ตอนที่ 17 คำทำนาย (2)
“ยาออกฤทธิ์เร็วเพียงนี้เชียว” ฉินฮ่องเต้เห็นเสวี่ยสวินมีท่าทางเช่นนี้ก็ไม่ไล่ตามอีกต่อไป เพียงย่างฝีเท้าประชิดเข้าใกล้นางทีละก้าว
“จ้าวเสวี่ยสวิน ฉินฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่เยี่ยงข้าอุตส่าห์อยู่เล่นเป็นเพื่อนเจ้าตั้งนาน บัดนี้ก็ถึงคราวเจ้าอยู่เล่นเป็นเพื่อนข้าให้ดีๆ บ้างแล้ว!”
ดวงตาเรียวรีของฉินฮ่องเต้หรี่ลงอย่างเงียบๆ เผยรังสีเย็นเยียบดุจปลายเข็ม พูดจบก็อุ้มจ้าวเสวี่ยสวินขึ้น เดินตรงไปทางเตียงนอน
“ไม่...อย่า!”
เวลานี้เสวี่ยสวินค่อยตระหนักได้ ที่แท้ฉินฮ่องเต้ก็ล่วงรู้กลอุบายของตนมาตั้งแต่แรก แอบสับเปลี่ยนสุราสองจอกนั้น!
ชั่วขณะสติพร่าเลือน เสวี่ยสวินเห็นเพียงตัวเองเข้าใกล้ม่านเตียงนอนมากขึ้นเรื่อยๆ นางตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม หวาดกลัวไปทั้งสรรพางค์กาย น้ำตาไหลอาบแก้ม ทำได้เพียงเปล่งเสียงวิงวอนขอความเมตตาไม่หยุด
“หึ เจ้าบอกว่าไม่ได้ก็ต้องไม่ได้อย่างนั้นหรือ ข้าคิดรับเจ้าเข้าวังด้วยใจจริง เจ้ากลับกล้าวางยาในสุรา!”
พูดแล้วฉินฮ่องเต้ก็โยนเสวี่ยสวินลงบนเตียงอย่างแรง ปลดสายคาดเอวนางออกพลางกล่าวคำ “แต่ก็ดีเหมือนกัน คราวนี้เจ้ายิ่งขัดขืนไม่ได้แล้ว!”
เวลานี้เสวี่ยสวินสติสัมปชัญญะเลอะเลือนไปนานแล้ว ทั่วทั้งเรือนกายอ่อนยวบไร้เรี่ยวแรง รู้สึกเพียงหน้าอกพลันเย็นวาบ ไหล่งามขาวกระจ่างดุจหิมะเผยออกสู่ภายนอกครึ่งหนึ่ง
เพียงชั่วเวลาเดียว เสวี่ยสวินที่ยากทำใจรับไหวก็แทบจะพังทลายลงในเสี้ยวขณะนั้น ดวงหน้างามเลิศล้ำไร้สีเลือด นางอยากกัดลิ้นปลิดชีพตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด ทว่ายังคงร้องเรียกเสียงหนึ่งออกมาตามจิตใต้สำนึก “พี่ชาย...”
ฉินฮ่องเต้กำลังจะพลิกตัวขึ้นบนเตียง กลับรู้สึกเพียงตรงซอกคอพลันเย็นวาบ ครั้นก้มหน้าลงมองก็เห็นกระบี่ยาวคมกริบเล่มหนึ่งเอียงพาดอยู่กับลำคอตน
“ฉินฮ่องเต้โปรดสำรวมตน!”
ฉินฮ่องเต้กำลังจะหันกลับไปมองว่าใครกันขวัญกล้าบังอาจถึงเพียงนี้ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงจางเอ่อร์ดังขึ้นด้านหลัง!
แท้จริงแล้วอีกฝ่ายฉวยจังหวะตอนเขาไม่ทันสังเกตพังหน้าต่างเข้ามา เวลานี้กำลังถือกระบี่จ้องตนตาเขม็ง นัยน์ตาเย็นเยียบเปี่ยมรังสีสังหาร!
“คุณชายจางเอ่อร์รึ เจ้าควรต้องอยู่ระหว่างทางกลับแคว้นจ้าวแล้วมิใช่หรือ!”
คิดไม่ถึงว่าจางเอ่อร์กลับไม่ตอบคำ เพียงเหลือบตาเห็นเสวี่ยสวินตัวสั่นเทิ้มในสภาพอาภรณ์ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ โทสะพลันเดือดพล่านขึ้นทันใด เขาสูญเสียหลักเหตุผลที่เคยมีในอดีต ยกกระบี่ขึ้นหมายตัดหัวฉินฮ่องเต้!
กระบี่นี้ใช้กำลังภายในเต็มสิบส่วน ปราณกระบี่ดุจประกายรุ้ง เฉียบคมดุดันหมื่นเท่า ตัดผ่ากวานทองรัดเกศาของฉินฮ่องเต้แยกออกครึ่งหนึ่ง!
ครั้นตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ฉินฮ่องเต้ก็ไม่สนใจสง่าราศีความน่าเกรงขามของจักรพรรดิอีกต่อไป เขาคว้าจับโต๊ะพยุงตัวหลบหนีไปอย่างโซเซ ไม่กล้ารบพันกับอีกฝ่ายมากนัก
จางเอ่อร์อาศัยโอกาสถอดเสื้อคลุมมาคลุมบนร่างให้เสวี่ยสวิน มองดูนัยน์ตาคลอหยาดน้ำของนาง รู้สึกเพียงในใจพลันเจ็บปวด อุ้มหญิงสาวเข้ามากอดแน่นในอ้อมแขน!
เวลานี้กลับเห็นฉินฮ่องเต้ตั้งหน้าวิ่งไปทางนอกตำหนัก ครั้นนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ในใจก็ทั้งร้อนรนและโมโห ไหนเลยจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ เช่นนี้!
ฉินฮ่องเต้เห็นจางเอ่อร์ไล่ตามมาก็รีบวิ่งไปทางหน้าประตูตำหนักใหญ่ ตะโกนร้องเรียกทหาร ทว่าเพราะก่อนหน้านี้ราชองครักษ์นอกตำหนักได้รับคำสั่ง ต่างคนก็ต่างมองหน้ากันงงงัน ไม่มีใครกล้าเข้ามาในตำหนักแม้แต่คนเดียว!
ใครจะรู้บางทีฉินฮ่องเต้อาจกำลังเล่นอะไรสนุกๆ อยู่กับองค์หญิงสวินก็เป็นได้
ฉินฮ่องเต้เห็นจางเอ่อร์ทะยานร่างมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก จึงหันกายวิ่งไปด้านข้าง ชั่วเวลาเดียวคนทั้งสองก็ไล่ล่ากันไปทั่วตำหนักบรรทม
กล่าวกันในแง่วรยุทธ์ ฉินฮ่องเต้ที่ได้รับการดูแลประคบประหงม ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อไม่มีทางสู้จางเอ่อร์ที่ยกทัพจับศึกมาหลายปีได้แน่นอน ย่อมพ่ายแพ้ตกเป็นรอง ผ่านไปไม่ทันไรอาภรณ์ผ้าแพรดิ้นบนร่างก็ถูกคมกระบี่ของจางเอ่อร์กรีดขาดจนมีสภาพดูไม่ได้ กวานทองที่รวบมัดเส้นผมร่วงลงพื้น สภาพยับเยินกระเซอะกระเซิงหาใดเปรียบ
เห็นฉินฮ่องเต้พ่ายแพ้สู้ไม่ไหว มุมปากจางเอ่อร์ก็ยกยิ้มเย็นชา กำลังจะลงมือสังหารระบายความแค้นในใจ กลับถูกเสวี่ยสวินจับข้อมือไว้ “พี่ชาย ช่างเถิด…เรารีบออกไปกันเถอะ!”
ครั้นฟังถ้อยคำของเสวี่ยสวิน จางเอ่อร์ก็รับรู้ถึงความกังวลของนางดี แคว้นฉินแม้จะปกครองกดขี่ข่มเหง แต่ยามนี้แม้ต่อให้สังหารฉินฮ่องเต้ตายไปแล้วก็ยังมีรุ่นสองรุ่นสาม กลับจะเป็นการสร้างปัญหานำพาหายนะมาสู่แคว้นจ้าว!
เวลานี้จางเอ่อร์ค่อยระงับความโกรธใจเย็นลง อุ้มเสวี่ยสวินหนีออกไปทางหน้าต่างทันที
ฉินฮ่องเต้เห็นคนทั้งสองหนีไปแล้วจึงผลักประตูออกทันใด ตำหนิพวกองครักษ์อย่างเดือดดาล ก่อนสั่งการให้กลุ่มคนไล่ล่าตามหาอย่างเข้มงวด
…
หลังได้รับคำสั่งจากฉินฮ่องเต้ ทหารของแคว้นฉินก็ไม่กล้าชักช้า ไม่นานก็แกะรอยไล่ตามมาทันรถม้าของราชทูตแคว้นจ้าว เปิดฉากต่อสู้สังหารด้วยอาวุธทันที
ทหารไล่ล่าของแคว้นฉินมีจำนวนมาก ถึงที่สุดแล้วองครักษ์แคว้นจ้าวก็สู้ไม่ได้ ยกเว้นอาซิ่นที่อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีไปได้แล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนไม่มีผู้ใดโชคดีรอดชีวิต
พวกทหารไล่ล่าพร้อมใจกันแทงดาบเข้าไปในรถม้า นึกว่าไม่มีคนใดเหลือรอดแล้ว เมื่อเปิดม่านรถออกดูก็ค้นพบว่าในนี้เป็นเพียงรถม้าว่างเปล่าคันหนึ่ง ‘ประเสริฐนัก กลยุทธ์จักจั่นลอกคราบ!’
แท้ที่จริงจางเอ่อร์คาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าอาจเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น รถม้าเป็นเพียงแผนตบตาของเขา เวลานี้ชายหนุ่มได้พาเสวี่ยสวินควบม้าห้อตะบึงหนีไปอีกทางแล้ว
เสวี่ยสวินในเวลานี้เอนกายพิงซบอ้อมแขนอบอุ่นของจางเอ่อร์ นึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ประสบพบเจอในวังฉินแล้วยังหวาดกลัวไม่หาย
เมื่อครู่อีกแค่นิดเดียวก็อาจโดนฉินฮ่องเต้ทำตัวนางแปดเปื้อน เวลานี้ฤทธิ์ยายังคงไม่จางหาย รู้สึกเพียงทั่วทั้งร่างอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง ชั่วเวลาเดียวความรู้สึกย่ำแย่เหลือรับและกล้ำกลืนในความไม่เป็นธรรมก็เข้าเกาะกุมหัวใจนาง น้ำตารินไหลสะอื้นไห้ออกมาในที่สุด