เมื่อบุรุษหน้าโหด ที่น่าจะเป็อาจารย์ในสำนักเทียนหลงจากไป นักประดิษฐ์อัจฉริยะนามจูไคิในอดีต หรือปัจจุบันคือคุณชายสาม เทียนไคิ ก็เริ่มออกเดินตามหากลุ่ม เพื่อจะได้มีสิทธิ์เข้าสอบจบการศึกษา
แม้ว่า...เขาจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการสอบจบการศึกษาที่ว่านี้เลยก็ตาม
เทียนไคิกวาดสายตามองเหล่าชายหนุ่ม หญิงสาว ในชุดเครื่องแบบสีดำ สีขาวและสีน้ำเงินเข้ม ที่น่าจะเป็เครื่องแบบของเหล่าศิษย์ในสำนักเทียนหลง ด้วยความหนักใจแกมกังวลเล็กๆ
เพราะตัวเขาถูกเรียกว่าอัจฉริยะั้แ่อายุ 5 ขวบ ทำให้การเรียนของเขานั้น ถูกออกแบบมาเป็พิเศษ เพื่ออัจฉริยะอย่างเขาโดยเฉพาะ ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้เรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ไหน
แต่ห้องเรียนของเขาก็คือห้องแล็บ ของเหล่าศาสตราจารย์ที่เก่งที่สุดในด้านนั้นๆ และหลังจากเรียนจบ เขาก็เข้าทำงานในแล็บส่วนตัวของตนทันที เวลาที่ผ่านมากว่า 30 ปีนั้นกล่าวได้ว่า เขาเป็คนไร้เพื่อนและไม่รู้จักการเข้าสังคมโดยแท้ นอกจากระบบผู้ช่วย
อัจฉริยะ(เสี่ยวมี่)ที่เขาสร้างขึ้น เขาแทบไม่ได้คุยกับมนุษย์จริงๆ คนไหนเลย
พอถูกสั่งให้ไปขอเข้ากลุ่มกับคนอื่นแบบนี้ ไคิกลับรู้สึกว่า มันเป็โจทย์ปัญหาที่ยากที่สุดที่เขาเคยแก้มา อีกอย่าง...ถ้าเป็เขาคนก่อน ไม่ต้องเอ่ยปากขอ ก็คงมีแต่คนวิ่งมาขออยู่กลุ่มเดียวกัน
ทว่าตอนนี้ ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่า ว่าเมื่อเขาหันไปมองกลุ่มไหน คนเ่าั้ต่างรีบก้มหน้ามองเท้า ไม่ก็นั่งลงสังเกตการเคลื่อนที่ของก้อนหินบนพื้นกันหมด
แล้วพอเขาเดินไปทางไหน ทุกคนก็วิ่งแตกกระเจิงราวกับว่ากำลังหนีตาย จากผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรง นี่เขากำลังถูกทุกคนกลัว? (หรือรังเกียจกันแน่?)
หลังจากยืนจดๆ จ้องๆ และก้าวๆ หยุดๆ หลายครั้ง สุดท้ายไคิก็ตัดสินใจวิ่งไปดักหน้าชายหนุ่มและหญิงสาวกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังเดินหนีไปอีกทาง ตอนที่เขาเดินไปใกล้
เมื่อถูกไคิสกัดหน้าเอาไว้ได้ ชายหนุ่มกับหญิงทั้ง 4 คนก็ยกยิ้มแหยๆ ส่งให้ไคิ
" คุณชายสาม...มะ มีอะไรกับพวกข้าหรือ" ชายหนุ่มที่ดูท่าจะเป็หัวหน้าของทั้งสี่คน ถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
ไคิขมวดคิ้วอย่างสงสัยให้กับท่าทางกลัวเขาเสียเต็มประดาของชายหญิงตรงหน้า แต่เขาไม่ได้รู้เลยว่า การขมวดคิ้วแบบนี้ ทำให้คนทั้งสี่กลัวเขามากยิ่งกว่าเดิม
" พวกเ้า...รับสมาชิกในกลุ่มเพิ่มหรือไม่" ไคิเอ่ยด้วยความลังเลและเก้อเขินเล็กน้อย ด้วยเขาไม่เคยชวนใครคุยก่อน และไม่เคยขอเข้ากลุ่มกับใครเช่นนี้
แต่ความพยายามผูกมิตรกับคนอื่นก่อนครั้งแรกของไคิ กลับต้องผิดหวัง เพราะอีกฝ่ายส่ายหน้ารัวๆ พร้อมกันอย่างแรง ก่อนชายหนุ่มคนเดิม จะตอบเสียงสั่นเหมือนเดิม ทว่าหนักแน่นกว่าเดิมว่า " กลุ่มเราครบแล้ว ไม่รับคนเพิ่ม พวกเราขอตัว!"
" อ๊ะ! อ้าว..." ทำไมต้องวิ่งเร็วกันขนาดนั้นด้วย!? เขาแค่จะถามว่า รู้ไหมว่ากลุ่มไหนที่คนยังไม่ครบ?
" เฮ้อ..." ไคิถอนหายใจ พลางส่ายหน้าเบาๆ เหมือนว่าเขาคงเหมาะกับการทำอะไรคนเดียวจริงๆ
แต่...อาจารย์หน้าโหดเมื่อกี้บอกว่า ถ้าหากลุ่มเข้าไม่ได้ก็ต้องสอบตก แปลว่าการสอบครั้งนี้ ต้องสอบเป็กลุ่มเท่านั้น ไม่สามารถทำคนเดียวได้
แล้วคนในโลกยุคนี้ ก็ดำเนินชีวิตกันด้วยพลังธาตุ... เดี๋ยวนะ! ในเอกสารโบราณที่เขาเคยอ่านบอกว่าสำนักเทียนหลง เป็สำนักศึกษาที่สอนการใช้พลังธาตุที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรไท่หยาง
งั้นก็แปลว่าการสอบจบการศึกษา ก็ต้องเป็การสอบเื่การใช้พลังธาตุของศิษย์ในสำนัก? ซึ่งก็หมายความว่า การสอบจบการศึกษานี่ก็คือ สอบในตำนาน!? การเอาชีวิตในป่าิญญา!
ไคิเอ๋ยไคิ... คราวนี้เ้าตายแน่ๆ เสี่ยวมี่! เมื่อไหร่เ้าจะกลับมา ถ้าเ้ายังไม่รีบกลับมาล่ะก็ ข้าได้ตายจริงๆ แน่
เทียนไคิโอดครวญในใจได้ไม่นาน เขาก็ต้องพยายามสงบใจ ทนฝืนกลืนก้อนน้ำตากลับลงคอ แล้วออกเดินตามหากลุ่มเพื่อขอเข้าร่วมกลุ่มอีกครั้ง เพราะถึงจะยังไง ร่างที่เขามาอยู่นี้ก็ต้องสอบ!
ส่วนจะสอบผ่านหรือไม่ผ่านนั้นมันก็อีกเื่ เพราะถ้าเขาจำไม่ผิด ในเอกสารโบราณที่ท่านตากับท่านยายรวบรวมไว้ เหมือนจะบอกไว้ว่า คนที่ไม่เข้าสอบจบการศึกษา จะถูกลงโทษด้วยการโยนลงบ่อปริศนา ที่ว่ากันว่า คนที่ถูกเตะลงไปในนั้น จะเห็นภาพที่ตัวเองหวาดกลัวที่สุด และต้องทนอยู่กับมัน 1 วัน 1 คืน!
จากที่เขาอ่านในบันทึก 9 ใน 10 คนที่ถูกส่งลงไปในบ่อ ล้วนกลายเป็คนสติวิปลาส หลังจากที่ถูกช่วยกลับขึ้นมา!
" พวกเ้ามีคนในกลุ่มครบ..."
" พวกเราไม่คนเพิ่ม!"
" พวกเ้า..."
" กลุ่มเราครบแล้ว"
" พวก..."
" ไม่"
"กลุ่ม.."
" ไม่!"
เทียนไคิเดินเกือบทั่วลานกว้างในสนามประลองขนาดั์ของสำนักเทียนหลง แต่คำตอบที่ได้รับกลับมีแต่คำว่าไม่ๆ และไม่!
สุดท้าย...เขาจึงได้แต่เดินคอตก กลับมายืนอยู่ที่เดิม เห็นทีร่างนี้คงไม่เป็ที่ต้อนรับนัก ถึงเขาจะเข้าสังคมไม่เก่ง แต่เขาก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สายตาที่ทุกคนมองเขา มันคล้ายกับมองตัวปัญหา ตัวถ่วง คนไร้ประโยชน์ และตัวซวย!?
ไคิไม่รู้จริงๆ ว่าเ้าของร่าง เคยไปทำอะไรพวกเขาไว้หรือไม่ จึงได้รับสายตารักใคร่? และเป็มิตร? จากทุกคนอย่างพร้อมเพรียงเช่นนี้
ในตอนที่เทียนไคิกำลังจะถอดใจ แล้วเดินไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์หน้าโหดคนเมื่อครู่ เขาก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีดำคนหนึ่ง เดินผ่านมาพอดี
ด้วยความเร่งรีบและตื่นเต้น ไคิจึงกระโจนออกไปข้างหน้าอย่างแรง หวังขวางทางชายหนุ่มเอาไว้ ทว่าเขากลับพลาด ไปสะดุดก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่ง จนร่างของเขาเซถลา พุ่งเข้าหาร่างของชายหนุ่มคนนั้นแทน!
หมับ!
เอ๊ะ! ทำไมไม่เจ็บเลยล่ะ? แล้วยัง...(ฟุดฟิดๆ) มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วย
เทียนไคิค่อยๆ เปิดเปลือกตาที่ปิดแน่นไว้เมื่อครู่ขึ้นมาช้าๆ แล้วจึงได้เห็นว่า ที่เขาไม่ล้มกระแทกพื้น ก็เพราะชายหนุ่มคนนั้นรับร่างของเขาเอาไว้ได้ทัน และกลิ่นหอมๆ ที่เขาดมอยู่นี้ ก็เป็กลิ่นกายจากอกแกร่งที่ใบหน้าของเขากำลังซุกอยู่!
" ขอโทษด้วย ข้ารีบไปหน่อย...ก็เลยไม่ทันระวัง แล้วก็ขอบคุณมาก ที่ช่วยข้าไว้ไม่ให้หน้ากระแทกพื้น" ไคิหัวเราะเสียงแ่ด้วยท่าทางเก้อเขิน และรีบผละออกจากอ้อมแขนที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ นั้น แล้วก้มหัวขอบคุณอย่างซาบซึ้ง และขออภัยกับความซุ่มซ่ามของตนเอง
แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่เขาล้มเกือบหน้าฟาดพื้นเสียโฉมเมื่อครู่ จะไม่ได้ทำให้ทุกคนใ มากเท่ากับการโค้งคำนับเพื่อขอบคุณชายตรงหน้าของเขาในตอนนี้
....เงียบสนิท....
เทียนไคิที่เงยหน้าขึ้นมาจากการโค้งขอบคุณ รู้สึกได้ทันทีว่า รอบกายที่เมื่อครู่ทุกคนต่างซุบซิบกันเสียงดัง และมีแม้กระทั่งเสียงหัวเราะขบขันเบาๆ นั้น ตอนนี้เงียบราวกับป่าช้า!
มันเงียบมาก และไม่ใช่แค่เหล่าศิษย์ในสำนักเทียนหลงรอบๆ ที่เงียบเสียงลง แต่ผู้ชมนับพันที่นั่งอยู่บนอัฒจรรย์รอบ ๆ สนามประลอง ก็ต่างเงียบพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แม้แต่เด็กที่กำลังร้องไห้เสียงดัง ยังหยุดร้อง!
การที่เขาก้มหัวขอบคุณ มันแปลกประหลาดและมหัศจรรย์มากขนาดนั้นเลยเหรอ!?
" เ้า...คือเทียนไคิ?"
" ใช่ เอ้ย ไม่ใช่! เอ่อ...ใช่!" เกือบไปแล้ว เขาลืมไปว่าตอนนี้เขาคือคุณชายสาม นามเทียนไคิ ไม่ใช่จูไคิ นักประดิษฐ์อัจฉริยะแห่งยุคดวงดาว!
" ตกลงว่าใช่ หรือไม่ใช่?"
ชายหนุ่มร่างสูงท่าทางเ็า ทว่ามีใบหน้าหล่อกระชากิญญา หล่อจนหัวใจแทบวาย หล่อจนอยากลงไปคุกเข่าแทบเท้า แล้วถามว่า ชาติก่อนพี่ทำบุญด้วยอะไรครับ? เอ่ยถามขึ้นพลางขมวดคิ้วเล็กๆ การขยับคิ้วของเขาน้อยมาก จนถ้าไม่ใช่คนช่างสังเกตอย่างไคิ ก็คงไม่สังเกตเห็น!
" ใช่ๆ ข้านี่แหละ คุณชายสามเทียนไคิ!"
" อืม..." นี่หรือเทียนไคิ เหตุใดจึงไม่เหมือนกับคำร่ำลือ? หากคนผู้นี่คือเทียนไคิจริงๆ เช่นนั้นสัญญาระหว่างตระกูล... เขาก็คงยอมรับได้ไม่ต้องฝืนใจนัก " เ้าบอกว่ากำลังรีบ?"
เมื่อถูกอีกคนถาม คล้าย้าสนทนาด้วย และไม่มีท่าทีรังเกียจเขาเหมือนคนอื่นๆ ไคิก็ยิ้มกว้างออกมาทันที เพื่ออวดลักยิ้มและฟันเขี้ยวเสน่ห์เล็กๆ ของตน
ก่อนจะพยักหน้าแรงๆ แล้วบอกว่า" ใช่ แต่ข้าก็รีบมาหาเ้านี่แหละ ข้ามีเื่อยากขอความช่วยเหลือจากเ้า เอ่อ...สักเล็กน้อย"
" ขอความช่วยเหลือจากข้า? " ข่าวลือที่บอกว่าเทียนไคิเป็คนหยิ่งผยอง และเอาแต่ใจเป็ที่หนึ่ง ถือตนเป็จุดศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง คงเป็ข่าวลวงอีกกระมัง เพราะยามนี้เขาขอร้องอย่างมีมารยาท แล้วยัง...ยิ้มได้น่าเอ็นดูเช่นนี้ เป็ใครก็คงปฏิเสธคำขอของเขาไม่ลง แต่เื่ที่คุณชายสามตระกูลเทียนถึงกับออกปากขอร้อง คงไม่ใช่เื่เล็กๆ แน่
" ได้สิ หากตระกูลเฉินช่วยได้ ข้ารับปากเ้า ว่าเราจะช่วยอย่างเต็มที่!"
" ตระกูลเฉิน? เอ่อ...ไม่ต้องถึงขนาดให้คนทั้งตระกูลมาช่วยก็ได้ แค่เ้าก็ช่วยข้าได้แล้ว"
" แค่ข้า?" หรือว่า...คนๆ นี้ จะรู้ว่าเขามีสิ่งนั้น!?
คิดได้ดังนั้น ชายหนุ่มก็หรี่ตาลง พลางมองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง เขาคงประมาทคุณชายสามคนนี้มากเกินไป!
" ใช่ แค่เ้าก็พอแล้ว คือว่า...ข้าไม่มีกลุ่มเข้าสอบ แล้วคนอื่นๆ ก็ดูเหมือนว่าจะมีกลุ่มกันครบแล้ว ข้าเลยไม่รู้ว่า...เ้าจะพอรับข้าเข้ากลุ่มด้วยได้หรือไม่"
ระหว่างที่พยายามเอ่ยให้จบประโยค ไคิก็ส่งสายตาออดอ้อน อันเป็ไม้ตายสมัยเด็ก ที่เขาใช้กับท่านตา ท่านยายได้ผลเสมอ ให้กับชายหนุ่มตรงหน้าเป็ระยะๆ
" กลุ่มเข้าสอบ?"
" ใช่ " ไคิพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะส่งสายตาเป็ประกายตื่นเต้น ให้กับชายหนุ่ม
" ...ได้" ไม่ทันให้สมองคิดไตร่ตรอง ปากของเขาก็ตอบตกลงไปกับคำขอของไคิเสียแล้ว
กว่าคุณชายรองตระกูลเฉินจะได้สติ เขาก็เห็นเพียงร่างบางในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม ะโขึ้นลงพร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าด้วยความดีใจ
เมื่อเห็นท่าทางดีใจและรอยยิ้มของเทียนไคิ คุณชายรองตระกูลเฉิน ก็ทำได้เพียงยิ้มออกมาบางๆ เขาจะบอกปัดกลับคำว่าไม่ได้ กับคนที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ตรงหน้าเขาตอนนี้ได้อย่างไร
" พวกเราไปทางนั้นกัน" ที่นี่ไม่สะดวกนัก ที่จะคุยเื่สำคัญ เพราะมีสายตาของคนอื่น จ้องอยู่เต็มไปหมด
"ได้เลย เ้าไปไหน ข้าก็จะตามไปทุกที่!" ไคิยิ้มกว้าง
ระหว่างที่เทียนไคิกับคุณชายตระกูลเฉินสนทนากัน แม้ผู้คนรอบข้างจะทำทีสนใจแต่เื่ของตน และสนทนากันแค่ในกลุ่ม แต่ทุกคนก็พยายามกางหูรอฟังบทสนทนาของคนทั้งคู่เต็มที่ เรียกว่าไม่พลาดแม้แต่เสียงหายใจ!
ทันทีที่ไคิเดินตามคุณชายตระกูลเฉินไปอีกด้านของลานประลอง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากจุดที่ทุกคนรวมตัวอยู่ เสียงคุยของทุกคนที่เมื่อครู่ดังเหมือนเสียงบุปผาแย้มกลีบ กลับดังกระหึ่มขึ้นมา ราวเสียงฝูงนกแตกรัง!
" เ้าได้ยินเหมือนข้าหรือไม่"
" ข้าได้ยิน...ข้าได้ยินคุณชายรองเฉินบอกว่า ไม่ว่าอะไร เขาก็จะทำเพื่อคุณชายสามทุกอย่าง!"
" ข้าก็ได้ยิน ข้าได้ยินคุณชายสามบอกว่า ไม่้าใครอื่น เขา้าเพียงคุณชายรองเฉินเพียงคนเดียว!"
" ข้าก็ได้ยิน ข้าได้ยินพวกเขาบอกว่า จะไปด้วยกันทุกที่ ไม่พรากจาก!"
" พวกเ้า..." แน่ใจนะ ว่าได้ยินชัดกันจริงๆ?! ทำไมมันไม่เหมือนกับที่ข้าได้ยินเลยเล่า!? หรือเป็ข้าที่ได้ยินไม่ชัด?
.........
ไคิเดินตามชายหนุ่มที่เขาแค่รู้ว่ามาจากตระกูลเฉิน ออกห่างจากลานมาเรื่อยๆ จนมองเห็นใต้ร่มไม้ที่มีชายหนุ่มสองคน และหญิงสาวอีกสองคนยืนรออยู่
" เ้ากลับมาแล้...ทำไมเ้าถึงมาที่นี่!? ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าอย่าตามข้ามา ทำไมเ้าถึงเป็คนพูดไม่รู้เื่เช่นนี้ หากเ้ายังไม่ยอมฟังคำเตือนของข้า ครั้งหน้าข้าจะไม่ไว้หน้าท่านป้าอีก!"
ไม่ทันที่ไคิจะได้ส่งรอยยิ้มทักทายว่าที่สมาชิกกลุ่มในอนาคตของเขา หญิงสาวในชุดสีขาวท่าทางเรียบร้อยและอ่อนหวานคนหนึ่ง ก็ทำสีหน้าดุร้ายราวกับแม่เสือใส่ แล้วะโ
เสียงดังพลางชี้หน้าเขา ทำเอาไคิชะงักค้างไปทันที ด้วยความตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าต่อ ั้แ่เกิดมาเขาไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน!
" ...!?" นี่เขา(คนเดิม)ไปก่อเื่อะไรไว้อีกแล้ว! นอกจากทำให้เพื่อนร่วมสำนักทุกคนไม่ชอบขี้หน้า เขา(คนเดิม)ยังไปตามตื้อ หญิงสาวดุ(ร้าย)คนนี้หนักจนอีกฝ่ายหมายหัวเชียวหรือ เทียนไคิ เ้าจงใจสละร่างนี้ให้ข้า เพื่อหนีความผิดใช่หรือไม่?
" ลี่ลี่! เ้าอย่าได้เสียมารยาท คุณชายสามโปรดอย่าได้ถือสาลี่ลี่เลยนะเ้าคะ นางเพียงกล่าวล้อเล่น มิได้จริงจัง"
เมื่อเห็นท่าทางนิ่งค้างไปอย่างใ และทำอะไรไม่ถูกของเทียนไคิ หญิงสาวอีกคนที่อยู่ในชุดเครื่องแบบสีดำ ก็ก้าวเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ทว่าคำที่นางใช้กับเทียนไคิ ดูจะสุภาพมากจนเขาต้องแปลกใจ
ทำไมทั้งๆ ที่เป็เพื่อนร่วมสำนักกันแท้ ๆ แต่หญิงสาวคนนี้ กลับใช้วาจาสุภาพมากขนาดนี้กับเขา หรือปกตินางก็สุภาพกับทุกคนแบบนี้?
" จูหยา เ้าไม่ต้องมายุ่งกับเื่ของข้า! เทียนไคิ หากเ้ายังตามตื้อข้าไม่เลิก ข้าจะ..."
ไม่ทันให้หญิงสาวข่มขู่จบ ชายหนุ่มในชุดสีดำที่เดินนำเทียนไคิมา และยืนฟังหญิงสาวต่อว่าเทียนไคิอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก็เอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบว่า " ไคิจะมาเป็สมาชิกคนที่ห้าของกลุ่มเรา ทำความรู้จักกันไว้"
" สมาชิกคนที่ 5 ? จริงสิ! คนที่เข้าสอบวันนี้มี 225 คน แบ่งกลุ่มละ 4 คน ก็จะเหลือหนึ่งคนที่ไม่มีกลุ่ม เพราะฉะนั้นจะมีกลุ่มหนึ่ง ที่มีสมาชิก 5 คน! ยินดีที่ได้รู้จักนะองค์ชายน้อย ข้ามาจากตระกูลหาน นามว่าเฟยหยู" ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบสีดำท่าทางร่าเริง เอ่ยพลางส่งยิ้มกว้างให้ไคิ
จากนั้นชายหนุ่มหน้านิ่ง ท่าทางสุภาพอ่อนโยนเหมือนบัณฑิตในชุดเครื่องแบบสีขาว ที่ยืนอยู่ข้างๆ หานเฟยหยู ก็เอ่ยแนะนำตัวว่า " ข้ามาจากตระกูลฉี นามฟงหยิง"
" ข้ามาจากตระกูลซู นามจูหยา" หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามและท่าทางมากมารยาทคนเมื่อครู่ เอ่ยต่อด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม
แต่ไคิพอจะมองออกว่า ใบหน้าสุภาพอ่อนหวานเช่นนี้ เป็ใบหน้าที่นางจงใจแสดงออกมา ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของนาง แต่ก็ไม่ใช่การเสแสร้ง มันน่าจะเป็ตัวตนที่นางสร้างขึ้นมา เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นมากกว่า และตอนนี้ เขาก็เป็คนอื่นที่ว่านั้น
เมื่อทั้งสามคนแนะนำตัวเสร็จ ไคิก็แอบเหลือบสายตาไปทางหญิงสาว ที่แสดงท่าทางเป็ปฏิปักษ์กับเขาอย่างชัดเจนเล็กน้อย
แต่นางสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง ด้วยท่าทางไม่พอใจ เขาจึงหันไปส่งยิ้มหวานให้ชายหนุ่มผู้ใจดี ที่รับเขาเข้ากลุ่ม และพามาที่นี่แทน
" ข้ามาจากตระกูลเฉิน นามจ้านฟาง" เอ่ยจบ ชายหนุ่มก็หลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาที่แสดงออกนั้นเรียบเฉย คล้ายูเาน้ำแข็งที่ตั้งตระหง่านมานับพันปี
แต่หัวใจของเขาตอนนี้ กลับเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อย เพราะเกรงว่าชื่อที่เอ่ยออกไป จะทำให้ชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มหวานตรงหน้ารู้ว่า พวกเขาทั้งสองนั้น จะต้องข้องเกี่ยวกันด้วยสถานะใด ในอนาคตอันใกล้นี้!
.........
โปรดติดตามตอนต่อไป