ระหว่างทางกลับบ้านหนิงหลงนึกอยากได้ตำรายุทธระดับมนุษย์เพื่อนำกลับไปศึกษาสักเล็กน้อยเขาจึงแวะเข้าไปในเมืองเพื่อมองหาตำรายุทธสำหรับหลิ่งซาน
แม้ในบ้านหนิงหลงจะมีหนังสือตำรานับหมื่นเล่มแต่ตำรายุทธที่มีอยู่นั้นล้วนเป็ทักษะยุทธตกทอดของตระกูลหนิง หากต้องนำไปถ่ายทอดให้คนนอกคงเป็เื่ไม่เหมาะสม
หลังเดินอยู่ในเขตค้าขายกลางเมืองไผ่แดงพักใหญ่ในที่สุดหนิงหลงก็เจอร้านขายหนังสือตำราทั่วไป ภายในร้านไม่ได้หรูหราอะไรมีแต่หนังสือ และตำราทั่วไปวางขายอยู่ตามชั้น
“มีแต่ตำราระดับต่ำ” หนิงหลงบ่นกับตัวเอง ไม่มีอะไรในร้านทำให้เขารู้สึกสนใจได้เลย มองแวบเดียวก็รู้ว่าทักษะยุทธเหล่านี้ล้วนถูกตัดทอนมาจากทักษะระดับสูงเมื่อถูกตัดทอนออกมา ความลึกซึ้งและพลังทำลายของทักษะจึงได้ลดลงจนกลายเป็ทักษะยุทธระดับต่ำ
หนิงหลงเดินเปิดดูตำรายุทธอยู่หลายเล่มด้วยความเบื่อหน่ายจนท้ายที่สุดเขาก็หยิบออกมามั่วๆเล่มหนึ่ง ก่อนจะเดินไปจ่ายค่าตำรา
“นายท่านช่างมีสายตาแหลมคม ตำราเล่มนี้จัดเป็ทักษะยุทธระดับมนุษย์ขั้นสูง เหลือเพียงเล่มเดียวภายในร้าน” ผู้ดูแลร้านยิ้มกว้างกล่าวชื่นชมหนิงหลง
“ขั้นสูงบ้าบออะไรกัน ก็แค่ทักษะระดับต่ำ” หนิงหลงบ่นกับตัวเองในใจในสายตาเขาทักษะพวกนี้ล้วนไร้ค่าเมื่อเทียบกับตำรานับหมื่นที่บ้านเขา
ผู้ดูแลร้านทำหน้างงเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้านิ่งไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับตำราในมือถึงแม้มันจะไม่ได้ดีเลิศเหมือนกับตำรายุทธที่ตกทอดตามตระกูลใหญ่ๆแต่ตำราในมือหนิงหลงก็จัดเป็ทักษะยุทธขั้นสูง เป็ตำราขึ้นชื่อของเมืองไผ่แดงบรรดาตระกูลต่างๆในเมืองยังต้องหาซื้อไปให้เหล่าลูกหลานของตนเอง
หนิงหลงคร้านจะใส่ใจท่าทีของผู้ดูแลร้านจึงหยิบเอา10 เหรียญเงินยื่นให้ก่อนจะเก็บตำราใส่อกเสื้อเตรียมออกจากร้าน
“ช้าก่อนนายท่าน ข้าคงขายให้ท่านในราคานี้ไม่ได้” ผู้ดูแลร้านรีบคัดค้านแสดงสีหน้าไม่พอใจกับจำนวนเงิน
“เท่าไร ?” หนิงหลงเองก็เริ่มหงุดหงิดราคาที่ให้ไปก็นับว่าสูงมากพอแล้วสำหรับตำราระดับต่ำเช่นนี้
“100 เหรียญเงิน” ผู้ดูแลร้านกล่าว
“นี่ตั้งใจจะปล้นกันรึไง” หนิงหลงปวดใจกับราคาที่ได้ยิน
“นี่เป็ทักษะยุทธระดับมนุษย์ขั้นสูงเชียวนะท่านเหตุใดจึงพูดเช่นนั้น” เห็นท่าทีปวดใจของหนิงหลงผู้ดูแลร้านถึงกับอยากะโเข้าไปบีบคอของชายหนุ่ม
“เป็ถึงอาจารย์เหตุใดถึงไม่รู้คุณค่าตำรายุทธในมือช่างโง่เขลานัก” ผู้ดูแลร้านบ่นอุบอิบในใจ
ฝ่ายหนิงหลงก็คร้านจะโต้เถียงจึงหยิบเงินส่วนที่ขาดไปส่งให้ผู้ดูแลร้าน
.......................................................................................................
วิหารวารีเทพ
1 ใน 4ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ผู้นำของเผ่าพันธุ์มนุษย์
“เื่ค่ายกลจัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง ?” ชายวัยกลางคนบนเก้าอี้ผู้นำกล่าวกับสมาชิกคนอื่นๆในห้องโถงใหญ่ด้วยใบหน้าจริงจัง
“ท่านจ้าววิหารไม่ต้องเป็ห่วงเื่ค่ายกลพวกเราได้จัดการตามท่านสั่งไว้แล้ว” หนึ่งในสมาชิกกล่าวอย่างมั่นใจ เื่ค่ายกลพวกเขาได้เตรียมการเป็เดือนๆ
“ดีมาก วันนี้ 1 ใน 4ผู้นำปีศาจจะเข้ามาตามคำเชิญของวิหารวารีเทพ ข้าหวังว่าคงจะไม่เกิดความผิดพลาดใดๆ” จ้าววิหารมองหน้าสมาชิกทุกคนเพื่อย้ำเตือน
“ท่านจ้าววิหารกังวลเกินไปแล้ว วันนี้ผลึกของปีศาจโลหิตจะต้องตกเป็ของท่านอย่างแน่นอน” หนึ่งในสมาชิกยิ้มประจบสอพลอ
“ใช่แล้วค่ายกลของท่านจ้าววิหารเคยสังหารได้แม้แต่ปรมาจารย์หนิงหวง เหตุใดจะสังหาร 1 ใน 4ราชันปีศาจไม่ได้” สมาชิกอีกคนกล่าวเสริมอย่างฮึกเหิม
“พวกเ้าอย่าได้ประมาทราชันปีศาจโลหิตจนเกินไปนักแม้มันจะยังเป็เพียงเซียนปีศาจขั้น 1 แต่พลังทำลายของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเซียนขั้น3 อย่างตาเฒ่าหนิงหวงเลยแม้แต่น้อย” จ้าววิหารคำรามเสียงแข็งไม่พอใจกับท่าทีได้ใจของพวกสมาชิกในห้องโถง
แม้ค่ายกลที่เขาได้รับมาจะเคยสังหารปรมาจารย์หนิงหวงผู้ซึ่งเป็ถึงระดับเซียนขั้น3 มาแล้วก็ตาม แต่พลังของค่ายกลเองก็ได้ลดลงไปมากหลังจากใช้ครั้งก่อนจึงทำให้จ้าววิหารรู้สึกเป็กังวล
หากไม่เพราะ้าผลึกในตัวราชันปีศาจโลหิตเพื่อใช้ฝ่าด่านฝึกตนเขาคงไม่กล้าเสี่ยง ล่อ 1 ใน 4 ราชันปีศาจมาสังหารอย่างแน่นอน
“พวกเราโง่เขลา ขอท่านจ้าววิหารโปรดลงโทษ” สมาชิกทุกคนหวาดกลัวเมื่อเห็นท่าทีโมโหร้ายของอีกฝ่าย
“พอได้แล้ว แยกย้ายไปจัดเตรียมการต้อนรับ” เห็นว่าใกล้ถึงเวลา จ้าววิหารจึงคร้านจะใส่ใจไล่พวกสมาชิกในห้องโถงออกไป
“หากไม่สำเร็จ คงต้องเกิดาระหว่าง 2เผ่าพันธุ์อีกครั้งแน่” จ้าววิหารวารีเทพครุ่นคิดกับตัวเองหากเื่ราวในวันนี้รั่วไหลออกไป สัญญาสงบศึกของสองเผ่าพันธุ์ได้พังทลายลงอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังพลบค่ำได้ไม่นานราชันปีศาจโลหิตพร้อมด้วยผู้ติดตามกว่า 20 ตนก็มาถึงวิหารวารีเทพ แต่ละตนล้วนมีรูปลักษณ์ดูเหมือนมนุษย์ไม่ผิดเพี้ยนแตกต่างกันเพียงดวงตาของเผ่าปีศาจนั้นเป็สีดำสนิท ไม่มีตาขาวดั่งเช่นมนุษย์กลิ่นอายของพวกเขาทั้งทรงพลังและน่าสะพรึง โดยเฉพาะผู้นำของกลุ่มที่มาเยือนเขามีกลิ่นอายโดดเด่น ดูลึกล้ำยากจะหยั่งถึง
“ขอบคุณท่านปีศาจโลหิตที่มาเยือนเชิญท่านเข้าไปข้างในก่อน”หนึ่งในสมาชิกที่เข้าประชุมก่อนหน้าออกมาต้อนรับ
“เหตุใดเ้าเฒ่าหนิงหวงจึงไม่ออกมาเอง” ปีศาจโลหิตไม่พอใจที่อีกฝ่ายส่งเพียงาุโวิหารออกมาต้อนรับตัวเขาเป็ถึง 1 ใน 4 ราชันปีศาจ อีกฝ่ายก็ควรส่งคนที่มีสถานะใกล้เคียงกันมาต้อนรับไม่ใช่ส่งาุโวิหารที่เป็เพียงขั้นรวมจิตออกมาแบบนี้
บนโลกผู้ฝึกตนถูกแบ่งออกเป็ 8 ระดับ
1.ผู้ฝึกยุทธ 6 ขั้น
2.จอมยุทธ 6 ขั้น
3.ผู้ฝึกจิต 9 ขั้น
4.หลอมจิต 9 ขั้น
5.รวมจิต 9 ขั้น
6.เซียน 12ขั้น (ผู้ฝึกที่เป็ปีศาจจะถูกเรียกว่า“เซียนปีศาจ”)
7.เทพ 12 ขั้น (ผู้ฝึกที่เป็ปีศาจจะถูกเรียกว่า “เทพปีศาจ”)
ในระดับ 8ผู้ฝึกจิตที่เป็มนุษย์จะกลายเป็เทพ์อย่างเต็มตัวอยู่เหนือบรรดาเทพทั้งปวง
ส่วนผู้ฝึกจิตที่เป็ปีศาจจะกลายเป็เทพอสูรผู้นำของเหล่าปีศาจและอสูรทุกตนบนดวงดาว
“ปรมาจารย์หนิงหวงไม่สะดวกออกมาต้อนรับขอท่านโปรดใจเย็นก่อน” เห็นท่าทีไม่พอใจของปีศาจโลหิต าุโวิหารจึงรีบหาคำแก้ต่าง
ราชันปีศาจโลหิตไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกหลอกโดยปกติเผ่าพันธุ์ปีศาจถือได้ว่าเป็เผ่าพันธุ์ชั้นสูงเพียงถือกำเนิดขึ้นมาก็มีพลังกายเทียบเท่าจอมยุทธขั้น 1 ของเผ่าพันธุ์มนุษย์
จึงเป็ธรรมดาที่เผ่าปีศาจจะไม่สนใจเื่ราวหรือการเปลี่ยนแปลงใดๆในเขตแดนมนุษย์
ดังนั้นราชันปีศาจโลหิตจึงยังไม่ทราบข่าวการตายของปรมาจารย์หนิงหวงผู้เป็ดั่งสหายเพียงคนเดียวในเผ่าพันธุ์มนุษย์ถึงแม้มันจะผ่านมานานกว่า 15 ปีแล้วก็ตาม
“หากไม่เพราะเ้าเฒ่าหวงข้าคงไม่เดินทางมาไกลเช่นนี้” ราชันปีศาจโลหิตบ่นกับตัวเองในใจ