้งทอดที่พี่ใหญ่ทำนั้นทั้งแข็งทั้งแห้ง เทียบกันแล้วช่างแตกต่างเหลือเกิน เฉินเสี่ยวไช่ทึ่งกับฝีมือการทำอาหารของลู่หลินอีกครั้ง
เฉินเสี่ยวม่ายอ้าปากพลางดึงกางเกงของเฉินเสี่ยวไช่เบาๆ
เฉินเสี่ยวไช่มองน้องชาย จากนั้นแบ่งแป้งทอดใส่ไข่ครึ่งหนึ่งให้เฉินเสี่ยวม่าย
เฉินเสี่ยวม่ายรับแป้งทอดไปแล้วกินจนหมดเกลี้ยง จากนั้นมองเฉินเสี่ยวไช่ตาปริบๆ อีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าอยากกินอีก...
เฉินเสี่ยวไช่ถอนหายใจแล้วแบ่งแป้งทอดครึ่งหนึ่งของตนให้น้องชายอีกหน่อย
เฉินเสี่ยวไช่มองเฉินเสี่ยวม่าย รู้สึกเหมือนว่าน้องชายจะอ้วนขึ้นเล็กน้อย
เฉินเสี่ยวไช่เบ้ปากด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง ทันใดนั้นเขารู้สึกว่าหลังจากลู่หลินมาอยู่ด้วย อาหารการกินในบ้านก็ดีขึ้นมาก
เฉินเสี่ยวไช่กินแป้งทอดใส่ไข่อีกหนึ่งคำ รู้สึกว่าในแป้งน่าจะมีไข่
เฉินเสี่ยวไช่คิดมาตลอดว่าลู่หลินเป็คนฟุ่มเฟือย กลัวว่าเ้าหมอนี่แต่งเข้ามาแล้วจะกินของในบ้านจนหมดเกลี้ยง แต่ความเป็จริงกลับเป็ยิ่งกินยิ่งมีของมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เขาจึงไม่อาจตำหนิว่าลู่หลินทำครอบครัวล่มจมได้
ลู่หลินเอียงศีรษะเล็กน้อย มองเฉินเสี่ยวหมี่แล้วคิดในใจ ‘เรี่ยวแรงดีจริงๆ! เมื่อเทียบกันแล้ว ดูเหมือนเขาจะเป็คนไร้ประโยชน์จริงๆ นั่นแหละ!’
เดินต่อไปอีกครึ่งชั่วยามกว่า ลู่หลินรู้สึกว่าตนเองใกล้จะหมดแรงเต็มที แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายแล้ว
เฉินเสี่ยวหมี่เดินไปยังประตูหลังของบ้านตระกูลใหญ่หลังหนึ่งอย่างคุ้นที่คุ้นทาง จากนั้นเคาะประตู
เด็กรับใช้หน้าประตูก็รู้จักเฉินเสี่ยวหมี่ ไม่นานก็มีบุรุษผู้หนึ่งที่ดูเหมือนพ่อบ้านเดินออกมา
ระหว่างทางลู่หลินได้ฟังเฉินเสี่ยวหมี่เอ่ยถึงแล้ว นี่คือบ้านเศรษฐีตระกูลหยางที่เขามักมาขายของป่าให้
แรกเริ่มเฉินเสี่ยวหมี่ตั้งแผงขายของป่าที่ตลาดในเมือง ไม่เพียงต้องจ่ายค่าเช่าแผงจำนวนห้าอีแปะ ยังถูกกดราคาบ่อยครั้ง
ครั้งหนึ่งได้เจอกับตระกูลใหญ่ที่้าจัดงานเลี้ยง จึงซื้อของป่าทั้งหมดจากเขา ภายหลังพ่อบ้านผู้นั้นบอกเฉินเสี่ยวหมี่ว่า หากมีของป่าดีๆ อีกก็ส่งไปให้พวกเขาได้โดยตรง รับรองว่าไม่มีทางให้ราคาต่ำกว่าราคาตลาด หลังจากนั้นทุกครั้งที่เขาเข้าเมืองเฉินเสี่ยวหมี่ก็จะเอาของไปส่งที่ตระกูลหยางโดยตรง ไม่เพียงประหยัดเวลา ยังประหยัดค่าเช่าแผงด้วย
ไปๆ มาๆ เฉินเสี่ยวหมี่กับพ่อบ้านก็สนิทกัน
พ่อบ้านมองเนื้อหมูกับไก่ป่าที่เฉินเสี่ยวหมี่นำมา ใบหน้าก็เปี่ยมด้วยรอยยิ้มและไม่ได้กดราคา
จ่ายค่าเนื้อหมูหนึ่งร้อยกว่าชั่ง[1]ในราคาหนึ่งตำลึง และไก่ป่าหลายตัวในราคาหนึ่งร้อยอีแปะ
“ทักษะการล่าสัตว์ของพี่เสี่ยวหมี่สูงขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ!”
เฉินเสี่ยวหมี่พูดด้วยรอยยิ้ม “แค่โชคดีขอรับ ข้าอยากพบคุณชายใหญ่ เพราะมีของหายากอยากให้เขาดูขอรับ”
พ่อบ้านพูดกับเฉินเสี่ยวหมี่อย่างประหลาดใจ “จริงหรือ”
พ่อบ้านได้ยินแล้วไม่ค่อยเชื่อ เพราะคิดว่าเฉินเสี่ยวหมี่คงไม่มีของหายากจริงๆ
เฉินเสี่ยวหมี่เห็นท่าทางของพ่อบ้านจึงดึงเขาไปด้านข้าง แล้วแอบเอาของให้เขาดู
พ่อบ้านตาเป็ประกาย พูดว่า “ข้าจะไปตามคุณชายใหญ่”
ชาวบ้านในชนบทคิดแต่ว่าทำอย่างไรจึงจะกินอิ่มนอนอุ่น ส่วนเศรษฐีในเมืองกลับคิดว่าทำอย่างไรจึงจะโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียน และทำอย่างไรจะได้เคล้านารีในหอนางโลม...ของอย่างลูกแก้วนี้น่าจะเป็สิ่งที่หายากมากในยุคสมัยนี้
เฉินเสี่ยวหมี่รับเงินเจ็ดตำลึงมาแล้วเดินจากไป หนึ่งตำลึงได้จากการขายเนื้อหมู ส่วนอีกหกตำลึงได้จากการขายลูกแก้ว
เฉินเสี่ยวหมี่บอกคุณชายใหญ่ผู้นั้นว่า เจอลูกแก้วลูกนี้จากในป่าลึก ด้านคุณชายใหญ่ดีใจเป็อย่างยิ่ง และคิดว่านี่เป็สมบัติจากธรรมชาติ จึงบอกเฉินเสี่ยวหมี่ว่าหากครั้งหน้ายังมีอีกให้เอามาขายได้ เขาจะรับซื้อด้วยราคาสามตำลึงต่อหนึ่งลูก
ลู่หลินรอเฉินเสี่ยวหมี่อยู่ที่นอกประตู เมื่อเห็นเฉินเสี่ยวหมี่เดินออกมาก็เข้าไปหาทันที
“ขายได้หรือไม่” ลู่หลินถาม
เฉินเสี่ยวหมี่พยักหน้าพร้อมพูดว่า “ขายได้ ขายได้ราคาหกตำลึง รวมกับค่าหมูป่าเป็เจ็ดตำลึง คุณชายใหญ่บอกว่า ต่อไปยังมีอีกก็จะรับซื้อ”
ใบหน้าของเฉินเสี่ยวหมี่แดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นมาก
ลู่หลินทอดถอนใจอยู่ในใจ ไม่คิดว่าลูกแก้วจะเป็ที่นิยมในที่แห่งนี้ ลูกแก้วหนึ่งลูกกลับมีค่าเทียบเท่าหมูสามตัว
หากเป็ชาติก่อน สามารถซื้อลูกแก้วห่อใหญ่ได้ด้วยเงินเพียงสองหยวน
เฉินเสี่ยวหมี่พูดอย่างทอดถอนใจเล็กน้อย “ลูกแก้วนั่น! ในสายตาของชาวนาชนบทนั้นกินไม่ได้ สวมใส่ก็ไม่ได้ ไม่มีค่าแม้แต่หนึ่งอีแปะ ทว่าในสายตาของเหล่าคุณชายร่ำรวยในเมืองกลับเป็ของหายากที่ล้ำค่า น่าเสียดายที่นี่เป็เมืองเล็กๆ หากนำไปขายในเมืองที่เจริญกว่านี้ ไม่แน่ว่าอาจขายได้สิบกว่าตำลึง”
ลู่หลินมองเฉินเสี่ยวหมี่ รู้สึกว่าคู่ชีวิตคนนี้ของตนเป็ฉลาดล้ำจริงๆ มีวิสัยทัศน์เหนือกว่าชาวบ้านทั่วไปมาก
ถึงแม้ในร้านขายของชำยังมีลูกแก้วอีกหลายลูก แต่ลู่หลินก็ไม่อยากนำออกมามากเกินไป เพราะจะทำให้คนสงสัย อีกอย่าง สิ่งของราคาแพงเพราะความหายาก หากเอาออกมามากเกินไปคงไม่สามารถขายในราคาสูงแบบนี้ได้
เฉินเสี่ยวหมี่มองลู่หลินแล้วพูด “ขายของทั้งหมดแล้ว ไปซื้อของสักหน่อยเถิด”
เฉินเสี่ยวหมี่คิดจะไปซื้อผ้าสักหน่อย ตอนที่ลู่หลินถูกส่งตัวมาบ้านเขา แม้แต่เสื้อผ้าขาดๆ สักชุดก็ไม่ได้นำติดตัวมา น้องชายทั้งสองคนของเขาก็ไม่ได้สวมชุดใหม่มานานมากแล้ว เสื้อผ้าที่ใส่ล้วนแก้ให้เล็กลงจากชุดเดิมของเขา แถมยังปะแล้วปะอีก
่ที่ผ่านมาลู่หลินสวมชุดของเฉินเสี่ยวหมี่มาตลอด ถึงแม้เฉินเสี่ยวหมี่มีเรี่ยวแรงมาก แต่กลับเตี้ยกว่าลู่หลินเล็กน้อย ชุดของเฉินเสี่ยวหมี่จึงคับไปสักหน่อย ลู่หลินสวมแล้วไม่ค่อยสบายเท่าไรนัก
ลู่หลินพยักหน้าพูด “ดีเลย”
เชิงอรรถ
^ หน่วยวัดน้ำหนักของจีน หนึ่งชั่งประมาณ 500 กรัม