จิ่งเยี่ยนกุยเห็นท่าทางของเจ้าเสี่ยวจ๋ายจ๋ายแล้วก็อดขำไม่ได้ เธออุ้มมันออกมาจากมิติแค่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่ตัวของมันกลับโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาหารทั่วไปก็กินได้ แต่ถ้าไม่ได้น้ำจากลำธารในมิติ ก็เหมือนจะกินไม่ค่อยอร่อย
อาหญิงเล็กจิ่งรับตะกร้าสมุนไพรของเธอไปถือพลางพูดว่า “เสี่ยวจ๋ายจ๋ายน่ารักจริงๆ แถมยังรู้ความอีกด้วย”
เธอพักอยู่ที่บ้านเก่าของตระกูลจิ่งได้แค่สองวัน จิ่งเยี่ยนกุยเห็นว่าร่างกายของเธออ่อนแอมาก กลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้น จึงเติมน้ำจากลำธารในมิติลงในน้ำดื่มและยาต้มของเธอตลอดสองวันที่ผ่านมา ทำให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตอนแรกเสี่ยวจ๋ายจ๋ายไม่ค่อยสนิทกับเธอ แต่ช่วงสองวันนี้เธอได้ป้อนอาหารให้มันไปหลายมื้อ ความสัมพันธ์จึงพัฒนาขึ้น และเธอก็ชอบเจ้าตัวน้อยสีขาวนุ่มนิ่มตัวนี้มากเช่นกัน
จิ่งเยี่ยนกุยกลับห้ามเธอ “อาคะ อายังป่วยอยู่ ไม่ต้องรีบทำงาน พักผ่อนก่อนดีกว่า!”
“นอนอยู่บนเตียงจนไม่สบายไปทั้งตัวแล้ว” อาหญิงเล็กจิ่งพูดพลางหัวเราะ “ทำอะไรบ้างถึงจะรู้สึกสบายขึ้นหน่อย”
จิ่งเยี่ยนกุยเข้าใจความรู้สึกของเธอดี เพราะเคยถูกใช้งานหนักทุกวัน แล้วจู่ๆ วันหนึ่งกลับต้องอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็ย่อมรู้สึกกระสับกระส่ายไม่สบายตัว
ระหว่างที่พูดคุย อาหญิงเล็กจิ่งก็เริ่มหยิบสมุนไพรในตะกร้า “พวกนี้ต้องจัดการยังไงเหรอ?”
จิ่งเยี่ยนกุยหยิบสมุนไพรบางชนิดออกมาอธิบายวิธีการจัดการอย่างละเอียด สมุนไพรพวกนี้ต้องล้างทำความสะอาดก่อน จากนั้นจึงนำไปเตรียมตัวยาด้วยวิธีเฉพาะ การล้างทำความสะอาดอาหญิงเล็กช่วยได้ แต่เรื่องการเตรียมตัวยานั้น อาหญิงเล็กยังทำไม่ได้ เธอจึงต้องทำด้วยตัวเอง
ขณะที่สองอาหลานกำลังจัดการสมุนไพรกันอยู่ หยางหว่านซิ่วก็กลับมาและเข้ามาช่วยด้วย จากนั้นก็พูดถึงเรื่องที่ฟางชิงสือกลับมาแล้ว หยางหว่านซิ่วพูดด้วยความเป็นกังวลว่า “ตอนที่เยี่ยนกุยกับเสียนจือหมั้นกัน พ่อของเสียนจือไม่อยู่บ้าน ตอนนี้เขากลับมาแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีอะไรในใจหรือเปล่า”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าหยางหว่านซิ่วกลัวว่าฟางชิงสือจะรังเกียจที่เธอมีฐานะทางบ้านไม่ดี และจะคัดค้านการแต่งงานครั้งนี้ เธอยังไม่ทันได้พูดอะไร แต่อาหญิงเล็กจิ่งกลับชิงพูดขึ้น “ฉันได้ยินว่าอาจารย์ใหญ่ฟางกับพี่เจียงมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นต่อกันมาก ถ้าพี่เจียงเห็นด้วยกับเรื่องนี้แล้ว เขาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกค่ะ”
“หากจะว่าไปก็เป็นอย่างนั้นนั่นแหละ แต่ฉันก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่ดี” หยางหว่านซิ่วมองจิ่งเยี่ยนกุยแล้วพูดว่า “ไม่งั้นช่วงนี้ตอนแกเจอเสียนจือก็ลองตะล่อมๆ ถามดูดีไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยลูบจมูกตัวเองแล้วพูดว่า “ย่าคะ เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้…”
“จะไม่รีบได้ยังไงกัน!” หยางหว่านซิ่วขัดขึ้น “นี่มันเรื่องสำคัญในชีวิตของแกเลยนะ ยากนักที่เสียนจือจะดีกับแกขนาดนี้ ช่วงนี้ก็อย่าไปมีเรื่องกับหลิวชุนฮวาเลยนะ เดี๋ยวพอได้ยินอะไรไม่ดีเข้าจะเกิดไม่ชอบแกขึ้นมา”
จิ่งเยี่ยนกุยพึมพำ “ช่วงที่ผ่านมาหนูมีเรื่องกับหลิวชุนฮวาตั้งเยอะแยะขนาดนั้น ถึงเขาจะไม่ได้อยู่บ้าน แต่ป้าเจียงก็ต้องรับรู้ แล้วคงจะบอกเขา เรื่องนี้ยังไงก็ปิดไม่มิดหรอกค่ะ”
หยางหว่านซิ่วเอื้อมมือไปดีดหน้าผากเธอ “ถึงจะปิดไม่มิด แต่ก็ยังดีกว่าเห็นแกถือมีดไปไล่ฟันคนจริงไหม!”
จิ่งเยี่ยนกุยถึงกับพูดไม่ออก
อาหญิงเล็กจิ่งกลับพูดขึ้นว่า “แม่คะ ผู้หญิงดุหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่นา คนที่เรียบร้อยเกินไป พอแต่งเข้าไปอยู่บ้านสามีก็จะโดนมองว่าจัดการง่าย แล้วก็จะโดนรังแกอยู่เรื่อยไป ดูดุๆ สักหน่อยก่อนแต่ง ถ้าทางบ้านสามีไม่ได้ว่าอะไรก็แสดงว่าเขายอมรับได้ การแต่งไปแบบนี้จะได้ไม่ต้องทนถูกกดขี่ไงคะ”
จิ่งเยี่ยนกุยรีบเห็นด้วย “อาเล็กพูดถูกค่ะ!”
หยางหว่านซิ่วยกมือขึ้นจะดีดหน้าผากเธออีกครั้ง แต่เธอกลับหัวเราะแล้วรีบหลบไปอยู่ข้างหลังอาหญิงเล็กจิ่ง หยางหว่านซิ่วยังเอ็ดเธอว่า “หลิวชุนฮวาน่ะทำเกินไปจริงๆ แกจะสั่งสอนบ้างก็ไม่ผิด แต่ไม่ควรจะถือมีดออกมาเหมือนครั้งที่แล้ว มันน่ากลัวเกินไป! พูดตามตรงนะ ใครจะกล้าแต่งสะใภ้ที่ดุขนาดนี้กัน?”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแล้วพูดว่า “ย่าพูดมีเหตุผลค่ะ ต่อไปนี้หนูจะไม่ดุแล้ว!”
หยางหว่านซิ่วเพิ่งจะถอนหายใจออกมา เธอเลยขัดขึ้นว่า “ยังไงหนูกับฟางเสียนจือก็หมั้นกันแล้ว ต่อให้หนูดุขนาดไหน เขาก็ต้องแต่งกับหนู ถ้าเขากล้าผิดคำพูด หนูจะถือมีดไปหาเขาเอง”
“ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ต้องให้เธอถือมีดมาหาฉัน ฉันก็จะแต่งกับเธออยู่ดี” วันนี้ฟางเสียนจือเข้าเมืองไปทำธุระ พอทำเสร็จก็นึกขึ้นได้ว่าทางบ้านตระกูลจิ่งมีคนป่วย จึงซื้อเนื้อติดมือกลับมา พอมาถึงก็ได้ยินคำพูดสุดห้าวหาญของว่าที่ภรรยาพอดี
เขารู้สึกขำอยู่ในใจ ปกติเธอจะพูดจาอ่อนหวานกับเขา ไม่ค่อยได้พูดเล่นแบบนี้สักเท่าไหร่ เขายังรู้ว่าในความสัมพันธ์ครั้งนี้ เขาเป็นฝ่ายที่ทุ่มเทให้เสียมากกว่า ถ้าวันไหนเขาบอกว่าไม่แต่งกับเธอจริงๆ ด้วยนิสัยของเธอ คงจะหันหลังเดินจากไปมากกว่าที่จะมาถือมีดข่มขู่เขา
จิ่งเยี่ยนกุยแค่อยากจะพูดเล่นให้หยางหว่านซิ่วสบายใจ แต่กลับถูกเจ้าตัวจับได้เสียอย่างนั้น ความรู้สึกแบบนี้มันช่างน่ากระอักกระอ่วนเสียจริง ใบหน้าของเธอถึงกับแดงก่ำไปถึงใบหู
หยางหว่านซิ่วหันไปมองหลานสาวของตนด้วยสายตาดุๆ ก่อนจะหันมายิ้มให้ฟางเสียนจือ “เสี่ยวฟางมาได้ยังไงล่ะเนี่ย?”
ตอนนี้ฟางเสียนจือรู้สึกอารมณ์ดีมาก “วันนี้ผมเห็นเนื้อที่ร้านในตลาดสดดูสดใหม่น่ากิน เลยซื้อมานิดหน่อยครับ พอดีจะมาติวหนังสือให้เยี่ยนกุยด้วย ก็เลยถือติดมือมาครับ”
เขาพูดพลางก็เดินไปหยิบชามในครัวมาใส่เนื้ออย่างคล่องแคล่ว
หยางหว่านซิ่วรีบพูด “เด็กคนนี้นี่เกรงใจเกินไปแล้ว มาแต่ตัวก็พอ ไม่ต้องซื้ออะไรมาให้ทุกครั้งหรอก”
ตั้งแต่ฟางเสียนจือหมั้นกับจิ่งเยี่ยนกุย เขาก็มักจะมาที่บ้านตระกูลจิ่งบ่อยๆ แถมยังซื้อของติดไม้ติดมือมาเสมอ บางครั้งก็เป็นหนังสือ บางครั้งก็เป็นผัก บางครั้งก็เป็นผลไม้ บางครั้งก็เป็นขนมปัง ถึงจะไม่ใช่ของมีราคา แต่เพราะเขามาบ่อย ของที่ซื้อมาถึงได้เต็มบ้านไปหมด
ฟางเสียนจือแค่ยกยิ้ม ก่อนจะมองไปทางว่าที่ภรรยา หยางหว่านซิ่วจึงรีบพูดว่า “อาจารย์ใหญ่ฟางกลับมาแล้ว เรื่องติวหนังสือของเยี่ยนกุยก็ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ยังไงก็กลับไปที่บ้านก่อนดีไหม?”
หยางหว่านซิ่วไม่ค่อยได้คบค้ากับฟางชิงสือ รู้แค่ว่าเขาเป็นคนมีการศึกษา ซึ่งคนมีการศึกษามักเรื่องมาก เธอจึงกลัวว่าพอฟางเสียนจือกลับบ้านก็ไม่ไปหาบ้านตระกูลตัวเองเสียก่อน หากฟางชิงสือรู้เข้าคงจะไม่พอใจ
ฟางเสียนจือรู้ว่าวันนี้ฟางชิงสือกลับมา ตามหลักแล้วเขาก็ควรจะกลับไปบ้านตัวเองก่อน เขาก็เลยพยักหน้า แต่ยังหันไปบอกจิ่งเยี่ยนกุยว่า “สัปดาห์หน้าก็สอบแล้ว ช่วงนี้ตั้งใจอ่านหนังสือนะ”
จิ่งเยี่ยนกุยตอนนี้ไม่กล้ามองหน้าเขาแล้ว ได้แต่พยักหน้าไปส่งๆ
ฟางเสียนจือเห็นท่าทางของเธอแล้วก็รู้สึกขำ แต่เพราะมีหยางหว่านซิ่วกับอาหญิงเล็กจิ่งอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นเขาคงจะแกล้งเธอสักหน่อย
พอเขาไปแล้ว หยางหว่านซิ่วก็เอื้อมมือไปหยิกแขนจิ่งเยี่ยนกุยเบาๆ “วันๆ เอาแต่พูดจาเหลวไหล!”
จิ่งเยี่ยนกุยทำได้เพียงพูดว่า “ย่าคะ ต่อไปหนูไม่กล้าทำอีกแล้วค่ะ!”
อาหญิงเล็กจิ่งก็เลยพูดแก้ต่างว่า “แม่คะ อย่าไปกังวลเลย หนูเห็นว่าตั้งแต่เสียนจือเข้ามา สายตาเขาก็จ้องแต่เยี่ยนกุยอย่างเดียว แถมดูเหมือนจะดีใจด้วยซ้ำ”
หยางหว่านซิ่วหันไปมองจิ่งเยี่ยนกุยอีกครั้ง “ฉันน่ะรู้ว่าเสียนจือใส่ใจแกมาก แต่ยายเด็กคนนี้เหมือนคนทึ่ม ไม่รู้จักใส่ใจคนอื่น ไหนจะไม่รู้จักพูดจาดีๆ กับเสียนจืออีก”