ยามค่ำคืนปกคลุมจวนตระกูลเหวิน ความมืดมิดที่เงียบงันถูกทำลายด้วยเสียงกระซิบกระซาบของบ่าวไพร่ที่รวมตัวกันในลานหลังบ้าน ทุกคนต่างจับกลุ่มกันซุบซิบด้วยสีหน้าหวาดกลัว แต่ก็ไม่สามารถปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นได้
“ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่านายหญิงตายไปแล้วจริงๆ!” หญิงรับใช้คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “แต่จู่ๆ นางก็ลุกขึ้นมาจาก
โลงศพ… มันไม่ปกติเลย!”
“ใช่! ท่านพี่ก็เห็นไม่ใช่หรือ ตอนที่นายหญิงฟื้นขึ้นมาน่ะ ใบหน้านั้นซีดเซียวเหมือนคนตาย ใครจะกล้าเข้าใกล้!” บ่าวอีกคนกล่าวเสริม
“ข้าคิดว่า…” หญิงรับใช้อีกคนพูดเบาๆ พร้อมกับเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีใครได้ยิน “นี่อาจจะไม่ใช่นายหญิงของเรา… แต่เป็ิญญาอื่นที่มาเข้าสิงร่าง”
“เ้าพูดบ้าอะไร!” ชายรับใช้คนหนึ่งแย้ง แม้สีหน้าของเขาจะซีดเผือดเช่นกัน “ถ้าเื่นี้ไปถึงหูนายท่านเหวิน เ้าคงไม่เหลือชีวิต!”
“แล้วเ้าคิดว่าเป็ไปได้ไหมล่ะ?” หญิงรับใช้คนแรกถามกลับ “ั้แ่นางฟื้นขึ้นมา นางก็พูดจาแปลกๆ ราวกับนางลืมไปว่าตัวเองเป็ใคร!”
“หรือว่านางไม่ได้ลืม…” อีกคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “แต่นั่นไม่ใช่นางั้แ่แรก ิญญาที่อยู่ในร่างนี้ไม่ใช่ซูเหมยหลิน แต่เป็คนอื่น!”
เสียงซุบซิบดังต่อเนื่อง คนหนึ่งเล่าเติม อีกคนเสริมแต่ง ทำให้ความกลัวและความระแวงในจวนเพิ่มขึ้นเป็เท่าทวี แม้จะไม่มีใครกล้ายืนยันเื่นี้ต่อหน้า แต่ทุกคนต่างพากันหลบเลี่ยง
หยางลี่เจินราวกับเธอเป็สิ่งต้องห้าม
ในห้องพักของหยางลี่เจิน
หยางลี่เจินนั่งอยู่บนเตียงไม้ เสียงกระซิบกระซาบจากด้านนอกแว่วเข้ามาในความเงียบ เธอพยายามฟัง แต่ถ้อยคำที่ขาดห้วงทำให้เธอไม่สามารถจับใจความได้ทั้งหมด
“พวกเขาพูดอะไรกัน?” เธอพึมพำกับตัวเอง ความหวาดระแวงเริ่มก่อตัวในจิตใจ เธอรู้ว่าั้แ่ฟื้นขึ้นมา ทุกคนมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ และตอนนี้พวกเขายิ่งดูเหมือนจะหวาดกลัวเธอมากขึ้น
“หรือพวกเขาคิดว่าฉันไม่ใช่คนที่นี่จริงๆ?”
ความคิดนั้นทำให้เธอสะอึก หยางลี่เจินกอดเข่าของตัวเองแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไรในโลกที่ไม่มีใครไว้ใจ และไม่มีใครเชื่อเธอ
ในห้องโถงของเหวินเจาเหยียน
เสียงฝีเท้าของลูกน้องคนสนิทดังขึ้นในห้องที่เงียบสงบ
เหวินเจาเหยียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือของเขาลูบไล้ผ้าสีดำที่ปิดตาไว้ ขณะที่เขารอฟังรายงาน
“นายท่าน…” ลูกน้องโค้งคำนับก่อนจะพูดต่อ “บ่าวไพร่ในจวนเริ่มซุบซิบกันเื่นายหญิงขอรับ พวกเขาพูดว่านางไม่ใช่
ซูเหมยหลิน… แต่เป็ิญญาที่มาเข้าสิงร่าง”
เหวินเจาเหยียนหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นเย็นเยียบจนลูกน้องรู้สึกสะท้าน
“ิญญางั้นหรือ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เ้าคิดว่าเื่ไร้สาระเช่นนี้จะทำให้ข้าเชื่อ?”
“แต่… พวกเขาดูหวาดกลัวจริงๆ ขอรับ” ลูกน้องพูดต่อ “นางพูดจาแปลกประหลาด และดูเหมือนจะจำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับชีวิตก่อนหน้านี้…”
เหวินเจาเหยียนนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเ็า “ไม่สำคัญว่านางจะเป็ใคร ิญญาหรือปีศาจ ข้าจะหาคำตอบเอง”
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ร่างสูงใหญ่ของเขาเต็มไปด้วยอำนาจ แม้ดวงตาของเขาจะถูกปิดไว้ แต่การเคลื่อนไหวของเขายังเฉียบคมเหมือนผู้ที่มองเห็นทุกอย่าง
“ส่งข่าวให้ทุกคนในจวนหยุดพูดเื่นี้ทันที” เขาสั่ง “และจับตาดูนางให้ใกล้ชิดขึ้น ข้า้ารู้ว่านางกำลังวางแผนอะไร”
ด้านนอกเรือนพัก
หยางลี่เจินแอบมองผ่านช่องหน้าต่าง เห็นบ่าวไพร่ต่างพากันมองเธอด้วยสายตาหวาดระแวง เธอรู้สึกเหมือนตกเป็เป้าของสายตาทุกคู่ในจวนนี้
“พวกเขาไม่เชื่อฉัน… ไม่มีใครเชื่อฉันเลย” เธอกระซิบเบาๆ น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม
เธอไม่ใช่ซูเหมยหลิน และเธอไม่รู้ว่าต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างไรในโลกที่เต็มไปด้วยความกลัวและความเกลียดชังนี้
แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนลานกว้างหน้าจวน เสียงกระซิบของบ่าวไพร่ยังคงดังแว่วไปทั่วเหมือนผึ้งแตกรัง พวกเขายังคงพูดถึงเื่ของซูเหมยหลิน หรือ “นายหญิงที่ตายไปแล้วแต่กลับฟื้นขึ้นมา” ราวกับเื่ราวนั้นเป็นิทานสยองขวัญที่พวกเขาไม่อาจหยุดเล่า
“เ้าจำได้หรือเปล่า ตอนที่เรายกโลงศพของนายหญิงออกมา นางนอนนิ่งเหมือนคนที่หมดลมหายใจไปแล้ว” หญิงรับใช้คนหนึ่งพูดพร้อมกอดตัวเองแน่น “ข้าคิดว่าความเงียบในห้องศพนั้นน่ากลัวที่สุดในชีวิตของข้า”
“แล้วอยู่ๆ นางก็ลุกขึ้นมา… ดวงตาที่ลืมขึ้นนั้นเ็าราวกับไม่มีิญญาอยู่ข้างใน!” บ่าวอีกคนเสริมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าคิดว่าเราไปปลุกสิ่งที่ไม่ควรปลุกเข้าแล้ว”
“แล้วนางจะเป็ใครไปได้ ถ้าไม่ใช่ปีศาจ?” อีกคนเอ่ยพร้อมกับมองไปรอบๆ ด้วยความระแวง
“หรือบางทีอาจเป็ิญญาที่ถูกส่งมาเพื่อล้างแค้น…”
“พวกเ้าหุบปากเถอะ!”
ชายรับใช้คนหนึ่งขัดขึ้นเสียงดัง แต่แม้เขาจะพยายามควบคุมเสียงของตัวเอง ก็ยังไม่สามารถปิดบังความหวาดกลัวในดวงตาได้
“ถ้านายท่านได้ยินเื่พวกนี้ พวกเราคงไม่รอดแน่”
ในห้องพักของหยางลี่เจิน
หยางลี่เจินยังคงนั่งอยู่บนเตียงไม้ เธอได้ยินเสียงกระซิบเ่าั้แว่วมาจากด้านนอก แม้จะไม่ได้ยินทั้งหมด แต่เธอก็พอจะเดาได้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงเธอ
“พวกเขาคิดว่าฉันเป็ปีศาจงั้นเหรอ?” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเ็ป
เธอไม่ใช่ซูเหมยหลิน และเธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่ที่นี่
แต่การที่เธอฟื้นขึ้นมาในร่างนี้กลับทำให้ทุกคนมองเธอเหมือนเป็สิ่งแปลกประหลาด
เธอจ้องมองมือของตัวเองอีกครั้ง ผิวที่ขาวซีดและบอบบางนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนมือของเธอเอง เธอพยายามหาคำตอบว่าทำไมเธอถึงต้องมาอยู่ในร่างนี้
“ถ้านี่เป็โอกาสที่สองในชีวิต…” เธอคิด “ทำไมมันถึงต้องเต็มไปด้วยความเ็ปแบบนี้?”
อีกด้านหนึ่งของจวน
เหวินเจาเหยียนนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ แม้ดวงตาของเขาจะมองไม่เห็น แต่ท่าทางของเขายังคงสง่างามและเต็มไปด้วยอำนาจ ลูกน้องคนสนิทนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเพื่อรายงาน
“นายท่าน… พวกบ่าวไพร่ยังคงพูดถึงนายหญิงด้วยความหวาดกลัวขอรับ พวกเขาคิดว่านางเป็ปีศาจ หรือไม่ก็ิญญาที่
สิงร่าง”
เหวินเจาเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก “ิญญา? ปีศาจ? พวกมันช่างโง่เขลาเสียจริง”
“แต่นางดูเปลี่ยนไปจริงๆ นะขอรับ นางพูดจาเหมือนลืมทุกอย่างไป…”
“หากลืมก็แสดงว่าเสแสร้ง” เขาตอบเสียงเรียบ
“ซูเหมยหลินเป็คนที่ไม่มีวันยอมแพ้ นางจะต้องซ่อนอะไรบางอย่าง และข้าจะเปิดโปงมันเอง”
เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มือััผ้าสีดำที่ปิดดวงตาไว้ “นางอาจคิดว่าการเปลี่ยนตัวตนจะทำให้ข้าไว้ชีวิต แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้นางหลุดพ้นจากสิ่งที่นางก่อไว้”
ยามดึกในห้องพัก
หยางลี่เจินนั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เธอพยายามหาทางหนีออกจากสถานการณ์ที่เธอไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ
ที่ชัดเจน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ทำให้เธอสะดุ้ง หญิงรับใช้คนเดิมเดินเข้ามาด้วยท่าทางลังเล
“นายหญิง… ท่าน้าอะไรเพิ่มหรือไม่เ้าคะ?”
หยางลี่เจินมองหญิงรับใช้นั้น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้า
“เธอกลัวฉันใช่ไหม?”
หญิงรับใช้รีบก้มหน้า ไม่กล้าสบตา “บ่าว… ไม่กล้ากลัวท่านเ้าค่ะ”
“แต่เธอก็ยังกลัว” หยางลี่เจินพูดเสียงเบา “เพราะฉันไม่ใช่
ซูเหมยหลินของพวกเธอ… ใช่ไหม?”
หญิงรับใช้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบก้มลงอีกครั้ง “นายหญิง… โปรดอย่าพูดอะไรเช่นนั้นเลยเ้าค่ะ”
“ฉันไม่รู้ว่าฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” หยางลี่เจินพูดต่อ
“ฉันไม่ใช่คนที่พวกเธอคิด ฉันไม่ใช่ปีศาจ… และฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่”หญิงรับใช้เงียบไป ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
“เธอช่วยบอกฉันได้ไหม… ซูเหมยหลินเป็ใครกันแน่?”
คำถามนั้นทำให้หญิงรับใช้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความลังเล “นายหญิง… ท่านคือภรรยาของนายท่านเหวิน แต่ก่อนที่ท่านจะตาย… ท่านเคย…”
เธอกลืนคำพูดลงไป ก่อนจะลุกขึ้นรีบโค้งคำนับแล้วเดินออกไป ปล่อยให้หยางลี่เจินจมอยู่กับคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ
แสงแดดอ่อนยามเช้าทาบทอลงบนจวนตระกูลเหวิน เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเหวินเจาเหยียนดังก้องในห้องโถงใหญ่ ขณะที่เขาออกคำสั่งกับลูกน้อง
“จัดเตรียมรถม้า ข้าจะพานางกลับไปที่ตระกูลซู” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น แต่แฝงไปด้วยความเฉียบขาด
ลูกน้องเงยหน้ามองเขาด้วยความสงสัย “นายท่าน ท่านคิดว่านางจะเสแสร้งหรือขอรับ?”
เหวินเจาเหยียนยิ้มบางๆ มุมปากยกขึ้นด้วยความเย้ยหยัน
“ข้า้าพิสูจน์ ว่านางลืมอดีตจริง… หรือเพียงแค่แกล้งลืม เพื่อหนีจากสิ่งที่นางทำไว้”
รถม้าหรูหราเคลื่อนตัวออกจากจวน เสียงล้อไม้บดกับพื้นถนนดังก้องไปตามเส้นทางที่ขรุขระ ภายในรถม้า หยางลี่เจินนั่งเงียบ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
“คุณจะพาฉันไปไหน?” เธอถามเสียงเบา
“เ้าไม่มีสิทธิ์ถาม” เหวินเจาเหยียนตอบด้วยน้ำเสียงเ็า เขานั่งนิ่งราวกับรูปปั้น แม้ดวงตาของเขาจะถูกปิดบังด้วยผ้าสีดำ แต่รังสีของเขาก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกจับจ้อง
หยางลี่เจินกำมือแน่น หัวใจเต้นรัว เธอไม่รู้ว่าครอบครัวตระกูลซูเป็อย่างไร แต่ความคิดที่ว่าพวกเขาอาจคาดหวังให้เธอเป็ซูเหมยหลิน ทำให้เธอยิ่งกดดัน
จวนตระกูลซู
เมื่อรถม้าหยุดที่หน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลซู บรรยากาศดูเงียบเหงาและเต็มไปด้วยความตึงเครียด บ้านหลังใหญ่ที่ควรแสดงถึงความมั่งคั่งกลับดูทรุดโทรมเหมือนกำลังล่มสลาย
“ลงไปสิ ซูเหมยหลิน” เหวินเจาเหยียนกล่าวเสียงเย็น
หยางลี่เจินก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง เธอมองไปยังบ้านหลังใหญ่ตรงหน้า รู้สึกถึงสายตาของคนรับใช้ที่จ้องมองมาด้วยความหวาดระแวง
ไม่นาน หญิงวัยกลางคนในชุดเรียบง่ายก็ปรากฏตัวขึ้น เธอเดินตรงมาหาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“เหมยหลิน! ลูกของข้า!” เสียงหวีดร้องดังขึ้น
หยางลี่เจินมองไปยังหญิงคนนั้น และภาพที่เห็นทำให้เธอชะงัก
“แม่…” เธอพึมพำ ดวงตาเบิกกว้าง หญิงตรงหน้ามีใบหน้าที่เหมือนกับแม่ที่จากไปของเธอในโลกปัจจุบัน ใบหน้าที่อบอุ่น แต่แฝงไปด้วยความเศร้า
หยางลี่เจินรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่ความรู้สึกนั้นหนักหน่วงเกินจะทนไหว
“เหมยหลิน… ลูกยังมีชีวิตอยู่!” หญิงคนนั้นร้องไห้ก่อนจะโผเข้ามากอดเธอแน่น น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจและความรัก
หยางลี่เจินยืนนิ่ง ปล่อยให้น้ำตาไหลลงอย่างเงียบงัน เธอไม่อาจเข้าใจว่าทำไมหญิงคนนี้ถึงมีใบหน้าที่เหมือนแม่ของเธอ หรือว่านี่คือบททดสอบอะไรบางอย่างจากโชคชะตา
เหวินเจาเหยียนยืนเงียบอยู่ไม่ไกล ดวงตาที่ถูกปิดบังไว้ไม่สามารถเห็นภาพตรงหน้า แต่เสียงสะอื้นของหยางลี่เจินและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของเธอ ทำให้เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เ้าร้องไห้ทำไม?” เขาถามเสียงเรียบ
หยางลี่เจินสะอึก เธอไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนั้นอย่างไร น้ำตาที่ไหลออกมาไม่ได้มาจากความทรงจำของซูเหมยหลิน แต่มาจากความรู้สึกส่วนลึกในใจของเธอที่คิดถึงแม่ที่จากไป
“ฉัน…” เธอพยายามหาคำตอบ แต่ไม่ทันพูดจบ
เหวินเจาเหยียนกลับหัวเราะเบาๆ
“เ้าช่างเสแสร้งได้แยบยลจริงๆ ซูเหมยหลิน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “แต่ข้าจะไม่หลงกลน้ำตาของเ้า”
คำพูดนั้นเหมือนคมดาบที่กรีดลงกลางใจของหยางลี่เจิน เธอรู้สึกถึงความเ็าที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แต่ไม่สามารถพูดอะไรได้
ในจวนตระกูลซู
หลังจากความโกลาหลเล็กน้อย หยางลี่เจินถูกพาเข้าไปในเรือนพักที่ดูเก่าแก่ แม้ภายนอกจะดูใหญ่โต แต่ภายในกลับแสดงถึงความทรุดโทรม
หญิงคนที่เธอเรียกว่าแม่ยังคงมองเธอด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความรัก แต่คนอื่นๆ ในตระกูลกลับมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและดูถูก
หยางลี่เจินััได้ถึงความกดดันในจวนนี้ เธอรู้ว่าการกลับมาที่นี่ไม่ใช่เื่ง่าย และเธอเองก็ยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป