บทที่ 14 ช่างเถิด นางพยายามถึงที่สุดแล้ว! (รีไรต์)
นี่คือยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของนาง! ตระกูลหลิวสร้างชื่อเสียงจนมีที่ยืนในวงการร่างทรงได้ ก็ด้วยยันต์ศักดิ์สิทธิ์แผ่นนี้
นานมาแล้ว ยันต์นี้เคยแผลงฤทธิ์ขับไล่ภูตผีปีศาจจนหนีกระเจิงมานับไม่ถ้วน แต่เ้าเด็กคนนี้กลับถือยันต์ศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมือโดยไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใด ๆ เลยแม้แต่น้อย
"นังตัวแสบ คืนยันต์ศักดิ์สิทธิ์มาให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
เ้าก้อนแป้งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว "ท่านอยากให้ข้าเขียนยันต์แผ่นใหม่ให้หรือไม่ หากท่านนำเสบียงมาแลก ข้าจะเขียนยันต์ใบใหม่ที่มีฤทธิ์เดชกว่าเดิมให้ท่านแผ่นหนึ่ง..."
ผู้คนที่มุงดูอยู่พากันะเิเสียงหัวเราะออกมา
ผู้อื่นตั้งใจมาจับิญญาร้ายในตัวนาง แต่นางกลับเสนอขายของกลับเสียอย่างนั้น ทั้งยังจะเอาเสบียงมาแลกยันต์ใบใหม่
ช่างทำได้ยอดเยี่ยมนัก!
แม่เฒ่าทังโกรธจนตัวสั่น "แม่หมอหลิว นังเด็กนี่ตบะแก่กล้านัก รีบใช้ไม้ตายอื่นเร็วเข้า!"
ทว่าใจของแม่หมอหลิวเริ่มสั่นคลอน นางกำลังพิจารณาถึงความเป็ไปได้ในการนำเสบียงมาแลกยันต์ใบใหม่...
หากแลกได้จริงก็นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก
บ้านหวังเทียนโกวใช้เสบียงแลกชีวิตคน หากนางใช้เสบียงแลกยันต์แผ่นใหม่ ย่อมเป็กำไรเห็น ๆ ในใจคิดเช่นนั้น ทว่ามือก็หาได้หยุดนิ่งไม่
ทั้งเืสุนัขดำ ทั้งข้าวสารเสก ถูกสาดซัดเข้าใส่เบื้องหน้าเ้าก้อนแป้งน้อยอย่างต่อเนื่อง
"หยุดเ้าตัวประหลาด! ห้ามกล่าววาจาเหลวไหล คืนร่างเดิมออกมาเดี๋ยวนี้!"
นี่คือการกระทำตามความเคยชินในวิชาชีพโดยแท้
เ้าก้อนแป้งน้อยขมวดคิ้ว พลางเอ่ยตำหนิ "เสบียงล้ำค่าถึงเพียงนี้ เหตุใดท่านจึงสาดข้าวสารลงพื้นเช่นนี้เล่า"
นี่คือความนึกคิดที่ฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำของร่างเดิม
เสบียงมีน้อยนิด มักจะกินไม่อิ่มท้องอยู่เสมอ
ต้องทนหิวโหยมาโดยตลอด
อีกทั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ยามอยู่ในปรโลก นางก็ได้พบเจอผีหิวโหยมากมาย ซึ่งล้วนแต่มีจุดจบเพราะขาดแคลนอาหารจนต้องอดตายอย่างทรมาน
ท่านพ่อพญายมเคยพร่ำสอนนางว่า จงเห็นคุณค่าของอาหาร การกินทิ้งกินขว้างคือสิ่งที่น่าอับอาย
แม่หมอหลิวถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก
"ได้... ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรโปรยข้าวสารส่งเดช"
เด็กหญิงผู้นี้ดูอย่างไรก็หาใช่ผู้ที่ถูกผีเข้าสิง! นางหาได้หวาดกลัวสิ่งใด เห็นชัดว่าเป็เพียงมนุษย์เดินดินธรรมดา ช่างเถิด นางพยายามถึงที่สุดแล้ว!
แม่หมอหลิวเดิมทีเป็คนที่มีนิสัยเด็ดเดี่ยว กล้าทำกล้ารับ เมื่อวานบอกว่ากินอาจม นางก็กินไปแล้ว อย่างไรเสียการเสียหน้าครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของนาง
นางรีบเก็บข้าวของทุกอย่างเข้าย่ามทันที ก่อนจะหันไปกล่าวกับแม่เฒ่าทัง "แม่หนูน้อยผู้นี้เป็เพียงมนุษย์ปกติธรรมดา ร่างกายก็ไม่ได้มีไอแห่งความชั่วร้ายแอบแฝง ทุกอย่างล้วนเป็ปกติ"
เมื่อได้ยินแม่หมอหลิวกล่าวเช่นนั้น ครอบครัวของไฉ่ซื่อต่างพากันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หากแต่ไมได้มีเพียงพวกนางเท่านั้น ชาวบ้านคนอื่น ๆ ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
บ้านใดเล่าจะสบายใจหากในหมู่บ้านมีเด็กที่ถูกผีเข้าสิงอาศัยอยู่
ชื่อเสียงของแม่หมอหลิวในละแวกนี้ถือว่าพอดูได้ ในเมื่อนางยืนยันว่าปกติ ย่อมต้องเป็ปกติ
แม่เฒ่าทังแผดเสียงหลง "เป็ไปไม่ได้! หากไร้ซึ่งสิ่งชั่วร้ายสิงสู่ เหตุใดนางจึงมีแรงมหาศาลถึงเพียงนี้ ทั้งยังสามารถช่วยคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้อีก"
แม่หมอหลิวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับพละกำลังมหาศาลปานเทพเ้า ย่อมมีความเป็ไปได้! ส่วนเื่ช่วยคนตายให้ฟื้นคืนเขีพนั้น บางทีนางอาจจะเป็พระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด อย่างไรเสียข้าก็ไม่เห็นสิ่งอัปมงคลใด ๆ บนตัวนางแม้เพียงนิด"
ไฉ่ซื่อถึงกับน้ำตาคลอ "ขอบพระคุณท่านแม่หมอ..."
ที่ช่วยคืนความบริสุทธิ์ให้แก่บุตรสาว
แม่หมอหลิวเอ่ยอย่างองอาจ "ไม่ต้องขอบคุณหรอก ข้าทำงานด้วยมโนธรรม เงินบางอย่างก็รับได้ บางอย่างก็รับหาได้ไม่! เสี่ยวหยวนเป่าของพวกเ้ามีพร์ หากนางเต็มใจ ข้ายินดีจะให้โอกาสนาง รับนางเป็ศิษย์..."
คราวนี้เสี่ยวหยวนเป่าหาได้กล่าววาจาเชือดเฉือนนางดังเช่นคราวก่อนไม่
นางเพียงทำมือน้อย ๆ ทำนายตามตำรา พลางเอ่ยด้วยท่าทางน่าเอ็นดู "ไม่ได้เ้าค่ะ พวกเราสองคนหาได้มีวาสนาต่อกันในฐานะศิษย์อาจารย์"
ผู้คนะเิเสียงหัวเราะอีกครั้ง
เ้าก้อนแป้งน้อยผู้นี้ช่างน่าขันยิ่งนัก
แม่หมอหลิวลดข้อเสนอลง "เช่นนั้นหากข้าเอาเสบียงมาให้ เ้าจะช่วยเขียนยันต์ที่ใช้การได้จริงให้ข้าแผ่นหนึ่งได้หรือไม่"
เสี่ยวหยวนเป่าพยักหน้าโดยไม่ลังเล "หากมีเสบียงมาแลก ย่อมได้แน่นอนเ้าค่ะ"
ชาวบ้านพากันหัวเราะร่วน เ้าก้อนแป้งน้อยผู้นี้เห็นทีจะรักเสบียงยิ่งกว่าสิ่งใด ขอเพียงมีเสบียงให้ ไม่ว่าเื่ใดนางก็พร้อมจะทำให้ทั้งสิ้น
การเปลี่ยนศัตรูเป็มิตรช่างง่ายดายถึงเพียงนี้
ขณะที่ทางนี้กำลังสนทนากันอย่างออกรส แม่เฒ่าทังกลับมองด้วยความโกรธแค้นจนอกแทบะเิ
"นังแม่หมอหลิว ข้าจ้างเ้ามาแสดงละครหรือไร! ไร้สิ้นความสามารถแต่บังอาจมารับงานของข้า เพียงแค่ผีเด็กตนเดียวยังจัดการไม่ได้ หรือว่าเ้าจะโดนสิ่งชั่วร้ายบังตาจนเสียสติไปอีกคนแล้ว..."
ด่าทอยังไม่ทันจบ เ้าก้อนแป้งน้อยพลันเงยหน้าขึ้นจ้องมองนาง
แม่เฒ่าทังรู้สึกราวกับิญญาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงโดยไม่รู้สาเหตุ นางรู้สึกหน้ามืดตาพร่าจนเกือบจะล้มพับไป จากนั้นแผดเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะวิ่งหนีออกจากลานบ้านของพวกไฉ่ซื่อไปอย่างรวดเร็ว
"ผีหลอก! มีผีจริง ๆ ด้วย!!"
เอ้อร์เป่าเอ่ยขึ้น "วันนั้นขื่อบ้านตระกูลทังถล่มลงมา ท่านย่าถูกทับที่ศีรษะ หลังจากนั้นก็เอาแต่ร้องบอกว่าเห็นผีอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าสมองจะได้รับความกระทบกระเทือนจนฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไม่!"
ชาวบ้านจึงพากันเข้าใจไปเช่นนั้น
ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง
สายตาที่พวกเขามองแม่เฒ่าทังจึงแปรเปลี่ยนเป็ความเวทนา ในตอนนั้นเอง ยันต์ในมือของแม่หมอหลิวพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
มันเริ่มแผ่ความร้อนออกมา
ความร้อนนั้นพุ่งตรงไปยังทิศทางที่แม่เฒ่าทังวิ่งหนีไป...
แม่หมอหลิวหันไปมองทางนั้นด้วยความสงสัย
คนตระกูลทังที่เฝ้าเกาะรั้วดูเหตุการณ์อยู่ด้านนอก ล้วนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขารู้ดีว่ายามนี้พ่ายแพ้ราบคาบแล้ว ในใจแม้จะไม่ยินยอม ทว่าก็จนปัญญาจะแก้ไข ได้แต่ลอบมองกองเสบียงด้วยความริษยา โดยไม่อาจแตะต้องได้แม้เพียงเมล็ดเดียว
หลังจากแม่เฒ่าทังวิ่งร้องะโว่ามีผีออกมา สะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองก็รีบเข้าไปประคองนางทันที
"ท่านแม่ ท่านเป็อย่างไรบ้าง เหตุใดใบหน้าจึงซีดขาวราวกับกระดาษเช่นนี้เ้าคะ"
"ต้องเป็เพราะพวกลูกหลานอกตัญญูเ่าั้ทำให้อารมณ์เสียเป็แน่!"
"์! ในโลกนี้ยังมีคนเนรคุณถึงเพียงนี้เชียวหรือ พวกเราไปแจ้งทางการเถิด ให้จับพวกนางไปขังคุกในข้อหาอกตัญญูเสียให้เข็ด!"
ทั้งสองคนพากันะโด่าทอเสียงดัง
แม่เฒ่าทังจึงเริ่มโอดครวญตามน้ำ
นางทรุดกายลงนั่งกับพื้น พลางตบขาตนเองแล้วร่ำไห้โฮ
"เหตุใดชีวิตข้าจึงอาภัพถึงเพียงนี้! โถ... เหล่าซื่อของข้า! เ้าจงมองลงมาจากปรโลกเถิด ดูซิว่าเมียและลูก ๆ ของเ้าพากันรังแกแม่แก่ ๆ อย่างข้าอย่างไรบ้าง! เ้าจงลืมตาขึ้นมาดูเถิดลูกสี่! เ้าตายจากไปข้างนอกนับว่าสงบสุขนัก ข้าอุตส่าห์เลี้ยงดูเ้ามาจนเติบใหญ่ด้วยความยากลำบาก ยามนี้ดูสิว่าเมียที่เ้าแต่งเข้ามาและลูกที่เ้าให้กำเนิด กลับมารุมทารุณข้าเช่นนี้ ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อสิ่งใดกันเล่า..."
ชาวบ้าน...
นี่คืองิ้วฉากใหม่หรืออย่างไร
เล่นกันเป็ระลอกไม่หยุดหย่อนเชียวหรือ
พวกไฉ่ซื่อเริ่มกลับมาวิตกกังวลอีกครั้ง มีเพียงเ้าก้อนแป้งน้อยในอ้อมอกของไฉ่ซื่อที่จ้องมองแม่เฒ่าทังอย่างใช้ความคิด นางมองเห็นผีสีเขียวตนหนึ่งเกาะอยู่บนบ่าของแม่เฒ่าทัง พลางะโไปมาอย่างร่าเริง
นั่นคือ 'ผีขาดมโนธรรม'!
ผีชนิดนี้ไม่ได้เป็ฝ่ายเข้าหามนุษย์ก่อน ทว่าเกิดจากการที่มนุษย์ผู้นั้นกระทำเื่ที่ขาดคุณธรรมจนเกินพิกัด จึงดึงดูดพวกมันมา เมื่อมีผีตนนี้เกาะติด มนุษย์ผู้นั้นก็จะยิ่งทวีความเห็นแก่ตัวและกระทำเื่ชั่วร้ายได้รุนแรงขึ้น
ผีขาดมโนธรรมเช่นนี้จับตัวได้ยากนัก เพราะพวกมันรวดเร็วและพร้อมจะหนีไปได้ทุกเมื่อ...
เมื่อหนีไปแล้วก็กลับมาใหม่ได้โดยง่าย...
อีกทั้งผีขาดมโนธรรมยามลงสู่ปรโลก จะต้องถูกลงทัณฑ์ในกระทะทองแดงและูเาดาบ พวกมันจึงไม่ปรารถนาจะกลับไปยังที่แห่งนั้น โดยมากผีเหล่านี้เกิดจากิญญาของผู้ที่ยามมีชีวิตอยู่นั้นชั่วช้าสามานย์ยิ่งนัก
การจะสวดส่งิญญาพวกมันไปสู่ปรโลกนั้น พวกมันย่อมไม่ยอมรับอย่างแน่นอน
เ้าก้อนแป้งน้อยกัดนิ้วมือ พลางครุ่นคิดหาวิธีจัดการอย่างจริงจัง หากเป็ร่างจริงของนาง นางคงจะจับพวกมันกินลงท้องไปเสียให้สิ้นซาก ทว่ายามนี้นางเป็เพียงเด็กหญิงตัวน้อยในหมู่บ้านชนบทเท่านั้น
ขณะนั้นเองหัวหน้าหมู่บ้านตระกูลทังก็เดินตรงเข้ามาจากที่ไกล ๆ เื้ัของเขาคือผู้เฒ่าทัง
ผู้เฒ่าทังเดินพลางสนทนาบางอย่างกับหัวหน้าหมู่บ้านมาตลอดทาง...
เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ
ผู้เฒ่าทังเห็นแม่เฒ่าทังนั่งร้องไห้โวยวายอยู่บนพื้น เขาก็รีบเข้าไปสอบถามอาการก่อนเป็อันดับแรก
จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับหัวหน้าหมู่บ้าน
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านให้ความเป็ธรรมแก่พวกเราด้วยเถิด ไฉ่ซื่อและลูก ๆ แสดงกิริยากระด้างกระเดื่องต่อผู้าุโเช่นนี้ พวกเราเองก็เกรงว่าจะอับอายขายหน้า ทว่าจนปัญญาจะจัดการจริง ๆ ท่านโปรดช่วยว่ากล่าวทีเถิด หากไม่ได้ผล พวกเราคงต้องไปร้องเรียนต่อทางการในตัวเมือง ลูกชายของข้าสละชีพเพื่อแผ่นดินแคว้นต้าอันในการทำศึกจนกลายเป็ผู้พลีชีพเพื่อชาติ ทว่าพ่อแม่แก่ ๆ สองคนกลับถูกลูกหลานรังแกถึงเพียงนี้ ความเป็ธรรมอยู่ที่ใดกันเล่า"