หลังจากไปดูจนแน่ใจแล้วว่าไป๋เฟยจูไม่ตายแน่ไป๋ซูฉีก็ร้อนใจ นางไม่แน่ใจว่าไป๋เฟยจูจำเื่ราวตอนที่นางถูกจับกดน้ำได้หรือไม่แต่ไม่แน่นางอาจจะจำไม่ได้ แต่หากเกิดจำได้ขึ้นมานางก็จะแก้ตัวว่าไม่ได้จับกดแต่จะลงไปช่วยต่างหาก อีกอย่างไม่มีหลักฐานอะไรด้วยนังเด็กเฟยจูจะเอาผิดนางไม่ได้แน่
แล้วไหนจะเื่ไท่จื่ออีกเล่าอีกเพียงสี่เดือนเท่านั้นไท่จื่อจะต้องตกเป็ของนังเด็กเฟยจูน่ารังเกียจนั่นแน่นางจะทำเช่นไรดี
ไป๋ซูฉีร้อนรนคิดหาทางแยกไป๋เฟยจูกับไท่จื่อแม้ว่าตอนนี้นางจะมั่นใจว่าไท่จื่อกำลังหลงใหลและตามใจนาง แต่นางก็ไม่มั่นใจว่าหากไท่จื่อได้พบกับไป๋เฟยจู พระองค์จะโกรธนางหรือไม่เพราะหลายปีที่ศึกษาอยู่ในสำนักศึกษา นางหาทางเข้าหาใกล้ชิดไท่จื่อและไม่ยอมให้ไท่จื่อมาหานางที่จวน โดยอ้างความไม่เหมาะสมต่างๆ นานาด้วยกลัวว่าไท่จื่ออาจจะมาที่จวนแล้วได้พบกับไป๋เฟยจูแล้วเกิดหลงรักนางขณะที่อยู่ในสำนักศึกษาไป๋ซูฉีก็แสร้งบอกกับเพื่อนๆ ว่าเห็นใจน้องสาวของตนเพราะน้องสาวทั้งสองของตนไม่ฉลาด และสงสารที่พวกนางสอบเข้าไม่ได้ทำให้ไม่ได้มาเรียนในสำนักศึกษา ทั้งที่ความจริงแม้แต่การเข้าสอบทั้งไป๋เฟยจูและไป๋ลี่มี่ก็ยังไม่เคยได้สอบสักครั้งนางยังปล่อยข่าวอีกว่า ไป๋เฟยจูเป็คนโมโหร้าย ขี้หงุดหงิดแต่ต่อหน้าผู้อื่นจะชอบทำตัวอ่อนแอน่าสงสารและยังบอกอีกว่าไป๋เฟยจูเป็สตรีอัปลักษณ์ เพราะเหตุนี้ท่านแม่จึงไม่ให้นางออกจากจวนเพราะเกรงจะทำให้จวนแม่ทัพเสียชื่อเสียงนางบอกกับไท่จื่อว่าด้วยนิสัยของไป๋เฟยจูหากได้พบไท่จื่อจะต้องชอบพระองค์และตามตื๊อพระองค์แน่นอน
สตรีที่งดงาม อ่อนหวาน และใจดีเช่นนี่แน่นอนว่าไท่จื่อย่อมเชื่อจนสุดใจ
หากไท่จื่อได้พบไป๋เฟยจู จะต้องรู้ว่านางกล่าวปดคำโตที่บอกว่าไป๋เฟยจูอัปลักษณ์ไท่จื่ออาจจะโกรธที่นางหลอกลวงพระองค์และคิดว่านางเป็สตรีที่ริษยาแม้กระทั่งน้องสาว ยิ่งคิดยิ่งขุ่นเคืองใจ
“ทำไมมันไม่ตายๆ ไปเสีย” ไป๋ซูฉีกล่าวออกมาด้วยเสียงเหี้ยมเกรียมั์ตาลุกวาวด้วยความแค้น แล้วก็โยนหมอน ดึงผ้าห่มออกมาเหยียบทึ้งประหนึ่งเห็นว่านั่นคือไป๋เฟยจู
สาวใช้ต่างรีบออกไปนอกห้องให้ห่างสายตาไป๋ซูฉีด้วยกลัวเป็ที่ระบายความโกรธเหมือนหมอนและผ้าห่ม
เมื่อไป๋ซูฉีเหนื่อย นางก็นั่งหอบหายใจบนเตียงแล้วคิดถึงความเป็ไปได้ต่อ
หากพระองค์คิดจะให้ทั้งสองคนพี่น้องเข้าตำหนักเลยเล่าหากเป็เช่นนั้น นางคงเป็ได้แค่พระชายารอง เพราะไป๋เฟยจูเป็บุตรีของฮูหยินเอกและต้องได้เป็ไท่จื่อเฟยแน่ ซึ่งเื่นี้นางยอมไม่ได้ไท่จื่อเฟยต้องเป็ของนางเท่านั้น
ท่านพ่อก็ช่างกระไร ฮูหยินเอกก็ตกตายไปตั้งนานแล้วทำไมไม่แต่งตั้งให้มารดาของนางเป็ฮูหยินเอกของจวนเสียที
ยิ่งคิดไป๋ซูฉีก็ยิ่งเจ็บใจแล้วปัดทุกสิ่งที่อยู่บนโต๊ะในห้องของนางหล่นกระจายเพื่อระบายความหงุดหงิดอีกครั้ง
ทางด้านคนถูกโมโหที่ไม่รู้เื่รู้ราวความแค้นใจของผู้ใด
“เฮ้อ ไปกันได้เสียที แสดงละครอยู่ได้ น่าเบื่อชะมัด”ไป๋เฟยจูบ่น
“บ่นอะไรหรือเ้าคะคุณหนูรอง”อ้ายเยว่ถามขณะที่เก็บของต่างๆ ที่คนมาเยี่ยมไข้นำมาให้
“บ่นละครลิงน่ะ ไม่มีอะไร” ไป๋เฟยจูตอบ
วันนี้หน้าตานางดูสดชื่นขึ้นมาก ไม่มีอาการไข้แล้วยาที่นี่แม้จะขมไปหน่อยแต่ก็ใช้ได้ผลดีจริงๆ
“อ้ายเยว่ ข้านอนนิ่งๆ บนเตียงมาหลายวันแล้ว ข้าเบื่อยิ่งนักข้าอยากออกไปนอกจวนบ้าง” ไป๋เฟยจูนั่งขัดสมาธิบนเตียงมือหนึ่งวางบนหน้าขาศอกกางออก อีกมือเท้าคาง และบ่น
“อุ๊ย คุณหนูรอง นั่งอย่างนี้ไม่งามนะเ้าคะ”อ้ายเยว่ใเมื่อเห็นท่านั่งของเ้านายสาว
“แหม อยู่กันแค่สองคน จะจริงจังอะไรนักหนา ปล่อยๆ ไปเถอะน่า”ไป๋เฟยจูกล่าวยานคางไม่สนใจอ้ายเยว่
“ต้องสนใจสิเ้าคะ เกิดใครมาเห็นเข้าต้องเอาไปนินทาแน่ๆเ้าค่ะ” อ้ายเยว่ไม่ยอม
“ปัดโธ่ นี่มันห้องนอนข้า ใครจะเข้ามาเล่าเ้าก็คิดไปได้” ไป๋เฟยจูเถียง
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้เ้าค่ะ จริงๆ นะเ้าคะ ไม่ได้จริงๆเ้าค่ะ” อ้ายเยว่อยากจะร้องไห้ทำไมั้แ่คุณหนูรองของนางฟื้นขึ้นมาถึงได้มีพฤติกรรมผิดแปลกไปเช่นนี้ไม่มีความเป็กุลสตรี ไม่มีความนุ่มนวลอ่อนหวานอย่างที่เคยเอาเสียเลยยิ่งั้แ่หายไข้ก็พูดเก่งขึ้น ปกติคุณหนูรองก็เอาใจใส่บ่าวไพร่ในเรือนอยู่แล้วตอนนี้ยังจะเพิ่มความเป็กันเองอีก พูดคุยเหมือนนางเป็เพื่อนมากกว่าเป็บ่าว
“อ่ะ ก็ได้ๆ ไม่นั่งแบบนี้ก็ได้ เฮ้อ น่าเบื่อจริงๆ”ว่าแล้วไปเฟยจูก็เลิกนั่งท่านั้น แต่เหยียดขาแล้วหงายหลังแทนสองมือประสานวางใต้ศีรษะ
“นอนกางแขนก็ไม่งามเ้าค่ะ” อ้ายเยว่ทักขึ้นอีก
“ห๊า ท่านี้ก็ไม่ได้หรือ” ไป๋เฟยจูหันมามองอ้ายเยว่ทั้งที่แขนก็ยังอยู่ท่าเดิม
“โอ๊ย จะเยอะไปไหน”ไป๋เฟยจูรู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะร้องะโ
นอกจากิญญามาเข้าร่างสตรีแล้วยังไม่พอนะยังมาเป็สตรียุคโบราณ ที่ทุกอย่างต้องเรียบร้อยงดงามอีก แล้วนางจะรอดไหมเนี่ย
ยามโหย่ว หลังจากไป๋เฟยจูรับประทานข้าวต้มอาหารประจำของคนป่วย ดีหน่อยที่่นี้บิดาและพี่ชายอยู่จวนจึงได้รับข้าวต้มที่มีคุณภาพ รสชาติอร่อยไม่เหมือนตอนที่บิดาและพี่ชายอยู่กองทัพที่อาจจะได้ข้าวต้มชั้นเลวรสชาติต่ำทรามที่เป็อาหารระดับเดียวกันกับบ่าวไพร่ในเรือน
หลังอาหารเย็นที่โต๊ะอาหารบิดาบอกให้บ่าวจากเรือนใหญ่ไปแจ้งแก่ไป๋เฟยจูว่า พรุ่งนี้องค์ไท่จื่อพระคู่หมั้นจะมาเยี่ยมนางยามเฉินให้เตรียมตัวด้วย (จริงๆแล้วไท่จื่อก็ไม่ได้อยากมาด้วยกลัวไป๋เฟยจูพบพระองค์แล้วจะหลงรักพระองค์แล้วตามตื๊อเขาไม่ชอบสตรีที่ชอบเซ้าซี้หรือจู้จี้จุกจิกมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเหมือนบรรดาสนมวังหลังของบิดาแต่เพราะขัดพระบิดาไม่ได้เลยต้องจำใจมา)
ข่าวนี้จากบิดาเหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงมาที่กลางศีรษะทั้งของไป๋เฟยจูและไป๋ซูฉี
ไป๋ซูฉีไม่อยากให้ไท่จื่อพบไป๋เฟยจูด้วยกลัวว่าไท่จื่อจะรู้ความจริงว่านางกล่าวปดพระองค์แล้วจะโกรธนางเื่ที่นางกล่าวว่าไป๋เฟยจูอัปลักษณ์และไท่จื่อก็อาจจะหลงเสน่ห์นังคู่หมั้นนี่ก็ได้
ส่วนไป๋เฟยจู ไม่อยากพบไท่จื่อ ถ้าเป็บุรุษคนอื่นๆถึงจะพบก็ช่างเถอะ นางไม่ได้กลัวผู้ชายนี่ แต่นี่เป็พระคู่หมั้นคนที่อนาคตจะมาทำลายเอกราชของนาง นางยอมไม่ได้
“จะทำยังไงดี อ้ายเยว่” หลังจากทราบว่าไท่จื่อจะมานางก็วิตกกังวล
“อะไรหรือเ้าคะ” อ้ายเยว่สงสัย
“ก็ท่านพ่อบอกว่าพรุ่งนี้ไท่จื่อพระคู่หมั้นของข้าจะมาน่ะสิ”ไป๋เฟยจูตอบสาวใช้คนสนิท
“โถ นึกว่าเื่อะไรเสียอีกคุณหนูรองคงจะตื่นเต้นสินะเ้าคะ ที่จะได้เจอพระคู่หมั้นเพราะคุณหนูรองไม่เคยเจอกันมาก่อนเลย”อ้ายเยว่เพิ่งมาอยู่รับใช้ข้างกายไป๋เฟยจูตอนที่นางอายุสิบปีนางจึงไม่รู้ว่าทั้งสองคนเคยเจอกันมาก่อนแต่ก็ตั้งนานมาแล้วั้แ่ตอนที่ไป๋เฟยจูอายุเพียงห้าปีเท่านั้น
“คุณหนูรองไม่ต้องกังวลไปเ้าค่ะ คุณหนูรองของบ่ายงดงามอยู่แล้วแม้ไม่แต่งหน้าก็งาม พรุ่งนี้บ่าวจะแต่งหน้าให้คุณหนูรองสุดฝีมือเลยเ้าค่ะจะทำให้คุณหนูรองงดงามยิ่งกว่าวันไหนๆ เลยเ้าค่ะ เชื่อมือบ่าวได้เลย”อ้าวเยว่ฉีกยิ้มกว้างเต็มหน้าด้วยความมั่นใจ
นั่นยิ่งทำให้ไป๋เฟยจูกังวลมากขึ้นไปอีก
“ไม่ใช่เช่นนั้น ข้ารู้ว่าเ้ามีฝีมือข้าต้องงดงามมากแน่ๆ แต่ว่า.....” ไป๋เฟยจูกล่าวด้วยสีหน้าเครียดแล้วรู้สึกเหมือนเส้นสมองจะปูด
“แต่ว่าข้าไม่อยากสวยในสายตาของไท่จื่อเ้าเข้าใจหรือไม่” ไปเฟยจูกล่าวรวดเดียวจบ
“เอ๋ ทำไมเล่าเ้าคะ” อ้ายเยว่ไม่เข้าใจ สตรีมีแต่จะอยากงดงามให้บุรุษคู่หมั้นคู่หมายเอ่ยชมกันทั้งนั้นคุณหนูรองของนางช่างแปลกยิ่งนัก
“ไม่ทำไมทั้งนั้นแหละ”ไป๋เฟยจูหน้าบึ้งยกมือทั้งสองข้างขึ้นกอดอก
“ข้าไม่อยากสวยต่อหน้าเขา ข้าไม่อยากให้เขาชม”ยิ่งไป๋เฟยจูพูด อ้ายเยว่ก็ยิ่งไม่เข้าใจ
“เอาเป็ว่า เ้าต้องทำให้ข้าขี้เหร่ที่สุดให้ได้”ไป๋เฟยจูกล่าวอย่างเอาแต่ใจ
“ขี้เหร่?” อ้ายเยว่ไม่เข้าใจ
“ขี้เหร่ ก็คืออัปลักษณ์อย่างไรเล่า”ไป๋เฟยจูรู้สึกเหนื่อยใจกับคำบางคำที่คนแต่ละยุคใช้ไม่เหมือนกัน
“ทำไมคุณหนูรองอยากอัปลักษณ์เล่าเ้าคะงดงามแบบนี้คุณหนูรองไม่ชอบหรือเ้าคะ” อ้ายเยว่ยังคงถามต่อ
“ข้าชอบที่ข้างดงาม แต่ข้าไม่อยากงดงามต่อหน้าเขาเ้าเข้าใจหรือไม่” ไป๋เฟยจูอธิบาย
“ข้าไม่อยากแต่งงาน ข้ายังเด็กอยู่เลยชีวิตยังมีอะไรสนุกๆ รอข้าอยู่ตั้งเยอะจะรีบแต่งไปทำไมเล่า” ไป๋เฟยจูให้เหตุผล
“ก็ยังอีกตั้งสี่เดือนนี่เ้าคะ ยังไม่ได้แต่งพรุ่งนี้เสียหน่อยคุณหนูรองวิตกเกินไปแล้ว” อ้ายเยว่บอกถึงความคิดของนาง
“หรือหากอีกสี่เดือนคุณหนูรองยังไม่อยากแต่งจริงๆก็ขอเลื่อนไปก่อนก็ได้นี่เ้าคะสักปีสองปีองค์ไท่จื่อต้องยินยอมไม่ขัดใจคุณหนูรองแน่เ้าค่ะก็คุณหนูรองของบ่าวงดงามและน่ารักขนาดนี้ บุรุษที่ไหนได้ยลก็ต้องตามใจแน่นอนเ้าค่ะ”อ้ายเยว่เสนอความคิดเห็นของนาง
ไป๋เฟยจูกลอกตามองบน “ถ้ามันง่ายเช่นนั้นก็ดีน่ะสิแต่ว่านะอ้ายเยว่ ข้าไม่อยากแต่งงานเ้าเข้าใจหรือไม่ไม่ว่ากับบุรุษคนไหนข้าก็ไม่อยากแต่งด้วยทั้งนั้น”ในที่สุดไป๋เฟยจูก็กล่าวความจริงออกไป
“คุณหนูรอง!” อ้ายเยว่ใดังสายฟ้าฟาด หน้าซีดเผือด
“หมายความว่าคุณหนูรองไม่ชอบบุรุษคุณหนูรองชอบสตรีหรือเ้าคะ” อ้ายเยว่ถามเพื่อความแน่ใจ
“อืม......มั้งนะ แบบเ้าก็น่ารักดีนะ”ไป๋เฟยจูยกมือจับคางอ้ายเยว่พิจารณาแล้วตอบทีเล่นทีจริง
“ไม่ได้นะเ้าคะคุณหนูรอง ฟ้าผ่าตายเลยบ่าวรักคุณหนูรอง เคารพคุณหนูรองแต่ไม่ใช่แบบนั้นนะเ้าคะคุณหนูรองอภัยให้บ่าวด้วย” อ้ายเยว่ใแบบจริงๆ จังๆรีบถอยหลังแล้วคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้น
ไป๋เฟยจูใรีบยกมือไปรองหน้าผากของอ้ายเยว่ก่อนที่นางจะโขกศีรษะกับพื้นเป็ครั้งที่สอง
“จะบ้าหรืออ้ายเยว่ ข้าแค่พูดเล่น เ้าก็จริงจังไปได้”ไป๋เฟยจูตำหนิเด็กสาว
“คุณหนูรอง....บ่าวใหมดเลยเ้าค่ะ” อ้ายเยว่น้ำตาคลอ
“คราวหน้าคุณหนูรองอย่าพูดเล่นเช่นนี้อีกนะเ้าคะบ่าวไม่ตลกด้วย” อ้ายเยว่ต่อว่า สีหน้าดังคนถูกรังแก
นี่แหละหนาชีวิตของบ่าวไพร่ เ้านายให้ทำอะไรก็ต้องทำชีวิตเป็ของนาย แม้จะขัดใจตัวเองก็ต้องทำหากคุณหนูรองของนางเกิดชอบนางแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ นางก็คงไม่สามารถปฏิเสธได้ยังดีที่คุณหนูรองของนางเพียงพูดเล่น
“บ่าวเข้าใจแล้วเ้าค่ะถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้คุณหนูรองก็ไม่ต้องแต่งหน้าแล้วใช้ผ้าคลุมปิดบังใบหน้าดีหรือไม่เ้าคะ”อ้ายเยว่เสนอความคิด
“ถึงข้าจะไม่แต่งหน้าข้าก็น่ารักและงดงามอยู่ดีมิใช่หรือ”ไป๋เฟยจูกล่าวอย่างมั่นหน้ามาก พูดอย่างกับคนหลงตัวเอง(แม้ความจริงนางจะมีใบหน้าที่น่ารักมากจริงๆ ก็เถอะ)
ไป๋เฟยจูเดินครุ่นคิดไปมา จนอ้ายเยว่รู้สึกเวียนศีรษะกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรออกมา ก็พอดีไป๋เฟยจูยิ้มแฉ่ง ยกนิ้วขึ้นดีดเสียงดัง เป๊าะ!
“ข้าคิดออกแล้ว ฮี่ฮี่”ไป๋เฟยจูยิ้มกริ่มกล่าวพร้อมด้วยแววตาฉายความเ้าเล่ห์