จ้าวห่าวหลินรู้สึกตัวตื่นอีกทียามเหม่าหันไปด้านข้างก็ไม่เห็นหลี่เจี่ยหลิงแล้ว เขาเดินลงจากเตียงคว้าชุดผ้าฝ้ายละเอียดสีดำชุดหนึ่งขึ้นมาสวม สำหรับชาวบ้านผ้าฝ้ายละเอียดนับว่าเป็ผ้าชั้นดี
แต่หากเทียบกับผ้าที่เมื่อก่อนเขาสวมย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
จ้าวห่าวหลินขยับร่างกายง่ายๆ เพื่อไล่ความเมื่อยล้า ก่อนจะเดินออกจากห้องไปทางหลังบ้าน มองเห็นชุนเชียงกำลังถอนวัชพืชในสวน
ชุนเชียงเห็นจ้าวห่าวหลินตื่นแล้วก็รีบเข้าไปยกน้ำร้อนเทใส่อ่างไม้ที่เตรียมไว้“ท่านเขยเชิญเ้าค่ะ”
ชุนเชียงเป็สาวใช้ประจำตัวคนเดียวของหลี่เจี่ยหลิงจึงมีหน้าที่ดูแลบ้านและหลี่เจี่ยหลิงทั้งหมดไม่ว่าจะเป็ทำงานบ้าน ให้อาหารดูแลม้า ปลูกผักสมุนไพร เก็บยาติดตามหลี่เจี่ยหลิงออกตรวจคนไข้
นางค่อนข้างซื่อบื้อไปสักหน่อยและพูดมากแต่ก็เป็คนคล่องแคล่วหยิบจับคล่องมือ ส่วนหลี่เจี่ยหลิงเป็สาวมั่นไม่ยึดตามกฎเกณฑ์ ไม่สนขนบธรรมเนียม เป็ผู้หญิงติดดินเรียบง่ายสิ่งเดียวที่นางค่อนข้างจุกจิกคือเื่อาหาร
เท่าที่ได้รู้จักกันมาหกวันเขามองออกว่าหญิงสาวมีลิ้นที่ไวต่อััทางรสชาติหากไม่ใช่อาหารฝีมือของชุนเชียงก็จะกินได้น้อยมากหรือแทบไม่แตะต้องเลยมีเพียงแค่ฝีมือของเขาเท่านั้นที่หญิงสาวจะกินได้มากเป็พิเศษ
อืม...นับว่าฝีมือทำอาหารของเขายังไม่ตก
จ้าวห่าวหลินเข้าไปจัดการธุระของตัวเองในห้องส้วมเสร็จก็ออกมาล้างมือล้างหน้า บ้วนปากที่อ่างด้านนอกที่ชุนเชียงเตรียมไว้ให้พอเขาล้างหน้าเสร็จนางก็จะยกอ่างไปรดน้ำผักต้นไม้ต่อ
จ้าวห่าวหลินเช็ดหน้าจนสะอาดแล้วจึงส่งผ้าให้ชุนเชียงรับไปก่อนจะเดินไปยังลานหน้าบ้าน
หลี่เจี่ยหลิงกำลังฝึกวรยุทธที่ลานหน้าบ้านเห็นจ้าวห่าวหลินกำลังพิงขอบประตูบ้านมองดูนางก็ยิ้มทักทายอาจารย์ของนางสอนไว้เสมอว่าคนเป็หมอร่างกายสำคัญที่สุดหากคนเป็หมออ่อนแอก็จะช่วยเหลือใครไม่ได้ นางจึงติดนิสัยฝึกวรยุทธตอนเช้าอย่างน้อยครึ่งชั่วยามทุกวัน
จ้าวห่าวหลินไม่เคยฝึกวรยุทธแต่ตอนที่ไปเกิดใหม่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเขามีสุขภาพแข็งแรงเคยเรียนศิลปะการต่อสู้หลายแขนงเช่นกัน ทั้งมวยไทย เทควันโดคาราเต้ ยิงธนู ยิงปืน
เขาไม่เข้าใจเื่การฝึกยุทธย่อมไม่เข้าใจกระบวนท่าของหลี่เจี่ยหลิงแต่เขาเคยเห็นกระบวนท่ามวยอ่อนในหนังกำลังภายในมาบ้าง ดูไปดูมาคล้ายว่ากระบวนท่าแบบเดียวกัน
หรือเปล่า?...
เสียงในห้องครัวดังขึ้นดูเหมือนว่าใกล้เวลาทำมื้อเช้าแล้ว
ชาวเป่ยเฉิงดังเดิมชื่นชอบอาหารรสเผ็ดร้อนแบบเดียวกับอาหารเสฉวนและนิยมกินอาหารจำพวกแป้ง แตกต่างจากชาวใต้ที่ชอบกินข้าวเป็อาหารจานหลัก
โจวเฉิงชอบกินข้าวขาวเป็อาหารหลักเขาและขุนนางหลายคนที่มาจากโจวเฉิงเองก็ชื่นชอบกินข้าวขาวเป็อาหารหลักเช่นกันแต่เป่ยเฉิงเพาะปลูกข้าวสาลีได้น้อย ข้าวสาลีที่ได้จึงถูกแปรรูปเป็แป้งหมี่เพื่อให้สามารถเก็บได้นานเขาเลยต้องกินอาหารจำพวกแป้งแทน นานวันเข้าก็เคยชินไปเอง
หลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงเองก็เป็เช่นเดียวกันพวกนางสองคนชอบกินอาหารรสเผ็ดร้อนและอาหารจำพวกแป้งเพียงแต่มื้อเช้าพวกนางจะชอบกินโจ๊กข้าวข้น ๆ กับอาหารรสจืดมากกว่า
จ้าวห่าวหลินเลิกสนใจการฝึกวรยุทธของหลี่เจี่ยหลิงหันหลังเดินไปช่วยชุนเชียงในห้องครัว
ชุนเชียงเป็สาวน้อยนักกินคนหนึ่งนางตกหลุมรักอาหารที่จ้าวห่าวหลินทำพอเห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องครัวก็ยิ้มกริ่มยินดี
“ปกติเจี่ยหลิงชอบกินอะไร”จ้าวห่าวหลินหยิบผักขึ้นมาดู มีกระหล่ำปลี ผักโขม กระเทียม หูหลัวปัว
“ท่านเขยควรจะเรียกฮูหยินว่าหลิงเอ๋อร์หรือฮูหยินนะเ้าค่ะ” ชุนเชียงแนะนำพอเห็นสีหน้าไม่พอใจของจ้าวห่าวหลินก็รีบพูดอย่างใสซื่อ“ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะมองฮูหยินข้าอย่างไรเล่าเ้าคะ”
จ้าวห่าวหลินขมวดคิ้วพยักหน้า“เจี่ยหลิงชอบกินอะไร?”
ชุนเชียงยิ้มพอใจ“มื้อเช้าท่านอาจารย์บอกว่าควรจะกินให้อิ่มท้องด้วยโจ๊กข้าวและกินอาหารรสจืดเพื่อไม่ให้กระเพาะทำงานหนักเกินไปเ้าค่ะ”
“เ้าช่วยข้าจุดไฟแล้วก็เอาผักพวกนี้ไปล้างหั่นให้ข้าหน่อย”จ้าวห่าวหลินชี้ไปที่พวกผักสองสามอย่างบนโต๊ะ
“เ้าค่ะ”ชุนเชียงตอบรับเอาผักใส่ตะกร้าไปล้างตามคำสั่งของจ้าวห่าวหลินอย่างรวดเร็ว
หลี่เจี่ยหลิงเข้ามาในห้องครัวก็เห็นชายหนุ่มกำลังหยิบข้าวใส่หม้อสี่กำดูท่าทางคล่องแคล่ว “วันนี้เ้าคิดจะทำอะไรบ้าง?”
จ้าวห่าวหลินเลิกคิ้วปกติไม่เห็นหญิงสาวจะสนใจเหตุใดวันนี้ถึงมาถาม “ข้าตั้งใจว่าจะทำงานบ้าน”
หลี่เจี่ยหลิงยิ้มหยอกล้อ“ทำงานบ้าน?”
จ้าวห่าวหลินตักน้ำมาซาวข้าวก่อนจะเทใส่อ่างอีกใบทิ้งไปเก็บไว้ให้ชุนเชียงเอาไปรดน้ำต้นไม้ ก่อนจะตักน้ำใส่เข้าไปใหม่ นำขึ้นวางบนเตาล้างไข่ไก่สามฟองด้วยน้ำซาวข้าวจนสะอาดใส่ลงไปในหม้อต้มโจ๊กต้มพร้อมกันทีเดียวจะได้ประหยัดเวลาอีกทั้งน้ำข้าวจะได้ซึมเข้าไข่ต้มช่วยเพิ่มสารอาหารอีกด้วย
“บุญคุณแม้เพียงน้ำหยดก็ควรตอบแทนให้ดั่งสายธาร[1] อีกอย่าง...ข้าว่าง”
หลี่เจี่ยหลิงยิ้ม“ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็แค่...สมกับที่เ้าเป็สามีบำเรอของข้าดี”เดิมทีหน้าที่ของสามีบำเรอก็คือจัดการเรือนหลัง เลี้ยงดูลูกอยู่แล้วนี่
คิ้วจ้าวห่าวหลินกระตุกอะไรคือสมกับที่เป็สามีบำเรอของเ้า
“วันนี้พวกข้าสองคนจะเข้าไปในเมืองฉางเ้าอยากได้อะไรหรือไม่ ข้าจะซื้อให้เ้า”วันนี้นางกับชุนเชียงตั้งใจจะเข้าเมืองไปสืบข่าวในเมืองเสียหน่อย จึงนึกได้ว่านอกจากชุดสามสี่ชุดที่ซื้อให้ชายหนุ่มเมื่อไม่นานจ้าวห่าวหลินก็ไม่มีสิ่งใดติดตัวมาเลยแม้แต่อย่างเดียว
จ้าวห่าวหลินก็เคยคิดที่จะเข้าเมืองฉางเพื่อไปวางสัญลักษณ์และส่งข่าวไปหาเป่ยเฉิงโหวเช่นกันแต่คงจะให้หญิงสาวไปวางสัญลักษณ์แทนไม่ได้
“ไม่้าอะไร”
หลี่เจี่ยหลิงมองมือเรียวสะอาดสะอ้านของชายหนุ่ม“เมื่อก่อนเ้าชอบทำอะไร เขียนอักษรหรือวาดภาพ”
จ้าวห่าวหลินอึกอักเมื่อก่อนในชาตินี้ตัวเขาปลงไม่ตกหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ใช้ชีวิตเสเพลไปวันวันส่วนใหญ่ขังตัวเองอยู่แต่ในจวน ดื่มกินไร้สาระไปวันวัน จะไปมีงานอดิเรกอะไรมาตอบนางกัน
หลี่เจี่ยหลิงยิ้ม“ข้าจะซื้อสมบัติทั้งสี่ในห้องหนังสือ[2]กลับมาให้เ้า ดูจากมือขาวสะอาดของเ้าเ้าน่าจะเป็บัณฑิตคนหนึ่ง ในเมื่อเป็บัณฑิตก็ไม่ควรห่างตำราไม่อย่างนั้นสิ่งที่ร่ำเรียนมาจะสูญเปล่า”
จ้าวห่าวหลินถอนหายใจ“เช่นนั้นเ้าช่วยซื้อตำรากลับมาให้ข้าอ่านสักเล่มสองเล่มเถิด”
ในยุคสมัยนี้ไม่เหมือนศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่มีเทคโนโลยีความบันเทิงมากมายหากได้หนังสือไว้อ่านเล่นสักสองสามเล่มก็ดีไม่น้อย เขามั่นใจว่าตัวเองต้องติดอยู่ที่นี่สักระยะกว่าเ้าโง่อี้โยวจะตามมาทัน
หลี่เจี่ยหลิงยิ้ม“ได้ ข้าจะซื้อกลับมาให้เ้า” พูดจบก็หันหลังกลับไป
จ้าวห่าวหลินคิ้วกระตุกรู้สึกเหมือนตัวเองเป็สาวน้อยในห้องหอที่สามีบอกว่าจะไปซื้อเครื่องชาดทาหน้าและเครื่องประดับชิ้นงามกลับมาให้อย่างไรไม่รู้
“ท่านเขยเ้าคะ”เสียงเรียกจากชุนเชียงเรียกให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์ อาหารมื้อเช้าเรียบง่ายมีโจ๊กข้าวขาวข้น ๆ ไข่ต้มคนละฟอง ผัดผักอีกหนึ่งจาน
แม้จะเป็อาหารเรียบง่ายแต่เมื่อผ่านมือของจ้าวห่าวหลินก็กลายเป็อาหารเลิศรสทันที
หลังจากทานมื้อเช้าด้วยกันสองสาวก็ออกจากบ้านั้แ่ยามเฉินจ้าวห่าวหลินปิดประตูรั้วส่งพวกนางเหมือนทุกวัน
จ้าวห่าวหลินสำรวจบ้านสกุลหลี่อย่างละเอียดข้าวของภายในบ้านค่อนข้างน้อย นอกจากห้องสมุนไพรแล้วข้าวของภายในบ้านแทบไม่มีค่าอะไรมากมายนัก ข้าวของเครื่องใช้จริง ๆอย่างฟูกเครื่องนอนและเครื่องครัวค่อนข้างคุณภาพดีและเป็ของใหม่
วันนี้แดดกำลังดีจ้าวห่าวหลินเข้าไปยกฟูกและผ้านวมทั้งหมดในบ้านออกมารื้อปุยฝ้ายด้านในตากแดดส่วนฟูกและผ้านวมก็ตากแดดรับลมเช่นเดียวกัน
เริ่มรื้อข้าวของภายในห้องของสองสาวออกมาข้างนอกปัดฝุ่นและยักไยตามผนังและหลังคา กวาดพื้นตักฝุ่นออกไปเทข้างนอกก่อนจะเริ่มใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำหมาด เช็ดเตียงเตาและพื้นหลายครั้งจนน้ำหายดำ ก็เริ่มเช็ดเครื่องเรือนข้างนอกให้สะอาดเช่นกันหากให้ดีก็อยากเอาเครื่องเรือนไปรับแดด แต่แรงน้อยจึงทำได้เท่านี้
ยังดีที่เครื่องเรือนในห้องสองสาวค่อนข้างใหม่สภาพค่อนข้างดีจึงไม่ต้องทำอะไรมาก เช็ดจนสะอาดแล้วค่อยนำกลับเข้าไปในห้องตามเดิมเปิดหน้าต่างห้องให้ลมผ่าน ลดกลิ่นอับในห้อง
เหลือบไปเห็นแจกันเก่าๆ เอามาขัดให้สะอาดใส่ดอกไม้ป่าเข้าไปช่วยเพิ่มกลิ่นในห้องได้ดีวางประดับแจกันละหนึ่งห้อง ค่อยดูเป็ห้องของหญิงสาวขึ้นมาบ้าง
เพียงแค่ความสะอาดห้องนอนอย่างง่ายๆ เหงื่อก็ชุ่มแผ่นหลังของชายหนุ่มแล้ว ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเกินไปจ้าวห่าวหลินถอดเสื้อตัวนอกออกเหลือแค่เสื้อตัวในตัวบาง
หลังจากจัดการห้องนอนเสร็จเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็กระดกน้ำเข้าไปหนึ่งกาเพื่อดับกระหาย ใช้ผ้าเช็ดเหงื่อเช็ดตัวเวลาผ่านไม่นานก็ยามอู่อีกแล้ว
เมื่อวานจ้าวห่าวหลินบอกพี่สะใภ้หลินแล้วว่าไม่ต้องมาทำอาหารให้เขาวันนี้ชายหนุ่มจึงทำอาหารง่าย ๆ ด้วยการผัดผัก กินกับโจ๊กที่เหลือจากเมื่อเช้า
กินอาหารเสร็จหลังจากนั่งย่อยสักพักก็เริ่มจัดการส่วนที่เหลือของบ้านต่อเพราะมีชุนเชียงคอยทำความสะอาดเป็ระยะ งานทำความสะอาดบ้านจึงไม่ได้ใช้เวลามากนักยามเว่ยบ้านทั้งหลังก็สะอาดสะอ้าน
ทำความสะอาดภายในบ้านเสร็จชายหนุ่มก็เริ่มจัดการลานบ้านด้านนอกต่อหลินซื่อออกมาจากในเรือนเห็นจ้าวห่าวหลินกำลังทำความสะอาดลานอย่างขยันขันแข็งก็แปลกใจ
เมื่อวานก็ซ่อมแซมบ้านวันนี้ก็ทำความสะอาดบ้าน นี่...
ปกติแล้วผู้ชายมีสถานะสูงส่งเป็หัวหน้าครอบครัวคอยทำงานหาเงินเข้าบ้านล้วนแต่ไม่เคยทำงานบ้านงานเรือนทำอาหารเช่นจ้าวห่าวหลินดังนั้นการที่จ้าวห่าวหลินทำความสะอาดบ้านอย่างขยันขันแข็งเช่นนี้ทำให้นางแปลกใจอย่างยิ่ง
ท่านหมอบอกว่าเสี่ยวหลินเป็บัณฑิตที่ร่ำเรียนตำราดูเหมือนจะเพราะตระกูลตกต่ำสินะ เ้าหนุ่มคนนี้ถึงทำเป็เสียทุกอย่างเช่นนี้
ขณะที่หลินซื่อกำลังสงสารจ้าวห่าวหลินชายหนุ่มก็รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมาเลยหันกลับไปมอง
“พี่สะใภ้หลิน”จ้าวห่าวหลินกำลังใช้จอบถางหญ้า เหงื่อชุ่มไปทั่วตัว
“เสี่ยวหลินเ้าหายดีแล้วอย่างนั้นหรือ?”
จ้าวห่าวหลินรับรู้ถึงน้ำเสียงห่วงใยที่ส่งผ่านมาเขายิ้ม “ขอรับ” เขาคิดอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยถาม “พี่สะใภ้หลินพี่ใหญ่เฉินมีค้อนกับขวานบ้างหรือไม่”
“มีสิเดี๋ยวข้าจะไปเอามาให้เ้า”
หลินซื่อกลับเข้าไปในบ้านสักพักก็กลับออกมาพร้อมกับขวานเหล็กและค้อนไม้ของเฉินเหลียง“เ้าจะเอาไปทำอะไร จะขึ้นเขาไปตัดฟืนหรือ? เช่นนั้นรอพี่ใหญ่เ้าหน่อยเถิด”
แม้จะบอกว่าหายดีแล้วแต่อย่างไรหลินซื่อก็ยังอดเป็ห่วงจ้าวห่าวหลินไม่ได้
“ข้าจะเอาไปซ่อมเครื่องเรือนในบ้านขอรับ”
“ซ่อมเครื่องเรือน?”หลินซื่อเอ่ยทวนด้วยความสงสัย
“เครื่องเรือนในบ้านค่อนข้างเก่ามากแล้วขาบ้างชิ้นก็เริ่มพัง ข้าจะซ่อมมันนิดหน่อยให้ยังใช้งานได้ ไม่ได้ทำอะไรมากมายหรอกพี่สะใภ้ไม่ต้องกังวล”
หลินซื่อพยักหน้าเข้าใจคนยากจนอย่างพวกเขาล้วนแต่ซ่อมแซมข้าวของเองกันแทบทั้งสิ้น หากไม่พังจนซ่อมไม่ได้แล้วจริงๆ ไม่มีชาวบ้านคนไหนยอมเสียเงินให้ช่างไม้ทำเครื่องเรือนให้ใหม่หรอก
“อือถ้าอย่างนั้นเ้าก็อย่าหักโหมนักเล่า หากเ้าเป็ลมเป็แล้งไป ท่านหมอจะทำอย่างไร”หลินซื่อทิ้งท้ายก่อนจะกลับเรือนไป
ยามเซินเฉินเหลียงกลับมาจากไปดูกับดัก ได้กระต่ายตัวน้อยมาสองตัว นับว่าไม่เลวหากเอาไปขายก็ได้ตัวละหนึ่งร้อยอีแปะ ซื้อแป้งกลับมาได้หลายชั่งส่วนอีกตัวว่าจะแบ่งไปบำรุงจ้าวห่าวหลินสักหน่อย
“สามีเ้ากลับมาแล้ว” หลินซื่อกำลังเย็บผ้าอยู่ในห้องโถงเอ่ยทัก
เฉินเหลียงชูกระต่ายสองตัวในมืออย่างอารมณ์ดี“วันนี้ข้าได้กระต่ายมาสองตัว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะฝากเฉินจ้านไปขายในเมืองสักตัวอีกตัวว่าจะให้เสี่ยวหลินทำอาหารสักมื้อ” พูดจบก็กลืนน้ำลายเฮือก
“ไม่ใช่ว่าเ้าตะกละอยากกินฝีมือเสี่ยวหลินหรอกหรือั้แ่ที่เ้าได้กินฝีมือเสี่ยวหลิน อาหารข้าก็จืดชืดไม่ถูกใจเ้า” หลินซื่อถลึงตาใส่เฉินเหลียงที่หัวเราะอารมณ์ดีไม่ตอบโต้“เอาเถอะ วันนี้ข้าเอาค้อนกับขวานเ้าไปให้เสี่ยวหลินด้วย”
“ค้อนกับขวานเ้าหนุ่มจะขึ้นเขาไปตัดฟืนหรือ” เฉินเหลียงจับกระต่ายตัวหนึ่งใส่กรงใส่ธัญพืชนิดหน่อยให้กระต่ายกิน รอพรุ่งนี้เช้าค่อยไปฝากเฉินจ้านขาย
“วันนี้เสี่ยวหลินทำความสะอาดบ้านท่านหมอครั้งใหญ่เห็นเครื่องเรือนเก่าพุพังเลยยืมค้อนกับขวานไปซ่อมของนะสิ”
เฉินเหลียงถอนหายใจ“บ้านของท่านปู่สี่เฉินดีที่สุดในหมู่บ้านแต่ก็ไม่มีใครอยู่มานานหลายปีข้าวของเครื่องเรือนย่อมเก่าและพุพังเป็ธรรมดา ก็ดี บ้านท่านหมอมีบุรุษคอยซ่อมแซมข้าวของเครื่องเรือนให้ก็ดี”
เขานึกถึงเมื่อวานเ้าหนุ่มเพิ่งจะซ่อมบ้านให้ท่านหมอวันนี้ก็ทำความสะอาดบ้าน ยิ่งรู้สึกก็ยิ่งชอบ จึงเอ่ยต่อ “ลำบากเสี่ยวหลินแล้ว”
หลินซื่อยิ้ม“ท่านหมอเป็ผู้ใดกัน นางเดินทางรักษาผู้คนไปทั่ว สายตาย่อมกว้างไกลกว่าพวกเรา”
“พวกชาวบ้านพวกนั้นมีปากก็พูดไปเรื่อยหากท่านหมอรู้เข้า เฮ้อ...”
สองสามีภรรยาเฉินเหลียงอยู่ข้างบ้านจะไม่เห็นได้อย่างไรว่าท่านหมอเอาใจใส่สามีนางขนาดไหนหากได้ยินชาวบ้านพูดถึงเสี่ยวหลินแบบนั้นยังไม่รู้เลยว่าท่านหมอจะทำอย่างไร
“ข้าจะเอากระต่ายไปให้เสี่ยวหลินแล้วจะดูหน่อยว่าเป็อย่างไรบ้างเผื่อมีอะไรให้ช่วยได้บ้าง” เฉินเหลียงจับกระต่ายอีกตัวยกขึ้น
“ไปเถอะข้าเห็นว่าในห้องเก็บฟืนมีฟืนน้อยแล้ว เ้าก็ไปช่วยเสี่ยวหลินผ่าฟืนเตรียมไว้หน่อยหากเข้าหน้าฝน ต้นไม้ชื้น จะเก็บฟืนก็ยากแล้ว” หลินซื่อเอ่ยเตือน
“ได้เลยเดี๋ยวข้าจัดการให้”
เฉินเหลียงเดินไปเรือนท่านหมออย่างอารมณ์ดีภาพบ้านสะอาดสะอ้านทำให้เขาแปลกใจไม่น้อย
ปกติบ้านสกุลหลี่ไม่ได้สกปรกนักนับว่าสะอาดมากแล้วหากเทียบกับบ้านเรือนของชาวบ้านในหมู่บ้านเพราะมีชุนเชียงคอยทำความสะอาด แต่ถึงอย่างนั้นชุนเชียงก็ต้องติดตามหลี่เจี่ยหลิงออกไปข้างนอกแทบตลอดไม่ได้ทำความสะอาดอย่างเป็จริงเป็จังเท่าไรนัก
หญ้าในลานบ้านที่รกข้าวของบางส่วนที่วางอยู่อย่างระเกะระกะถูกจัดการออกไปทำให้ทั้งเรือนดูโล่งสะอาด ข้าวของถูกวางเป็ระเบียบ คอกม้าถูกทำความสะอาดแม้แต่ประตูบ้านก็ดูเหมือนจะถูกเช็ดจนสะอาดไม่เห็นแม้แต่ครอบฝุ่น
เ้าหนุ่มนี่...ทำได้ขนาดนี้เชียวหรือ
ตอนแรกที่เขาได้ยินหลินซื่อบอกว่าทำความสะอาดก็นึกว่าทำเล็กน้อยนิดหน่อย ไม่นึกว่าจะสะอาดขนาดนี้
ในยุคที่ชายเป็ใหญ่เช่นนี้ผู้ชายส่วนใหญ่ล้วนแต่ไม่เคยทำงานบ้าน ซักผ้า หุงข้าวเข้าครัวแต่เ้าหนุ่มนี่ดูเหมือนคุณชายตระกูลใหญ่สะอาดสะอ้าน กลับซ่อมบ้านทำความสะอาดเรือนแล้วยังจะทำอาหารในครัวได้อย่างคล่องแคล่วเสียยิ่งกว่าสตรี
เฉินเหลียงเข้าไปในบ้านเห็นจ้าวห่าวหลินกำลังย้ายเครื่องเรือนอยู่เขารีบวางกระต่ายในมือลงแล้วไปช่วยเ้าหนุ่มย้ายเครื่องเรือน ภายในบ้านสะอาดสะอ้านแม้แต่ฝุ่นสักเม็ดก็ไม่มีให้เห็น
“ข้าจับกระต่ายมาได้ตัวหนึ่งเลยว่าจะเอามันมาฝากท้องกับเขาเสียหน่อย”เฉินเหลียงเดินไปยกกระต่ายหนักห้าหกชั่งขึ้นมาให้จ้าวห่าวหลินดู
“มีตัวเดียวคงไม่เหมาะทำหัวกระต่ายผัดหม่าล่า”จ้าวห่าวหลินรู้ว่าเฉินเหลียงคิดอะไรเฉินเหลียงหัวเราะเกาหัวเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ ลืมนึกไปเลยว่ามีกระต่ายตัวเดียว “ได้ยินว่าวันนี้เ้าซ่อมเครื่องเรือนข้าว่าจะมาช่วยเสียหน่อยเสร็จแล้วหรือ” เขากวาดตามองรอบห้อง
“ท่านมาช้าไปหน่อยแต่เอาเถอะข้ายังมีงานผ่าฟืนรอให้ท่านช่วย”
วันนี้จ้าวห่าวหลินวุ่นวายกับการทำความสะอาดบ้านซ่อมเครื่องเรือนทั้งวัน กว่าจะเสร็จก็ฟ้าเริ่มมืดแล้วอีกทั้งร่างกายนี้ก็อ่อนแอเกินไปหน่อย หากผ่าฟืนอีกก็คงจะใช้เวลานานดีที่ได้เฉินเหลียงช่วย
ทั้งสองขึ้นตัดฟืนบนเขาใกล้ๆ ช่วยกันขนกลับมา ระหว่างที่กำลังผ่าฟืนทั้งสองก็พูดเื่ภายในหมู่บ้านไปด้วย
ยามโหย่วท้องฟ้าเริ่มมืดหลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงควบม้ากลับบ้าน ชุนเชียงหยุดม้ากะทันหัน“นี่ใช่บ้านพวกเราใช่ไหม?”
“พูดอะไรนะ”หลี่เจี่ยหลิงควบม้าขึ้นไปด้านหน้า มองเห็นลานบ้านที่สะอาดสะอ้านก็มองชุนเชียง
“อ้าว! ท่านหมอชุนเชียงเร็วเข้ารีบเข้าบ้านมาเร็ว”หลินซื่อรีบออกมาเปิดประตูรั้วให้ทั้งสองคนอย่างรีบร้อนด้วยรอยยิ้ม
ทั้งสองควบม้าเข้าไปในคอกม้ามองหลินซื่อเป็เชิงถาม
หลินซื่อยิ้มให้ทั้งสองคน“วันนี้พี่เฉินของพวกเ้าจับกระต่ายมาได้สองตัว เอาตัวหนึ่งมาให้เสี่ยวหลินจัดการพวกข้าผัวเมียต้องฝากท้องกับพวกเ้าแล้ว”
ชุนเชียงกับหลี่เจี่ยหลิงหัวเราะพากันเดินเข้าบ้าน กลิ่นหอมของอาหารโชยออกมาจากภายในเรือนทำให้รู้สึกอบอุ่น
“ว้าวท่านเขยท่านทำความสะอาดบ้านเก่งขนาดนี้เชียว” ชุนเชียงมองไปรอบบ้าน บ้านหลังนี้สะอาดกว่าตอนนางทำความสะอาดเสียอีก
จ้าวห่าวหลินยกชามน้ำแกงเข้ามาเห็นสองสาวกลับมาแล้ว“พวกเ้าไปล้างมือแล้วรีบมากินข้าวเถอะ วันนี้ข้าทำน้ำแกงกระต่ายผัดหม่าล่าเนื้อกระต่าย และแป้งย่าง”
ทั้งสองเข้าไปหลังบ้านก็เห็นว่าในอ่างน้ำมีน้ำร้อนผสมรอพวกนางอยู่แล้วชุนเชียงอดที่จะเอ่ยชมไม่ได้ “มีท่านเขยอยู่บ้านก็ดีเหมือนกันนะ หลิงเอ๋อร์เ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่”
หลี่เจี่ยหลิงล้างมือล้างหน้าไม่พูดอะไรไม่เพียงแค่ลานหน้าบ้าน ลานหลังบ้านตรงนี้เองก็ได้รับการจัดเก็บดูแลอย่างดีในบ้านก็สะอาดสะอ้าน ดูก็รู้ว่าวันนี้ทั้งวันชายหนุ่มทุ่มเทไปกับการทำความสะอาดเพียงใด
เหนื่อยจากการทำงานข้างนอกกลับมามีบ้านสะอาดสะอ้านอาหารอุ่นร้อนเช่นนี้ ดูเหมือน....จะดีไม่น้อย
ทั้งสองบ้านกินอาหารร่วมกันเสร็จชุนเชียงก็ถือโคมไฟไปส่งทั้งสองสามีภรรยากลับเรือน ส่วนหลี่เจี่ยหลิงก็เข้าห้องนอน
ภายในห้องนอนเองก็ได้รับการทำความสะอาดใหม่เครื่องเรือนที่เคยเปื้อนฝุ่นไม่หลงเหลือคราบฝุ่นผนังเพดานถูกเช็ดทำความสะอาดทั้งหมด ภายในห้องสดชื่นมีกลิ่นหอมดอกไม้ป่าในแจกันคงเป็ชายหนุ่มที่ไปเก็บมาใส่ไว้ ฟูกผ้านวมได้กลิ่นอายแดด
จ้าวห่าวหลินเดินตามหลังมาเห็นหลี่เจี่ยหลิงยืนนิ่งไม่ขยับก็เอ่ยถาม“วันนี้เ้าจะอาบน้ำหรือไม่?”
ปกติแล้วหลี่เจี่ยหลิงจะอาบน้ำยาสมุนไพรทุกห้าวันอาบน้ำทุกสามวัน วันนี้จึงไม่ใช่วันอาบน้ำจ้าวห่าวหลินเคยได้ยินชุนเชียงพูดเื่นี้ย่อมจำได้วันนี้จึงยกอ่างน้ำร้อนมาให้นางเช็ดตัว
หลี่เจี่ยหลิงเห็นอ่างน้ำร้อนในมือชายหนุ่มก็เข้าใจแย้มยิ้มส่ายหน้า “วันนี้แค่เช็ดตัวก็พอแล้ว”
จ้าวห่าวหลินวางอ่างน้ำลงให้พร้อมกับเตรียมผ้าสำหรับเช็ดตัวให้ก่อนจะปลดเสื้อนอกเดินขึ้นเตียงไปตอนนี้อากาศยังไม่หนาวมากไม่จำเป็ต้องจุดเตาไฟใต้เตียงเพียงแค่นอนห่มผ้านวมก็เพียงพอ
จ้าวห่าวหลินร่างกายอ่อนแอค่อนข้างขี้หนาวั้แ่เด็กยามนอนจึงห่มผ้านวมหนาเพื่อให้อบอุ่น ส่วนหลี่เจี่ยหลิงฝึกวรยุทธั้แ่เด็กร่างกายสามารถทนกับอากาศร้อนหนาวได้ เลยไม่ค่อยชอบห่มผ้าหนามากในห้องจึงมีผ้าสองผืน
หลี่เจี่ยหลิงมองจ้าวห่าวหลินก่อนจะเดินไปนั่งบนเตียงข้างชายหนุ่ม
“เ้าทั้งทำอาหารซ่อมบ้าน ทำความสะอาดได้ เ้าเป็ใครกันแน่?” หลี่เจี่ยหลิงถามอย่างจริงจัง
การกระทำของเขามันช่างขัดกับภาพลักษณ์ความเป็คุณชายสูงศักดิ์ยิ่งนักนางได้ยินมาว่าชายชาตรีไม่ยุ่งเกี่ยวกับครัวไฟ แต่ชายหนุ่มกลับทำอาหารได้ดี ไม่ใช่แค่ดีอาหารที่เขาทำรสเลิศเสียยิ่งกว่าเหลาสุราระดับสูงที่นางเคยได้ลิ้มรสเสียด้วยซ้ำ
นอกจากนี้นางก็ไม่เคยได้ยินว่าชายบ้านใดทำความสะอาดเรือนแบบเขามาก่อนแม้ว่าการซ่อมบ้านจะเป็เื่ธรรมดาของผู้ชายที่จะรู้ แต่หากดูจากนิ้วมือและผิวพรรณละเอียดของจ้าวห่าวหลินก็ดูไม่เหมือนคนที่เคยทำงานประเภทนี้อยู่ดี
เขาบอกว่าเป็ลูกชายคนที่แปดในครอบครัวใหญ่แต่ไม่ได้บอกว่าเป็ครอบครัวร่ำรวยหรือตระกูลใหญ่
จ้าวห่าวหลินจ้องประสานสายตาจริงจังของหญิงสาวบางอย่างในตัวนางทำให้เขารู้สึกอยากเล่าเื่ราวของตัวเองให้นางฟังแต่ว่า...เขาเองก็ผ่านเื่ราวมามากมาย
สิ่งที่เชื่อใจไม่ได้ที่สุดก็คือคน
แม้ว่านางจะเป็ว่าที่ฮูหยินของเขาแต่จนกว่าอี้โยวจะมาถึงและตรวจสอบนางจนเรียบร้อยแล้ว เขาถึงจะรู้สึกวางใจ
จ้าวห่าวหลินยิ้ม“ข้าคือสามีที่เ้าฉุดกลับมา” พูดจบก็คว้าผ้านวมขยับเข้าไปด้านใน“รีบไปเช็ดตัวเถอะ เดี๋ยวน้ำเย็นเสียก่อน ข้าดับเตาไฟแล้ว หากจะต้มใหม่จะยุ่งยาก”
----------------------------------
[1] บุญคุณแม้เพียงน้ำหยดก็ควรตอบแทนให้ดั่งสายธาร เป็สำนวนหมายถึง บุญคุณที่ได้รับจากผู้อื่นแม้เพียงเล็กน้อยแต่พึงระลึกว่าควรตอบแทนเท่าตัว
[2]สมบัติทั้งสี่ในห้องหนังสือ ได้แก่ พู่กัน จานฝนหมึก แท่งหมึก และกระดาษ