คะแนนที่ 3-4
ว่านอนสอนง่าย
นั่นไง ไม่ใช่แค่หน้าที่บูด ปากก็เริ่มเน่าด้วย
“สิบนาทีเอง ทำไมต้องโมโหด้วย ถ้ารอไม่ได้ก็ไม่ต้องมารับสิ สั่งคนงานให้ซ่อมจักรยานแล้วมาจอดทิ้งไว้ก็ได้เดี๋ยวปั่นกลับเอง” เธอว่าบ้าง ไม่ได้ขอร้องให้เขามารับเสียหน่อย ขอแค่จักรยานคันเดียวก็จบแล้ว
“ฝันเหอะ ใครจะซ่อมให้เธอ ฉันโยนทิ้งไปแล้วั้แ่เมื่อเช้า” เื่อะไรเขาจะยอมให้จักรยานโง่ๆ นั่นมาแย่งหน้าที่เขาล่ะ!
“ห๊ะ! ทิ้งทำไม แล้วฉันจะมาทำงานยังไงล่ะพ่อเลี้ยง”
“ไหนพูดใหม่สิ ขอเพราะๆ ” เขาทำเป็แคะขี้หูเหมือนว่าสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่มันทำให้หูอันบอบบางระคายเคือง
“พ่อเลี้ยงโยนทิ้งทำไมคะ แล้วยาหยีจะมาทำงานยังไง”
“มีสามีก็ใช้สิ ไปๆ กลับบ้าน ย่ารอกินข้าวอยู่"
พ่อเลี้ยงจับมือคนตัวเล็กพาขึ้นรถ เห็นหน้ามุ่ยๆ ของเธอแล้วจากหงุดหงิดที่ต้องยืนคอยนานก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้น มีอารมณ์ฮัมเพลงขับรถกลับบ้านได้ตลอดทาง
ณ บ้านพนาพฤกษ์
ยาหยียอมถูกคนตัวโตยึดมือไปกุมไว้ั้แ่ลงจากรถ เขาจูงมือพาเดินเข้าเรือนใหญ่ของคุณย่า มุ่งตรงไปยังห้องอาหารที่จัดเตรียมรอไว้แล้ว ยาหยีดึงมือตัวเองกลับมายกมือไหว้ย่าสามี นางยิ้มรับแล้วบอกให้ทั้งคู่นั่งทานข้าวด้วยกัน
คุณนายพรรณนารานั่งประจำที่หัวโต๊ะ ด้านขวาของนางถูกจับจองโดยหลานชาย เขาปลายตาเป็เชิงสั่งให้ภรรยานั่งข้างเขา แต่ยาหยีทำเป็มองไม่เห็นแล้วอ้อมโต๊ะไปนั่งฝั่งซ้ายของหญิงชรา เื่เชื่อฟังสามีนั้นขอให้บอกมา เธอพร้อมจะต่อต้านทุกอย่าง
“มา-นี่” พ่อเลี้ยงหนุ่มสั่งการแบบไม่มีเสียง เน้นยำให้เธอมานั่งข้างตัวเขา
“กับข้าวน่าทานทั้งนั้นเลยนะคะคุณย่า” แต่ยาหยีหาสนใจไม่ แกงส้มชะอมทอดยังน่ามองกว่าเลย
“น่าทานก็กินเยอะๆ นะลูก ส่วนเราจะแยกเขี้ยวใส่หนูยาหยีอีกนานมั้ย เป็อะไรกับน้องนัก แกล้งน้องอยู่ได้”
“ก็เขาไม่ยอมมานั่งข้างธิป...” คณาธิปฟ้องอย่างหาพวก
“น้องไม่อยากนั่งด้วยแกจะไปบังคับน้องทำไม เมื่อก่อนก็นั่งคนเดียวได้ แต่งงานแล้วทำไมต้องให้เมียไปนั่งข้างๆ ด้วย”
“ก็เขาเป็เมียธิป มานั่งข้างๆ จะได้ให้ช่วยหยิบจับอะไรให้ได้ไงย่า” คณาธิปหยิบยกสารพัดเหตุผลมาแย้ง แต่คนฟังคร้านจะฟังจึงตัดบทไปสั้นๆ ได้ใจความ
“แกไม่ได้เป็ง่อยอย่ามาเยอะ เงียบแล้วกินข้าวเข้าไปเถอะน่า”
เห็นชัดเจนว่าย่าเข้าข้างใคร คณาธิปจึงได้แต่สงบปากสงบคำแล้วกินข้าวไป ไม่อย่างนั้นย่าคงทำอะไรสักให้เขาเป็ง่อยขึ้นมาจริงๆ แน่ ส่วนยาหยีเมื่อเห็นว่ามีคนหนุนหลังก็สบายใจ กินข้าวได้อย่างเอร็ดอร่อย ไม่ลืมตักข้าวเอาใจย่าสามี ไปด้วย
ส่วนสามีน่ะหรือ ฝันไปเถอะว่าจะตักให้
อาหารมื้อเย็นดำเนินไปด้วยดี คุณนายพรรณนารายิ้มและหัวเราะตลอดมื้ออาหาร แม้สองสามีภรรยามาดๆ จะคอยจิกกัดกันทางสายตาแต่นางสังเกตได้ว่าท่าทีของหลานไม่ได้ปฏิเสธหลานสะใภ้ที่นางหามาให้แม้แต่น้อย เผลอๆ อาจจะชอบเสียด้วยซ้ำ เห็นคอยเรียกร้องให้อีกฝ่ายสนใจตัวอยู่ตลอด
“เดี่ยวยาหยีไปช่วยยกของหวานนะคะ”
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว ป้าแววมากระซิบข้างหูยาหยีว่ามีบัวลอยไข่หวานอยู่ในครัวเป็ของหวาน เธอจึงอาสาขอเข้าไปช่วย คณาธิปเห็นดังนั้นจึงทำท่าจะลุกตามไปด้วยแต่ถูกคุณย่ารั้งแขนไว้ให้นั่งคุยกับนางที่โต๊ะ
“จะติดน้องมากไปแล้วนะตาธิป” ย่าเอ็ดอย่างรู้ทัน
“ใครติด ไม่ได้ติดสะหน่อย ธิปแค่จะไปดูเผื่อเขาทำอะไรพัง” หลายชายปฏิเสธเสียงสูง ปากคุยกับย่าแต่ตานั้นเอาแต่มองเข้าไปในครัว “ว่าแต่ย่ายังไม่เคยบอกเลยนะว่าเขาเป็ลูกเต้าเหล่าใคร เห็นว่าเขาเป็ครูอยู่ที่โรงเรียนของคุณยายดวงใจด้วยนะ ผมไปโรงเรียนนั่นก็บ่อยไม่ยักเคยเจอ”
โรงเรียนสอนรักวิทยาเป็ดรงเรียนของเพื่อนรักของย่าพรรณนารา ชายหนุ่มมักนำขนมหรือหนังสือไปแจกเด็กๆ ประจำทุกเทศกาล แต่เขาไม่เคยเจอหรือคุ้นหน้ายาหยีเลย จึงแปลกใจที่เธอเป็ครูของที่นั่น ย่าเห็นว่าปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์จึงบอกความจริง
“ไม่เคยเจอหรอก ยาหยีเพิ่งมาเข้ามาสอนวันนี้วันแรก ย่าฝากเขากับดวงใจเอง”
“แล้วก่อนหน้านี้เขาสอนอยู่ที่ไหน พ่อแม่เป็ใคร พูดถึงเมื่อวานผมก็ไม่เห็นญาติฝั่งเขามางานเราเลยนะ” สบโอกาสจึงถามชุดใหญ่ ทำเอาคนถูกถามไม่รู้จะตอบยังไง
“ก็แล้วเมื่อวานอยู่ด้วยกันทั้งคืนไม่ได้ถามเขาหรือไง ผัวเมียกันประสาอะไร” โบ้ยไปให้หลานแทน
“อ้าวย่า คืนเข้าหอใครจะมีเวลาคุยเื่พวกนี้ล่ะ เราก็มีธุระของเรา ฮ่าๆๆ โอ้ยๆ พอแล้วย่าธิปเจ็บฮะ”
คำตอบสองแง่สองง้ามทำให้ย่าอดไม่ได้จะฟาดแขนหลานชายไปหลายที เห็นมันเปลี่ยนเื่ นางจึงเปลี่ยนเป็ฝ่ายถามบ้าง“แล้วเป็ไง คนนี้ถูกใจมั้ย”
“หมายถึงเมื่อคืนเหรอฮะ?” คณาธิปแกล้งเย้า รู้ว่าย่าหมายถึงอะไร
“เดี๋ยวเถอะ! ย่าหมายถึงหลานสะใภ้ที่ย่าหามาให้น่ะ ชอบน้องมั้ย?” มีสิทธิจะแต่งยาวหรือเปล่า?
“ก็...” หลานชายอมยิ้ม ดวงตาเป็ประกายตรงข้ามกับคำตอบ “งั้น ๆ แหละ”
“หึ!” คนฟังเบะปาก มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่ามันชอบ!! ชอบมากด้วย!! “เอาเถอะ ชอบไม่ชอบก็ดูแลเมียดีๆ แล้วกัน อย่าปล่อยให้เขาหลุดมือไปได้เชียว”
“ย่าหมายความว่าไงฮะ” หลานถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก็หมายความตามที่พูด”
คุณนายพรรณนาราไม่อาจบอกใบ้หลานได้มากกว่านี้ คณาธิปพยายามจะเค้นเอาคำตอบแต่พอดีกับที่คนถูกกล่าวถึงเดินเข้าพร้อมกับขนมหวาน บทสนทนาจึงถูกหยุดไว้เพียงเท่านั้นแล้วหันมาทานของหวานด้วยกัน
เวลาสุขสันต์ของครอบครัวพนาพฤกษ์จบลงประมาณหนึ่งทุ่มตรง คุณย่าเดินลงมาส่งหลานชายและหลานสะใภ้ถึงหน้าเรือน ไม่ลืมฝากฝังหลานตัวดีกับหญิงสาว
“ย่าฝากดูแลเ้าธิปด้วยนะหนูยาหยี เห็นอะไรไม่ถูก ไม่ควรก็คอยบอกคอยสอนมันไป แล้วถ้ามันรังแกหนูก็รีบบอกย่า เดี่ยวย่าจัดการให้” ย่าสามีบอกไล่หลังคนทั้งคู่ที่กำลังเดินกลับเรือนเล็ก ยาหยีนั้นทำเพียงพยักหน้ายิ้มรับ แต่อีกคนกลับโวยวาย
“ย่าต้องบอกให้ธิปสอนเมียสิถึงจะถูก บอกให้เขาเชื่อฟังธิป ไม่ดื้อ ไม่เถียง ว่านอนสอนง่าย"
“ย่าไม่เห็นว่าน้องเขาจะดื้อกับเราตรงไหน เรียบร้อยอ่อนหวาน เชื่อฟังแกทุกอย่าง” คณาธิปยืนอ้าปากค้างกับคำว่าเรียบร้อยอ่อนหวาน หันไปมองแม่ตัวดีก็เห็นว่ายืนทำตาแป๋วไร้เดียงสาประกอบคำพูดคุณย่าทุกประโยค
“...”
“มีแต่แกนั่นแหละชอบหาเื่รังแกน้อง ฉันรู้นะว่าเมื่อคืนแกแกล้งน้องจนหัวตัวเองแตกน่ะ สมควรแล้ว เอาเืออกบ้างเผื่อสันดานจะดีขึ้น อ่อ! แล้วก็อย่าทำแบบนั้นอีก ครั้งนี้ย่าจะแค่เตือนแต่ถ้ามีอีกเจอดีกันแน่” คุณย่ารับก้านมะยมจากแม่บ้านคนสนิทที่ยื่นมาให้อย่างรู้ใจ นางทำท่าง้างมือขู่เหมือนตอนเขายังเด็ก
“ย่า ธิปไม่ใช่เด็กนะที่จะเอาก้านมะยมมาขู่กัน” คนตัวโตร้องสู้เสียงแข็ง ไม่ยอมแสดงพิรุธให้รู้ว่าเขากลัวมันให้เห็น ใครเลยจะรู้ว่าพ่อเลี้ยงคณาธิปได้ดิบได้ดีอย่างทุกวันนี้ก็เพราะไม้เรียวของคุณย่าพรรณนารานี่แหละ
“ฉันไม่ได้เอามาขู่ แต่จะยกให้เมียแกรับมันไปต่างหาก อ่ะหนูยาหยีย่าให้ ฝากดูแลเ้าธิปมันด้วยนะลูก” นางยื่นก้านมะยมที่มัดรวมกันเป็สิบก้านส่งให้หลานสะใภ้ ยาหยีรับไปถือไว้ แอบส่งยิ้มร้ายให้คนตัวโตเห็น เธอแกล้งปัดไปปัดมาเฉียดขาเขาจนสะดุ้งโหย่ง
“แค่ที่เขาเป็อยู่ทุกวันนี้ธิปก็ปราบไม่ไหวแล้วนะย่า ไปเพิ่มอาวุธให้เขาอีกทำไมเนี่ย” หลานชายบ่นอุบ
“ก็เอาไว้ป้องกันตัวจากผู้ชายหยาบคายบอย่างแกไง ไปๆ พากันกลับบ้านไปได้แล้วฉันจะเข้านอน”
“ย่า!!!”
เพี๊ยะ!
“โอ้ยยย” คณาธิปร้องโวยเมื่อแม่ตัวดีฟาดก้านมะยมใส่ก้นเขาจังๆ แยกเขี้ยวยิงฟันใส่เธอ “เจ็บนะ! ตีฉันทำไมห๊ะ!”
“ก็พ่อเลี้ยงเสียงดัง ยืนะโใส่คุณย่าอยู่ได้ อย่ารบกวนท่านสิคะ ท่านจะเข้านอนแล้ว” แม่ตัวดีพยักเพยิดไปทางคุณย่าและป้าแม่บ้านอีกสองคนที่กำลังเดินขึ้นเรือน พวกนางหันมายิ้มและชูสองนิ้วให้เธอโดยที่ชายหนุ่มไม่เห็น
“ไม่ต้องมาทำพูดดี เอามานี่เลยนะ” ชายหนุ่มตะครุบร่างบาง ตั้งใจจะแย่งอาวุธร้ายมาไว้เอง แต่ดันพลาดท่าโดนฟาดก้นไปอีกสองที
เพี๊ยะ เพี๊ยะ
“เจ็บนะยาหยี!”
“จุ๊ๆ ยาหยีบอกว่าอย่าเสียงดังไงคะ” หญิงสาวยิ้มหวาน ทำหน้าทะเล้นใส่ ก้านมะยมนี้จับถนัดมือดีจริง คอยดูเถอะถ้าทำเื่แบบเมื่อคืนอีกเธอจะฟาดไม่ยั้งเลย “ไปค่ะ กลับบ้านเรากันดีกว่า คุณย่าจะได้พักผ่อน”
“...” ชายหนุ่มยืนกอดอกต่อต้าน ยังไงเขาก็จะไม่ยอมเด็ดขาด ต้องไปคุยกับย่าให้รู้เื่ มีอย่างที่ไหนถือหางหลานสะใภ้แบบนี้
“จะกลับดีๆ มั้ยคะ” ยาหยีหันกลับมาพูด เธอกระชับก้านมะยมในมือแน่นขึ้น “หรืออยากกลับด้วยน้ำตา...” แกล้งใช้คำพูดที่ผู้ใหญ่มักจะขู่เด็กมาใช้กับคนตัวโต จอมดื้อด้าน
“...”
“พ่อเลี้ยง...” เสียงเย็นเยียบและเตรียมง้างมือ
“โอเค กลับบ้านก็ได้ว่ะ” พ่อเลี้ยงยกสองมือยอมแพ้ แต่อีกคนยังไม่พอใจเท่าไหร่ คำพูดเขามันระคายหูเธอจัง...
“ไม่เอาๆ พูดกับยาหยีเพราะๆ สิคะ”
“กลับบ้านกันเถอะ...ครับ” คนตัวโตกัดฟันพูดอย่างยอมจำนน ยิ่งเห็นแม่ตุ๊กตาหัวเราะชอบใจจนน้ำตาไหลก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความพ่ายแพ้ บอกไว้ตรงนี้เลยนะว่าเขาไม่ได้แพ้เมีย แต่แพ้ก้านมะยมของย่าต่างหาก ใครเคยโดนคงรู้ใช่มั้ยว่ามันทั้งเจ็บ ทั้งแสบขนาดไหน
“ว่านอนสอนง่ายแบบนี้สิคะถึงจะน่ารัก” ประโยคคุ้นๆ แว่วตามหลัง ขณะเดินกลับบ้านไปด้วยกัน
อีกข้อหนึ่งที่คณาธิปได้เรียนรู้เกี่ยวกับเมียคือเธอเป็คนเ้าคิดเ้าแค้นตัวแม่
.................................................
อัพสกิลไม้เรียวทองคำสำเร็จ!
ไม้เรียวในมือย่า ไม่น่ากลัวเท่าไม้เรียวในมือเมียที่เป็ครู!!
ปล. ไม่มีแรงเขียนแล้ว ขอเม้นเติมกำลังใจหน่อยน้าาาา