ท่ามกลางความสิ้นหวังที่ปกคลุมทั่วทั้งห้องและเสียงหอบกระตุกที่แผ่วลงทุกขณะของฮวาเสี่ยวซี “จู่ ๆ ประตูห้องก็เปิดออกช้าๆ”เผยให้เห็นร่างของบุรุษชราผู้หนึ่ง ใบหน้าเปี่ยมเมตตานัยน์ตาฉายแววลึกซึ้งราวกับมองทะลุทุกสรรพสิ่ง เขาคือ“พระอาจารย์หลวงจี้ซิน”อาจารย์ของอี้หานเฟิง ผู้เป็นที่เคารพยิ่งและเป็นปรมาจารย์ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนโบราณที่หายากยิ่งนัก
การปรากฏตัวของพระอาจารย์สร้างความประหลาดใจและจุดประกายความหวังให้กับสามบุรุษที่กำลังสิ้นหวัง
"ท่านอาจารย์!"อี้หานเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนดีใจเขารีบผุดลุกขึ้นคุกเข่าถวายความเคารพ
หลังจากที่พระอาจารย์ร่ายมนต์บทหนึ่งร่างของฮวาเสี่ยวซีก็หยุดกระตุก แต่ลมหายใจของนางยังคงแผ่วเบา พระอาจารย์ลืมตาขึ้นดวงตาฉายแววลึกซึ้งยิ่งกว่า เดิมท่านมองไปยังบุรุษทั้งสามที่ต่างจับจ้องมาที่ท่านด้วยความหวังอันริบหรี่
"หญิงสาวผู้นี้...นางมาจากอีกโลกหนึ่ง" พระอาจารย์เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่แฝงด้วยพลัง"ในโลกที่นางจากมา การมีคนรักพร้อมกันหลายคนนั้นมิใช่เรื่องแปลกพิสดารอันใดทว่านางเองก็มิเคยกระทำเช่นนั้นมาก่อน"
ท่านหยุดเล็กน้อยปล่อยให้คำพูดซึมลึกเข้าไปในใจของทุกคน "เมื่อนางมาพบกับพวกท่านทั้งสามชีวิตของนางก็ถูกกำหนดด้วยโชคชะตา บุพเพสันนิวาสที่นำพานางมาผูกพันกับพวกท่านมิใช่นางปรารถนาให้เป็นเช่นนี้ แต่นั่นคือวิถีที่ถูกลิขิต"
พระอาจารย์ทอดสายตามองฮวาเสี่ยวซีที่นอนนิ่ง"บุปผาเพียงหนึ่งดอกจะแย้มบานงดงามได้ก็ต่อเมื่อได้รับแสงตะวันจากยอดบุรุษทั้งสาม... หากพวกท่านต้องการให้นางอยู่กับพวกท่านไม่ให้นางจากโลกนี้ไป... พวกท่านต้องละวางความหึงหวงที่มีต่อกัน"
คำพูดของพระอาจารย์ทำให้บุรุษทั้งสามเงยหน้าขึ้นมองกันต่างฝ่ายต่างเห็นความเจ็บปวดและความสับสนในแววตาของอีกฝ่าย
"พวกท่านต้องยอมรับในสิ่งที่นางเป็นยอมรับว่าหัวใจของนางดวงเดียวนี้มีสามห้องแต่ละห้องบรรจุพวกท่านลงไปอย่างเท่าเทียมกัน นางมิอาจเลือกได้ว่าจะรักใครหรือจะอยู่กับผู้ใดเพียงคนเดียว" พระอาจารย์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"การที่นางสูญเสียใครคนใดคนหนึ่งไปหัวใจของนางก็เจ็บปวดรวดร้าวไม่แพ้กัน"
ท่านหันมองบุรุษทั้งสามสลับกัน"ทางเดียวที่จะรักษานางไว้ได้ คือพวกท่านต้องยอมรับ... หากพวกท่านยอมรับไม่ได้วิญญาณของนางก็จะเดินทางต่อไป สู่ภพภูมิที่นางคู่ควร"
ความจริงที่พระอาจารย์เปิดเผยนั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่พวกเขาจะคาดคิดพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า หัวใจของฮวาเสี่ยวซีถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนและแต่ละส่วนก็มอบให้แก่พวกเขาอย่างเท่าเทียม หากไม่ยอมรับความรักที่พวกเขามีให้ทั้งหมดก็อาจสูญเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาอาจต้องเสียนางไปตลอดกาล
พระอาจารย์มองดูบุรุษทั้งสามสลับกับร่างอันแผ่วแรงของฮวาเสี่ยวซีก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและแฝงด้วยความเมตตา แต่ก็จริงจังถึงที่สุด
"โยม...เหตุการณ์เมื่อคืนที่เกิดขึ้น... หากไม่ต้องการก็อย่าได้เริ่ม แต่เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไป" พระอาจารย์กล่าวช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ"นางรู้สึกผิดที่ไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของพวกท่านได้อย่างเสมอเท่าเทียมกันนางแบกรับความเจ็บปวดนี้ไว้เพียงลำพัง"
ท่านทอดสายตามองบุรุษทั้งสามที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า"หากการที่นางอยู่แล้วทำให้พวกท่านเจ็บปวด...นางยินดีที่จะจากไปอย่างไม่หวนกลับ... และให้พวกท่านลืมนางเสียนางพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับความเสียใจอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้"
น้ำเสียงของพระอาจารย์จริงจังจนทำให้หัวใจของอี้เฟยหลงอี้หานเฟิง และอี้จงเหวินกระตุกวูบ พวกเขามองไปยังฮวาเสี่ยวซีที่นอนนิ่งไม่คิดว่านางจะคิดไปไกลถึงเพียงนี้
"แต่...การที่จะให้นางเลือกคนใดคนหนึ่ง แล้วปล่อยให้อีกคนต้องเสียใจ...นางก็ทำไม่ได้" พระอาจารย์ส่ายหน้าช้าๆ"หัวใจของนางดวงเดียวนี้มีสามห้อง แต่ละห้องบรรจุพวกท่านไว้อย่างเต็มเปี่ยมหากต้องเลือก วิญญาณของนางก็จะแตกสลาย"
"ดังนั้น...พวกท่านทั้งสาม... จงตอบนางเองเถิดโยม"พระอาจารย์ชี้นิ้วไปยังร่างของฮวาเสี่ยวซี "นางยืนอยู่ต่อหน้าพวกท่านแล้วรอการตัดสินใจของพวกท่าน... อาตมาจะได้สวดส่งวิญญาณให้กับนาง"
คำสุดท้ายของพระอาจารย์ดังก้องไปทั่วห้องมันคือคำขาดที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ชีวิตของฮวาเสี่ยวซีที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแต่คือชะตากรรมความรักของพวกเขาเองพวกเขาจะต้องเลือกว่าจะยอมรับความจริงอันยากลำบากนี้และละวางอัตตาลงเพื่อรักษานางไว้ หรือจะปล่อยให้นางจากไปตลอดกาลพร้อมกับความรักที่ไม่อาจเป็นจริงได้
ฮ่องเต้อี้จงเหวินและอี้เฟยหลงเองก็รีบคุกเข่าก้มคำคารวะเช่นกันแม้จะยังไม่เข้าใจว่าพระอาจารย์มาที่นี่ได้อย่างไรแต่ความหวังที่จะช่วยฮวาเสี่ยวซีได้ถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้ง
พระอาจารย์ก้าวไปยังเตียงนอนช้าๆสายตาของท่านกวาดมองไปที่ฮวาเสี่ยวซีที่นอนอยู่บนเตียงก่อนจะหันมามองใบหน้าอันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานของศิษย์และบุรุษทั้งสอง
"ไม่ต้องตกใจไป"พระอาจารย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง"อาตมารับรู้ถึงความปั่นป่วนของธาตุในร่างกายของเด็กคนนี้และจิตใจที่กำลังจะหลุดลอย... อาตมาจะช่วยนางเอง"
คำกล่าวของพระอาจารย์ดุจดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย อี้หานเฟิงรีบเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ"ท่านอาจารย์พอจะรู้สาเหตุหรือไม่ขอรับ นางตรอมใจด้วยเรื่องใด"
พระอาจารย์เหลือบมองอี้เฟยหลงชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมามองฮวาเสี่ยวซี "นางถูกพิษ... พิษแห่งความรักที่ไม่สมหวังและความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจ" ท่านหยุด ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ"แต่โชคดีที่ยังไม่สายเกินไปนัก"
พระอาจารย์เดินตรงไปยังเตียงของฮวาเสี่ยวซีท่านวางมือลงบนหน้าผากของนาง สัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายและจิตวิญญาณที่กำลังจะดับมอดลงไปทีละน้อย จากนั้นท่านก็หลับตาลงพลางร่ายมนต์บทหนึ่งเบาๆ พลังปราณสีทองอ่อนๆ แผ่ออกจากฝ่ามือของท่าน ค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ร่างของฮวาเสี่ยวซี
สามบุรุษได้แต่มองดูด้วยใจจดใจจ่อความหวังทั้งหมดฝากไว้ที่พระอาจารย์ผู้นี้แล้ว
คำขาดของพระอาจารย์ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของบุรุษทั้งสามอย่างชัดเจนอี้เฟยหลง อี้หานเฟิง และอี้จงเหวิน ต่างมองหน้ากันสายตาที่เคยเต็มไปด้วยความหึงหวงและน้อยใจบัดนี้กลับมีเพียงความเจ็บปวดและความตระหนกพร่างพรายอยู่ ความเงียบเข้าปกคลุมห้องมีเพียงเสียงลมหายใจที่แผ่วระริกของฮวาเสี่ยวซีเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่
อี้เฟยหลง ผู้เคยยึดมั่นในความครอบครอง และกล่าวคำพูดที่ทำร้ายจิตใจนางมากที่สุดในตอนนี้หัวใจของเขาเจ็บร้าวเกินจะประมาณ เขาจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของฮวาเสี่ยวซีหยดน้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่สนใจศักดิ์ศรี เขานึกถึงวันแรกที่พบนางความซุกซนที่ทำให้เขาหงุดหงิดแต่ก็อดเอ็นดูไม่ได้ ความเป็นคนแรกของนางที่เขารับรู้แต่เขากลับปล่อยให้ความเห็นแก่ตัวครอบงำ จนเกือบจะพรากนางไปตลอดกาล
อี้หานเฟิง ผู้ที่พบกับนางในยามที่นางอ่อนแอที่สุด และสร้างครอบครัวเล็กๆ ด้วยกันเขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบจากมือของฮวาเสี่ยวซีที่อยู่ในอุ้งมือของเขาความรักความผูกพันที่หล่อหลอมมาตลอดนั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เขามองไปยัง เจ้าอ้วนน้อยที่อยู่ด้านนอกห้อง ความคิดที่ว่าบุตรชายจะต้องกำพร้ามารดาทำให้หัวใจเขาบีบรัดเขาจะทนได้อย่างไรหากต้องเสียนางไป เพียงเพราะความหึงหวงไร้สาระของบุรุษเช่นพวกเขา?
ฮ่องเต้อี้จงเหวิน ทรงยืนนิ่ง พระพักตร์ซีดเผือด แต่ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวพระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองแผ่นดินผู้ที่ต้องตัดสินใจในเรื่องความเป็นความตายของปวงชนแต่บัดนี้ชีวิตของสตรีเพียงคนเดียวกลับสำคัญยิ่งกว่าทุกสิ่งพระองค์รักนางในแบบที่ลึกซึ้งและปรารถนาให้นางมีความสุข หากการที่นางอยู่ต่อต้องแลกมาด้วยการยอมรับความจริงอันยากลำบากนี้พระองค์ก็พร้อมที่จะเผชิญ
อี้เฟยหลงเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น "ข้า... ข้ายอมรับ!ข้าจะละวางความหึงหวงทั้งหมด... ข้าไม่ต้องการให้นางจากไป! ข้ารักนาง...ข้ารักเสี่ยวซีสุดหัวใจ! โปรดอย่าได้สวดส่งวิญญาณให้นางเลย!"
อี้หานเฟิงตามมาติดๆเขากุมมือฮวาเสี่ยวซีแนบแน่นกับใบหน้าของตนเอง "ข้าก็เช่นกันท่านอาจารย์!ข้ายอมรับทุกสิ่ง! ขอเพียงให้นางอยู่... ขอเพียงให้นางอยู่กับข้า...กับเจ้าอ้วนน้อย... ข้าไม่อาจเสียเสี่ยวซีไปได้!"
สุดท้ายฮ่องเต้อี้จงเหวิน ทรงก้าวเข้ามาใกล้เตียงวางพระหัตถ์ลงบนมือของฮวาเสี่ยวซีอีกข้าง ดวงตาของพระองค์เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น"ข้า... อี้จงเหวิน... ในฐานะฮ่องเต้ และในฐานะบุรุษที่รักนาง...ข้ายอมรับทุกอย่างที่นางเป็น ยอมรับความรักที่นางมีให้พวกเราทุกคน...ข้าขอให้นางอยู่ต่อ... ไม่ว่าชะตาจะลิขิตให้เป็นเช่นไรพวกเราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างนาง!"
คำตอบจากหัวใจของบุรุษทั้งสามดังก้องไปทั่วห้องมันคือคำสัญญาที่เปล่งออกมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณพวกเขาเลือกที่จะก้าวผ่านความเจ็บปวดส่วนตัว เลือกที่จะละวางอัตตาเพื่อรักษาสตรีอันเป็นที่รักไว้
พระอาจารย์มองดูพวกเขาด้วยรอยยิ้มบางๆแววตาเต็มไปด้วยความเมตตา "ดี... ดีแล้ว...เช่นนั้นก็ขอให้พวกเจ้าจงรักษาคำพูดของตนเอง" ท่านกล่าวก่อนจะยกมือขึ้นอีกครั้ง เตรียมพร้อมที่จะทำสิ่งต่อไปเพื่อช่วยชีวิตฮวาเสี่ยวซี