ในประเทศซีที่เจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมากกว่าแปดร้อยล้านคน ผู้คนแปดในสิบส่วนนี้ต่างก็รู้จักซีรีส์เื่ยอดหญิงแห่งแคว้นหยิน
เนื่องจากซีรีส์เื่นี้ถูกสร้างมาจากนิยายชื่อดังที่มียอดอ่านมากกว่าสามพันล้านวิวทั่วโลก เมื่อประเทศซีนำมาสร้างเป็ซีรีส์ ความนิยมก็มิได้น้อยไปกว่านิยายที่ตีพิมพ์ออกมานัก
จางหย่งอ้ายกำลังดูข่าวบันเทิง ที่นักข่าวกำลังรายงานเรตติ้งละครใน่สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ยอดหญิงแห่งแคว้นหยินจะลาจอไปได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว แต่ยอดวิวทางออนไลน์ก็ทำให้ซีรีส์เื่นี้ครองอันดับหนึ่งไว้เป็สัปดาห์ที่เจ็ดแล้ว
นับว่าเป็เื่ยากมากในยุคสมัยที่เทคโนโลยีล้ำหน้าเช่นนี้ ความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ ต่างก็พัฒนาจนผู้คนมิค่อยให้ความสนใจกับหนังกับละครนัก
ปัจจุบันนี้ผู้คนนิยมเข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริงกันเสียมาก โดยเฉพาะในเกมส์โลกเสมือน
หากแต่ยอดหญิงแห่งแคว้นหยิน กลับสามารถทำยอดวิวได้สูงเช่นนี้ นับว่าเป็ปรากฏการณ์ที่หาได้ยากจริงๆ
จางหย่งอ้ายดูข่าวไปก็ยิ้มไป ด้วยเพราะตัวเธอเป็แฟนคลับนิยายเื่นี้มาั้แ่ที่นิยายเื่นี้ถูกเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต กระทั่งมียอดอ่านสูงถึงสามร้อยล้านวิว สำนักพิมพ์ถึงได้ติดต่อนักเขียนผู้นั้น จนกลายเป็หนังสือนิยายขายดีอันดับหนึ่งในเวลาต่อมา
เธออ่านนิยายเื่นี้ไม่ต่ำกว่าห้ารอบแล้ว และดูซีรีส์ในแต่ละตอนมากกว่าสองรอบด้วย ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงเพลงประกอบซีรีส์ขึ้นเพียงสองตัวโน้ต เธอก็รีบผละจากชั้นวางของมานั่งหน้าทีวีฮอโลแกรม
แม้จะเป็เพียงข่าวเรตติ้งที่พูดถึงยอดหญิงแห่งแคว้นหยินไม่ถึงนาที จางหย่งอ้ายก็ยังยิ้มกว้างได้เพราะได้เห็นภาพจากซีรีส์ที่ทางข่าวตัดมาให้ดู
จางหย่งอ้ายเป็สาวโสดอายุสามสิบสามปี เธอพักอาศัยในชานเมืองที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่าน
ร้านค้าสะดวกซื้อของเธอเป็เพียง ร้านค้าเดียวในระแวกนี้ที่ขายสินค้าแทบทุกอย่าง
โดยมากในปัจจุบัน ผู้คนนิยมที่จะสั่งซื้อสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์กันมากกว่า ทำให้ร้านค้าที่ขายสินค้ามีหน้าร้านแบบเธอนั้น เลยหาได้น้อยนัก
เนื่องจากตามเมืองต่าง ๆ จะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ขายสินค้าครอบจักรวาลเอาไว้ ผู้คนจึงไม่ค่อยสนใจเข้าร้านค้าร้านเล็ก ๆ อีก
หากแต่ในชานเมืองก็พอจะมีร้านสะดวกซื้อเปิดบริการอยู่บ้าง ซึ่งจางหย่งอ้ายก็เป็หนึ่งในนั้นที่ทำการค้าขายเช่นนี้
ทว่าร้านนี้เธอเปิดขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือให้คนแถบนี้ มิต้องเสียเวลาเดินทางเข้าไปในเมืองใหญ่เพื่อซื้อของ แม้จะไม่ได้กำไรมากนัก แต่เธอก็ไม่ได้คิดมากอะไร
เพราะอาชีพที่แท้จริงของเธอก็คือ ดีไซเนอร์ออกแบบเครื่องประดับให้กับบริษัทั์ใหญ่ ที่เธอมีหุ้นส่วนอยู่ถึงสามสิบเปอร์เซ็น
และเธอคือนักออกแบบมือหนึ่งของบริษัทนี้ด้วย ซึ่งน้อยคนนักจะรู้ว่านอกจากตำแหน่งดีไซเนอร์ออกแบบเครื่องประดับแล้ว เธอก็เป็ผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่ง
ดังนั้นเธอจึงไม่ขาดแคลนเงินทอง การออกมาเปิดร้านอยู่ชานเมืองที่ไร้ความวุ่นวาย นับว่าเป็สิ่งที่เธอรู้สึกว่าเธอเลือกทางที่ถูกต้องให้ชีวิตจริงๆ
เธอสามารถส่งภาพเครื่องประดับที่เธอออกแบบไว้ผ่านทางออนไลน์ จึงไม่จำเป็ต้องเข้าบริษัทแต่อย่างใด หากไม่เปิดร้านขายของ ชีวิตเธอก็คงจะว่างเกินไป
เช้าวันใหม่มาถึง วันนี้จางหย่งอ้ายต้องไปซื้อของมาเติมเข้าร้านค้าของเธอ เมื่อกดรีโมทปิดประตูร้านทั้งสี่ด้านเพียงครั้งหนึ่ง ประตูเหล็กทั้งสี่ด้านก็ค่อย ๆ เลื่อนลงมาจนปิดสนิท
แม้กระจกทั้งสี่ด้านที่เธอเลือกใช้จะเป็กระจกลามิเนต กระจกนิรภัยที่ขึ้นชื่อเื่ความแข็งแรงทนทาน
แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ก็มีพวกโจรบางกลุ่มสร้างเครื่องตัดกระจกนิรภัยไร้เสียงออกมาได้ ดังนั้นเธอจึงต้องทำประตูเหล็กอีกชั้นหนึ่งเพื่อความปลอดภัย
เธออาศัยอยู่ชั้นบนของร้านด้วย ดังนั้นเื่ความปลอดภัยจึงไม่สามารถหละหลวมได้
หลังจากออกมาจากห้างใหญ่ สองมือของจางหย่งอ้ายก็มีเพียงถุงใส่เครื่องแต่งกายของเธอเท่านั้น สินค้าที่จะเติมเข้าไปในชั้นวางสินค้าของเธอจะถูกทางห้างจัดส่งให้ถึงที่ในวันพรุ่งนี้ตอนเก้าโมงเช้า
เนื่องจากเธอซื้อของหลากหลายและจำนวนมาก นี่จึงเป็บริการพิเศษของห้างใหญ่นี้
จางหย่งอ้ายเดินดูสินค้าจำพวกหุ่นยนต์ต่าง ๆ ตามร้านค้าเปิดขายแข่งกันมากกว่ายี่สิบกว่าร้านอย่างครุ่นคิด
เธออยากมีหุ่นยนต์ไว้ทำความสะอาดบ้างแล้ว ที่ผ่านมาเธอยังใช้ชีวิตอย่างคนยุคก่อนที่ไร้ซึ่งหุ่นยนต์ช่วยเพิ่มความสะดวก
"คุณผู้หญิงสนใจรับหุ่นยนต์แม่บ้านไหมคะ ร้านของเรามีสินค้ารุ่นใหม่เพิ่งมาถึงวันนี้เลยนะคะ"
พนักงานสาวที่ดูอย่างไรก็มิใช่มนุษย์ เอ่ยอย่างเป็จังหวะจะโคน จางหย่งอ้ายจึงหันไปมองหุ่นยนต์พนักงานตัวนี้อย่างสนใจ
ขณะที่คิดว่าจะเข้าไปดูสักหน่อย ตึกสูงอีกด้านก็มีโฆษณาซีรีส์ยอดหญิงแห่งแคว้นหยินปรากฏขึ้นมา เพียงสองตัวโน้ตก็ทำให้เธอหันกลับไปมองดูตัวอย่างในโฆษณาอย่างสนใจได้ในทันที
ภาพนั้นเป็ภาพการโฆษณาที่เผยให้เห็นความสำเร็จของซีรีส์เื่ยอดหญิงแห่งแคว้นหยิน ดาราแต่ละคนที่มาเล่น ล้วนแล้วแต่หน้าตาเหมาะสมและตรงกับคำบรรยายที่ทางนักเขียนได้บรรยายไว้ในเนื้อหานิยาย
จางหย่งอ้ายมองดูโฆษณาตัวนี้อย่างสนใจ เนื่องจากเป็โฆษณาตัวใหม่ที่เธอยังไม่เคยดูมาก่อน
มิใช่มีเพียงแค่จางหย่งอ้ายเท่านั้น มีผู้คนไม่น้อยเช่นกันที่แหงนหน้ามองดูโฆษณาสามมิตินั้น
เนื่องเพราะมันเป็โฆษณาตัวใหม่ ผู้คนจึงสนใจที่จะมองดู ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตเห็นว่า มีรถยนต์คันหนึ่งที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงกำลังจะพุ่งออกจากเลนของถนน
รถยนต์หรูที่วิ่งด้วยความเร็วอย่างไร้เสียง ทำให้กว่าที่ผู้คนจะทันรู้ตัว ก็ถูกเสียงแตรดังสนั่นของรถยนต์คันนั้นเตือนให้หลีกให้พ้นทาง
จางหย่งอ้ายมิทันจะได้ขยับตัว รถคันดังกล่าวก็ทะยานเข้ามาพุ่งชนเธออย่างจัง
"หากการตายของข้า จะทำให้เ้ามีความสุข เช่นนั้น ก็ให้ข้าตายแล้วกัน"
จางหย่งอ้ายกล่าวอยู่ในใจ พร้อมกับเสียงในฉากโฆษณา ที่กำลังพูดออกมา
ซึ่งคำพูดประโยคนี้ เป็คำพูดของตัวละครที่ชื่อว่าจางหย่งอ้าย สตรีที่ถูกสามีตนเองวางยาพิษสังหารให้ตกตายไปอย่างไม่ตั้งใจ
จางหย่งอ้ายรู้จักเจ็บศีรษะและเจ็บบริเวณท้อง จึงส่งเสียงร้องอย่างเ็ปออกมาแ่เบา
"โอย เจ็บจัง อะ ที่นี่คือที่ไหนกัน"
เธอเงยหน้าที่กำลังฟุบกับโต๊ะขึ้นมาพร้อมโอดโอยอย่างเ็ป ก่อนจะเปลี่ยนเป็มึนงงว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน
เธอมองไปโดยรอบก็ได้แต่ยิ่งสงสัย
เมื่อครู่เธออยู่ที่ย่านการค้าชัด ๆ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้
ยังไม่ทันจะพินิจพิเคราะห์อะไร ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเคลื่อนไหววูบมาคุกเข่าอยู่ด้านข้างของเธอพร้อมกับถามไถ่ด้วยน้ำเสียงห่วงใย
"องค์หญิง ท่านจะข้าตามหมอหลวงมาให้หรือไม่"
จางหย่งอ้ายสะดุ้งตัว ก้มมองผู้ชายที่อยู่ ๆ ก็โผล่พรวดมาอย่างกับนินจา
เขาสวมใส่ชุดที่ดูอย่างไรก็เหมือนจะมีแต่ในละครโบราณ หรือไม่ก็ซีรีส์โบราณเท่านั้น
เขาเรียกฉันว่าท่านหญิงงั้นเหรอ
เธอยกแขนมองสำรวจตนเอง ก็พบว่าตัวเองก็อยู่ในชุดโบราณไม่แพ้กัน แม้มันจะสวยงามแต่ดูอย่างไรมันก็ไม่ใช่ยุคสมัยของเธอเลย
"องค์หญิง ้าให้ข้าตามหมอหลวงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อเธอไม่ได้ตอบคำถามของเขา เธอจึงได้ยินอีกฝ่ายถามซ้ำอีกครั้ง
"ดีค่ะ"
เธอตอบเขาไปเพราะหมอหลวงอย่างไรก็คือหมอ และตอนนี้เธอ้าหมอ
เขาเหมือนจะชะงักไป แต่ก็รีบผละจากไปทันที โดยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก ทั้งเธอก็ยังไม่มีโอกาสเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายเลยด้วย
ไปมารวดเร็วเหมือนนินจาเลย
ตอนนี้เธอคิดว่าเธอคงกำลังฝันอยู่ ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือวัตถุสีเงินขนาดใหญ่ที่พุ่งมาหาเธออย่างรวดเร็ว พร้อมกับคำกล่าวของจางหย่งอ้ายในนิยายหรือซีรีส์นั่น
คำกล่าวประโยคนั้นถือเป็ประโยคที่ถูกนำมาใช้เสมอ เวลาที่นิยายหรือซีรีส์มีการกล่าวถึงตัวละครตัวนี้
เธอมองอาหารบนโต๊ะที่มีถึงเก้าอย่าง ด้านข้างมีจอกเหล้าหรือจอกสุราเล็ก ๆ จอกหนึ่งวางอยู่ ภายในมีของน้ำสีแดงอ่อนจางเหลืออยู่เล็กน้อย
จึงอดที่จะกุมท้องของตนเองไม่ได้
ก่อนที่เธอจะสังเกตอะไรอย่างอื่นมากกว่านี้ เธอก็พบว่ามีคนสองคนเดินเข้ามาใกล้เธอแล้ว
พวกเขาเป็ผู้ชายหน้าดีทั้งคู่ ทั้งยังสวมใส่ชุดแบบโบราณอีกด้วย
ใส่ชุดไม่ต่างจากผู้ชายคนก่อนหน้านี้เลยแฮะ แต่สองคนนี้หน้าตาดีจริงๆ หล่อกว่าจัวหยางที่เล่นเป็พระเอกในเื่ยอดหญิงแห่งแคว้นหยินอีกนะเนี่ย
ชายคนหนึ่งมีสีหน้าที่ดูซีดขาวเป็อย่างมาก เหมือนกับว่าเขากำลังไม่สบายหรือไม่ก็หวาดกลัวอะไรอยู่ ส่วนอีกคนหนึ่งมีสีหน้าที่ดูกังวลใจทว่าก็ดูไม่พอใจเล็กน้อยด้วย
ทำไมพวกเขาทำหน้าแบบนี้นะ ในฝันของฉันควรจะมีแต่ผู้ชายหน้าตาดี ที่ทำสีหน้าดี ๆ ให้ฉันดูสิ
"องค์หญิงยัง้าเสวยหรือไม่ หากไม่พวกข้าจะได้ให้บ่าวมาเก็บไป"
ผู้ชายที่มีสีหน้าไม่พอใจเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่เธอก็พอจะฟังน้ำเสียงที่เหมือนพยายามอดกลั้นของเขาออก
ก็เหมือนเวลาที่หัวหน้าฝ่ายออกแบบมาถามเธอ ว่าเธอได้ออกแบบเครื่องประดับคอลเลกชันใหม่หรือยัง แล้วเธอตอบกลับไปว่ากำลังพยายามออกแบบอยู่ อีกฝ่ายก็จะทำน้ำเสียงเช่นนี้ ว่าให้เธอพยายามให้เสร็จในเร็ววัน
หัวหน้าฝ่ายออกแบบไม่กล้าดุด่าเธอมากนัก เพราะเขาคิดว่าเธอสนิทสนมกับท่านประธานบริษัท อาจจะเพราะมีแค่เธอคนเดียวที่ได้รับอภิสิทธิ์ต่าง ๆ ในแผนกออกแบบนี้ ทุกคนถึงได้คิดว่าเธอเป็เด็กเส้น
แต่เธอก็เด็กเส้นจริง ๆ นั่นแหละ ก็เป็หุ้นส่วนใหญ่นี่เนอะ
"หรือองค์หญิง้าให้ข้าคอยอยู่คีบอาหารให้"
ชายคนเดิมกล่าวถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เพิ่มความดังขึ้นเล็กน้อย
จางหย่งอ้ายมองดูเขาอย่างเสียดายเล็กน้อย ผู้ชายคนนี้แม้จะหล่อเหลารูปร่างดี แต่สีหน้าและท่าทางที่เ็าแบบนี้ ทำให้เธอไม่ได้รู้สึกว่าเขาน่าเข้าใกล้เลยสักนิด
เธอรีบโบกมือห้ามเขา เมื่อเห็นว่าเขาเดินใกล้เข้ามาอีกสองก้าว
เขาหยุดเท้าลง พลางมองเธออย่างไม่พอใจ ใบหน้าที่เคร่งขรึมของเขาและความรู้สึกกดดันแปลก ๆ ที่เหมือนจะถูกส่งออกมาจากตัวเขา แทบทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ออก
"กระเถิบออกไปหน่อย ฉันจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว"
ผู้ชายคนนั้นเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับเท้าที่ก้าวถอยหลังออกไป เวลานี้เองที่ชายคนแรกกลับมาพร้อมกับแบกชายชราอีกคนมาด้วย
"องค์หญิง หมอหลวงมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
จางหย่งอ้ายมองดูอย่างอึ้ง ๆ ที่เขาถึงกับแบกหมอมาแบบนี้
"รีบตรวจอาการองค์หญิงสิ"
เขาปล่อยชายแก่ลงกับพื้น พลางเอ่ยเร่งเร้าอีกฝ่าย
เธอมองไม่เห็นใบหน้าของเขาอีกแล้ว เพราะตอนมาเขาหันหลังเอาหมอหลวงลงจากหลัง จากนั้นก็กลับไปยืนก้มหน้าอยู่ข้างประตู ซึ่งเป็มุมที่เธอมองไม่เห็นเขา แต่ก็เห็นชายชุดสีเขียวอ่อนของเขา จึงรู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น
"กระหม่อมขอเสียมารยาทพ่ะย่ะค่ะ"
ชายแก่ค้อมตัวประสานมืออย่างนอบน้อม ก่อนจะนำหมอนรองมือออกมาวาง จางหย่งอ้ายรู้ว่าต้องทำอย่างไร จึงนำข้อมือตนเองไปวางไว้ที่หมอนเล็ก ๆ สีม่วงนั่น
ชายแก่มีความใให้เห็นบนใบหน้า เหงื่อเย็นของเขาหลั่งไหลออกมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะกระซิบกล่าวกับเธอด้วยน้ำเสียงแ่เบา ริมฝีปากของเขาสั่นอย่างเห็นได้ชัด
"องค์หญิงให้พวกเขาออกไปก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
"พวกคุณออกไปก่อน"
เธอเงยหน้าไปบอกกับทั้งสอง ที่กำลังมองเธอด้วยสายตาที่แปลกพิลึก
เมื่อทั้งสองออกไปแล้ว ชายชราก็รีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว หากเธอไม่ชะโงกหน้าเข้าไปอีกนิด คงไม่ได้ยินเนื้อความทั้งหมด
"องค์หญิง ท่านต้องพิษ ข้าเกรงว่าน่าจะเป็เพราะบุรุษคนใดคนหนึ่งของท่านเป็แน่ หากเ้าแคว้นทราบเื่ บุรุษของท่านทั้งหมดจะต้องตกตายแน่นอน เื่นี้ท่าน้าให้ข้ารายงานอย่างไร ได้โปรดบอกกล่าวตกลงกันก่อนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ"
เขาดึงตัวเองออกห่างไป ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ ที่เธอแน่ใจว่าคนนอกประตูต้องได้ยินแน่นอน
"องค์หญิงไม่ได้เป็อะไรมากพ่ะย่ะค่ะ แค่อาหารไม่ย่อยเท่านั้น เดี๋ยวท่านกินโอสถย่อยอาหารนี้เข้าไปก่อน อีกสองชั่วยามก็ถึงค่อยกินอีกเม็ดหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ กินเช่นนี้สักสองวันอาการปวดท้องนี้ก็จะหายไปพ่ะย่ะค่ะ"
จางหย่งอ้ายรู้สึกมึนงงแล้ว ตกลงเธอถูกพิษ หรือแค่อาหารไม่ย่อยกันแน่ แต่ยาที่อีกฝ่ายให้มา เธอก็รู้สึกกินไม่ลงอย่างบอกไม่ถูก
ชายแก่เห็นเธอละล้าละลัง ก็เรียกให้คนนำน้ำสะอาดกาใหม่เข้ามาให้ ทั้งยังใจดีรินน้ำให้เธอเองอีกด้วย เธอจึงได้แต่ต้องกินยาเม็ดสีกระดำกระด่างเข้าไป พลางคิดว่าถ้ายามันขมมากเดี๋ยวเธอก็คงตื่นจากฝันเอง
แต่แม้ยาจะขมปี๋แค่ไหน เธอก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ใตื่นขึ้นในโรงพยาบาลหรือที่ไหนสักที่เลย
"เมื่อไม่มีสิ่งใดแล้ว เช่นนั้นข้าน้อยขอทูลลาองค์หญิงจางหย่งอ้ายพ่ะย่ะค่ะ"
คำกล่าวของชายแก่ทำให้เธอใ
"คุณหมอหลวงเรียกฉันว่าอะไรนะคะ"
ชายแก่ขมวดคิ้วทันใด พลางมองเธออย่างวิตกกังวล
"ศีรษะขององค์หญิงได้รับความกระทบกระเทือนด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดองครักษ์สวินไม่ได้บอกข้าในระหว่างทางเลย เช่นนั้นให้ข้าตรวจดูสักหน่อยเถิด"
"องครักษ์สวิน? สวินจื่อหยาง?"
เธออดที่จะนึกถึงชื่อนี้ขึ้นมาไม่ได้ เพราะองค์หญิงจางหย่งอ้าย ตัวละครในยอดหญิงแห่งแคว้นหยิน มีองครักษ์ที่จงรักภักดีชื่อสวินจื่อหยาง
ซึ่งเขาก็เป็ตัวละครตัวหนึ่งในนิยายที่เธอชื่นชอบอย่างมาก แม้ในซีรีส์จะไม่มีบทของตัวละครตัวนี้เยอะเหมือนในนิยายก็ตาม
"ยังจะเป็ใครได้อีกพ่ะย่ะค่ะ หรือองค์หญิงรับองครักษ์แซ่สวินอีกคนหนึ่งมา"
ชายแก่ตอบพลางถามอย่างสงสัย
จางหย่งอ้ายเริ่มรู้สึกว่าเธอคงไม่ได้ฝันแล้วล่ะ คงไม่ใช่ว่าตอนนี้เธอมาอยู่ในโลกของนิยายหรอกนะ...
เพื่อความชัดเจน
"หมอหลวงเกา เกาจิ่งจาง?"
"พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงทรงให้กระหม่อมตรวจอาการอีกทีเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
เกาจิ่งจางรู้สึกวิตกกังวลใจยิ่ง ที่เห็นองค์หญิงจางหย่งอ้ายมีอาการเช่นนี้
จางหย่งอ้ายไม่ได้ตอบเขา เพียงเอ่ยถามเขาเสียงเบา
"สองคนนั้นที่เพิ่งออกไป คือหลานถงอวี้และหลี่ซีม่อใช่หรือไม่"
เกาจิ่งจางผงกศีรษะให้เป็คำตอบ เธอก็ได้แต่เบิกตากว้าง
ตกลงฉันฝันอยู่ หรือว่าฉันได้ทะลุเข้ามาอยู่ในนิยายกันแน่
เพื่อความมั่นใจ เธอจึงเริ่มหยิกแขนตัวเอง
อูย เจ็บจริง แปลว่านี่ฉันกลายมาเป็ตัวละครที่ตายั้แ่สามตอนแรกนั่นน่ะเหรอ!
ถ้าอย่างนั้นนี่ก็คงเป็บทที่สามของเื่แล้วสินะ เป็เนื้อเื่ที่องค์หญิงจางหย่งอ้ายถูกหลานถงอวี้วางยาพิษ เพื่อจะได้ไปอยู่กับองค์หญิงจางเฟยเจิน!