พ่อหลินที่ก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ตลอดก็วางตะเกียบลงแล้วค่อยๆ พูดว่า “ในเมื่อเยวี่ยเยวี่ยไม่ยอมเรียนก็ไม่ต้องบังคับ หัวจื่อพูดถูกเยวี่ยเยวี่ยของพวกเรามีวาสนาได้กินหมั่นโถวขาวหลังแต่งงาน”
การที่พ่อหลินยอมตามใจซินเยวี่ยนอกจากความรักแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือความรู้สึกผิดที่เมื่อปีที่แล้วเขาฉีกใบแจ้งผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่บรรจุความหวังทั้งชีวิตของซินเยวี่ยให้กลายเป็เศษกระดาษเขาหักปีกที่ซินเยวี่ยปรารถนาจะโบยบิน
ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านยากจนไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน พ่อหลินจะต้องให้ซินเยวี่ยไปเรียนมหาวิทยาลัยแน่นอนสำหรับซินเยวี่ย เขาทำได้เพียงรู้สึกผิดอยู่ในใจตลอดไป
เมื่อต้องเลือกระหว่างอนาคตที่สดใสของลูกสาวกับบ้านและภรรยาของลูกชาย พ่อหลินก็ต้องเลือกอย่างหลังอย่างแน่นอน สำหรับซินเยวี่ยเขาทำได้เพียงรู้สึกผิดอยู่ในใจตลอดไปเท่านั้น
เมื่อเป็เช่นนี้แม่หลินก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปพูดถึงเื่ที่หลินเต๋อหัวไปเรียนช่างไม้แทน
พ่อหลินกับหลินเต๋อหัวต่างก็เห็นด้วยกับการเรียนช่างไม้
เมื่อรู้ว่าความคิดนี้เป็ของซินเยวี่ยหลินเต๋อหัวก็รู้สึกขอบคุณเธอมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนั้นก็รู้สึกผิด
หลินเต๋อหัวรู้ดีว่าถ้าไม่ใช่เพราะตัวเองยังไม่ได้แต่งงานสร้างบ้านพ่อกับแม่คงจะให้ซินเยวี่ยไปเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้วตัวเองเป็คนทำให้ความก้าวหน้าของน้องสาวต้องชะงัก แต่ซินเยวี่ยไม่ได้โทษตัวเองเลยแถมยังคอยคิดถึงแต่พี่ชายคนนี้อยู่เสมอ
พอวันรุ่งขึ้นพ่อหลินก็พาหลินเต๋อหัวไปหาช่างไม้หลิวที่หมู่บ้านต้าไหวซู่
ช่างไม้หลิวเป็หนึ่งในช่างไม้ฝีมือดีที่มีชื่อเสียงในละแวกนั้นมีหนุ่มสาวหลายคนที่เป็ช่างไม้ต่างก็เรียนรู้วิชาจากเขา
หลังจากที่ช่างไม้หลิวได้ลองดูความสามารถของหลินเต๋อหัวแล้วก็รู้สึกพอใจมาก ตอบตกลงรับเขาเป็ลูกศิษย์ทันที กำหนดระยะเวลาเรียนสองปีค่าเล่าเรียนปีละห้าหยวน บวกกับข้าวสาลีอีกสี่สิบจิน ใน่สองปีนี้หลินเต๋อหัวจะต้องอยู่ที่บ้านหลิวในฐานะลูกศิษย์และลูกมือ ยกเว้น่เทศกาลสำคัญ
สำหรับข้อเรียกร้องของช่างไม้หลิวพ่อลูกตระกูลหลินก็ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ขอแค่ครูรับก็พอสองปีต่อมาหลินเต๋อหัวก็จะสำเร็จวิชา แล้วสามารถทำงานเองได้
เมื่อเื่ที่พี่ชายไปเรียนช่างไม้ได้รับการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วซินเยวี่ยก็ดีใจมากแต่พอเธอรู้ว่าครูของพี่ชายคือช่างไม้หลิวแห่งหมู่บ้านต้าไหวซู่ หัวใจก็กระตุกวูบ
ช่างไม้หลิวนี่แหละคือครูของจางเฉียง
เมื่อก่อนจางเฉียงก็ก่อเหตุข่มขืนหญิงสาวปัญญาชนตอนที่เป็ลูกศิษย์อยู่ที่หมู่บ้านต้าไหวซู่นี่เอง
สองวันต่อมาหลินเต๋อหัวก็เก็บข้าวของแล้วไปอยู่ที่หมู่บ้านต้าไหวซู่เพื่อเรียนวิชากับช่างไม้หลิว
หมู่บ้านเฉวียนสุ่ยกับหมู่บ้านต้าไหวซู่ไม่ได้อยู่ใกล้กันถ้าเดินเท้าก็ต้องใช้เวลาถึงสามชั่วโมงกว่า
เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่หนึ่งกันยายนซึ่งเป็วันเปิดเทอมแล้ว
ถ้าเป็ไปตามเหตุการณ์ในชาติก่อนหลังจากเปิดเทอมได้ไม่นาน ตัวเองก็จะได้รับจดหมายสารภาพรักจากหานิหย่วนไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม
…
ในขณะที่ซินเยวี่ยกำลังคิดว่าหานิหย่วนจะเขียนจดหมายมาหาเธอหลังวันที่หนึ่งกันยายนหรือไม่ทางด้านหานิหย่วนเองก็กำลังคิดถึงซินเยวี่ยเช่นกันเขาได้ส่งจดหมายที่เขียนถึงซินเยวี่ยออกไปแล้วและตอนนี้เขาก็กำลังกลุ้มใจกับจดหมายที่เพิ่งได้รับจากแม่
เมื่อวานหานิหย่วนได้รับจดหมายจากแม่
เป็จดหมายยาวถึงห้าหน้ากระดาษทุกครั้งที่แม่เขียนจดหมายมา จดหมายจะยาวเป็พิเศษนั่นก็เพราะแม่คิดถึงลูกชายมากเกินไป จึงเขียนจดหมายยาวมาก
ในจดหมายของแม่ครั้งนี้นอกจากความเป็ห่วงเป็ใย ถามไถ่ทุกข์สุข แสดงความรักความคิดถึงอย่างสุดซึ้งแล้วก็ยังมีเื่หนึ่งที่เกี่ยวกับซินเยวี่ย แม่หานแสดงออกอย่างชัดเจนว่า“แม่ไม่สนับสนุนให้ลูกคบกับซินเยวี่ย” พร้อมทั้งบอกเหตุผลมากมายท้ายที่สุดยังเน้นย้ำอีกประโยคหนึ่งว่า “แม่ไม่สนับสนุนให้ลูกแต่งงานกับซินเยวี่ยเพื่ออนาคตที่สดใสของลูก”
หานิหย่วนไม่เข้าใจมาตลอดว่าความหมายของประโยคสุดท้ายของแม่คืออะไรความรักของตัวเองเกี่ยวอะไรกับอนาคตด้วย?
เหลือเวลาอีกพักหนึ่งก็จะถึงเวลาดับไฟนอนแล้วหานิหย่วนนั่งอยู่บนสนาม มองไปยังดวงดาวนับล้านบนท้องฟ้าความคิดมากมายตีรวนอยู่ในหัว
โจวเจี้ยนเย่ก็นั่งอยู่ข้างๆ เขา
หานิหย่วนไม่พูดอะไรสักคำเป็เวลานานทำให้โจวเจี้ยนเย่ร้อนใจ “น้องชาย เป็อะไรไปเนี่ยั้แ่วันนั้นจนถึงวันนี้ฉันเห็นนายมีเื่กลุ้มใจตลอดเลยนะ”
หานิหย่วนส่ายหน้าเบาๆ แล้วพูดจางๆ ว่า“ฉันไม่เป็ไร”
เขาเป็แบบนี้มาตลอด พูดน้อยเขาเป็คนที่ไม่เก่งในการแสดงความรู้สึกของตัวเอง แม้แต่กับเพื่อนสนิทที่สุดก็ตาม
เพราะขาดความรักจากพ่อมาั้แ่เด็กประกอบกับเื่แย่ๆ ที่ได้เจอใน่ยุคสมัยพิเศษทำให้หานิหย่วนเป็คนเก็บตัวและอ่อนไหวเป็อย่างมาก
ในฐานะเพื่อนร่วมรบ เพื่อนสนิทโจวเจี้ยนเย่เข้าใจนิสัยของหานิหย่วนดี ถ้าเขาไม่ยอมพูดคนอื่นถามยังไงก็จะไม่พูด
โจวเจี้ยนเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า“บ่ายวันอาทิตย์นายไปกินข้าวเย็นที่บ้านฉันนะ”
หานิหย่วนชะงักไปเล็กน้อยแล้วพูดอย่างเงียบๆ ว่า “ขอบใจในความหวังดีของนายนะแต่ฉัน...”
ยังไม่ทันที่หานิหย่วนจะพูดจบก็ถูกโจวเจี้ยนเย่ขัดขึ้น“ฉันรู้ว่านายจะปฏิเสธ แต่คราวนี้นายไม่อยากไปก็ต้องไปตกลงตามนี้แล้วนะ”
เมื่อได้รับการเชื้อเชิญอย่างจริงใจหานิหย่วนก็ทำได้เพียงพยักหน้าตอบตกลง