นอร่า
นอร่า 1
แม้มันจะเป็เสมือนความฝันแต่มันก็คือความเป็จริง เวลาที่ผ่านไป ทำให้เรารู้สึกว่ามันช่างเร็วเสียเหลือเกินถ้าเราจะเอามันมาเปรียบกับเวลาในปัจจุบันและเหตุการณ์ที่เราเองเผชิญหน้าอยู่นั้นก็เท่ากับว่าเราเพียงแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ เท่านั้น เพราะถ้าจะเปรียบไปแล้วตัวเราก็เหมือนกับใบไม้ที่ร่วงหล่นลงจากขั้ว ก่อนจะถึงฤดูกาลด้วยแรงลมแห่งเหตุการณ์ที่บังคับให้มันต้องเป็ไป
เวลาเป็ผู้สร้างทุกสิ่งแต่ขณะเดียวกัน เวลาอีกนั่นเองที่เป็ผู้ทำลายแม้แต่ความรักซึ่งทั้งความรักและความเกลียดนั้น เสมือนถูกโยงใยไว้ด้วยสายป่านเส้นบางเบาแห่งความทรงจำเวลาเปรียบเสมือนลูกกุญแจที่เราใช้ไขเปิดกลับไปสู่อดีตและมองเห็นมันได้อย่างกระจ่างชัดเจนกว่าในสิ่งที่เราไม่เคยรู้สึกสำนึกมาก่อน
ผมก้มลงมองดูพื้นดินเบื้องล่างผ่านทางช่องหน้าต่างเล็กๆของเครื่องบินขณะกำลังบินผ่านตัวเมือง มองเห็นดวงไฟบนราวสะพานข้ามแม่น้ำเสมือนเอาไข่มุกเม็ดเล็กๆมร้อยเรียงกันเข้าไว้
และแล้วผมก็ตระหนักชัดแก่ใจ ว่าความเ็ปความระทมขมขื่นและความหวาดกลัวทั้งหลายแหล่นั้นขึ้นอยู่กับใจของผมเองถ้าผมสงบระงับได้ มันก็จะไม่มีวันหวนกลับมาทำร้ายผมได้อีก ความทรงจำเก่าๆนั้นได้ตายไปหมดสิ้นแล้วกับอดีตและกับเหตุการณ์ในปัจจุบันที่กำลังเข้ามารุมเร้าผมอยู่ทุกวินาที ทั้งในปัจจุบันและอาจจะในอนาคตด้วย
ทันใดผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าทำไมอลิซาเบทจึงได้พยายามยัดเยียดความคิดให้ผมได้เดินทางมาเผชิญหน้ากับความจริงครั้งนี้เสียเป็เพราะเธอ้าให้ผมได้ชำระล้างหรือลบอดีตให้หมดสิ้นนั่นเอง
ผมรู้สึกขอบคุณเธออย่างลึกซึ้งเธอเลือกใช้วิธีนี้ขจัดมารที่คอยกัดกร่อนหัวอกหัวใจของผมอยู่ตลอดเวลาให้สลายลงเมื่อเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้วก็เป็อันว่าผมจะได้กลับไปเป็ตัวของผมเองอย่างเต็มภาคภูมิเสียที จบสิ้นความวิตกกังวลที่กัดกินหัวใจของผมมาเป็เวลาช้านาน
จริงดังที่คาดไว้ที่สนามบินมีทั้งผู้สื่อข่าวและช่างภาพมารอกันอยู่เต็มไปหมดแม้ว่าท่าทางของพวกเขาจะดูเหน็ดเหนื่อยอิดโรยเนื่องจากต้องรอการมาถึงของผมอยู่ตลอดทั้งคืน แต่พวกเขาก็ยังรอเพื่อที่จะได้ข่าว
ผมพูดกับพวกเขาเพียงแค่ 2-3นาทีเท่านั้นและให้สัญญาว่าจะให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าวเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นในตอนบ่ายวันนี้ซึ่งก็รู้สึกว่าพวกเขาพอใจกันทุกคน
หลังจากนั้นผมก็ต้องไปที่เฮิร์ซและเช่ารถขับเข้าไปในตัวเมือง ที่มีโมเต็ลแบบใหม่ชื่อแวน เนสตั้งอยู่ มันเป็โมเต็ลที่มีเพียงแค่ห้องเล็กๆแต่ก็ดูสะอาดเรียบร้อยน่าอยู่พอสมควร
ทันทีที่เข้าห้องพักผมก็โทรศัพท์ไปหาอลิซาเบท แล้วผมก็ได้ยินเสียงของเธอเสียงที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นใจอย่างยิ่งเธอพูดจากเครื่องโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ข้างเตียงนอนในห้องของเราผ่านโอปะเรเตอร์มาว่า...ผมไม่อยู่บ้าน...ผมรู้สึกอยากจะขอบคุณเธออีกครั้งแต่เธอก็ชิงวางสายไปเสียก่อน ไม่ยอมพูดกับผมเลยแม้แต่คำเดียวแต่เพียงแค่นั้นผมก็รู้แล้วว่าเธอรักษาคำมั่นสัญญาในการที่จะประหยัดค่าโทรศัพท์ของเรา
แสงตะวันสาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่างผมค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปหยุดอยู่ตรงริมหน้าต่างซึ่งมองเห็นทิวเขารำไรอยู่ทางด้านทิศเหนือ ผ่านกลุ่มหมอกจางๆผมมองเห็นอนุสาวรีย์ของมาร์ก ฮอปกินส์ สูงโดดเด่นขึ้นมาในท่ามกลางกลุ่มหมอกนั้น
ผมพยายามเพ่งสายตาให้มองได้ไกลออกไปอีกห่างไปทางทิศตะวันตกเล็กน้อย บ้านหินอ่อนหลังใหญ่สีขาว หลังคาสีน้ำเงินตามสไตล์อาเลี่ยนตั้งอยู่ตรงนั้น
มันคือบ้านที่ผมเคยอยู่บ้านซึ่ง...ที่จริงแล้วควรเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่า ในขณะนี้นอร่าคงจะหลับเป็สุขอยู่บนเตียงนอนหลับอยู่ในความฝันอันมหัศจรรย์ที่เธอสร้างมันขึ้นมาเอง
ผ่านกลุ่มหมอกจางๆแห่งยามรุ่งอรุณ เสียงกริ่งโทรศัพท์กรีดก้องขึ้นนอร่าได้ยินแล้วแต่ไม่สนใจที่จะฟังหรือรับโทรศัพท์นั้นอาจเป็เพราะเธอไม่้าที่จะรับโทรศัพท์ขณะกำลังนอนสบายอย่างนั้นก็เป็ได้เธอกดใบหน้าให้แนบลึกลงกับหมอน ยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดหูไว้แต่เสียงโทรศัพท์ก็ยังก้องระรัวอยู่
“ริค...รับโทรศัพท์ที”เธอร้องออกไป แต่ทันใดเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่า...ไม่มีริคอีกแล้วและจะไม่มีเขาอีกต่อไป...เพราะเขาตายไปแล้วั้แ่เมื่อคืนนี้...!
เธอซุกหน้าลงในหมอนอีกครั้งก่อนจะหงายตัวขึ้นจ้องมองโทรศัพท์เครื่องนั้นอย่างเหม่อลอยรู้สึกเหมือนว่า เสียงที่กรีดก้องอยู่นั้นลอยมาจากที่ใดที่หนึ่งไกลแสนไกลแต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่ยอมเคลื่อนไหวร่างกายแต่อย่างใด
จะมีประโยชน์อะไรที่เธอจะพูดกับใครสักคนหนึ่งในยามที่เธอกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเช่นนี้...
และทันใดเสียงโทรศัพท์ก็เงียบลงเฉยๆ ความสงัดเงียบกลับเข้าครอบคลุมห้องนอนอันแสนสุขนั้นอีกครั้งหนึ่งเธอลุกขึ้นนั่งบนเตียง ควานหาซองบุหรี่ที่เคยวางไว้ที่โต๊ะตัวเล็กข้างๆเตียงและหยิบมันขึ้นมาจุดสูบฤทธิ์ยาที่หมอฉีดให้ั้แ่เมื่อคืนทำให้เธอรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะเธออัดควันบุหรี่ลึกๆ 2-3ครั้ง
มีเสียงเครื่องติดต่อภายในบ้านดังกริ๊กขึ้นครั้งหนึ่งและมีเสียงคนรับใช้ถามเข้ามาว่า
“ประทานโทษครับคุณเฮย์เดน คุณตื่นหรือยังครับ”
“ตื่นแล้ว” นอร่าตอบแต่ยังไม่ลุกขึ้นจากเตียง
“คุณแม่ของคุณรอพูดโทรศัพท์อยู่ครับ”
“ช่วยบอกคุณแม่ไปด้วยว่าเดี๋ยวฉันจะโทรกลับไปหานะชาร์ลส์...เออ...แล้วช่วยเอาแอสไพรินกับกาแฟเข้ามาให้ฉันด้วย”
“ได้ครับ คุณผู้หญิง”
เสียงจากเครื่องติดต่อภายในเงียบไปแล้วแต่เพียงครู่สั้นๆ ก็ดังขึ้นมาใหม่
“คุณผู้หญิงครับ”
“อะไรอีกล่ะชาร์ลส์?”
“คุณแม่ให้เรียนคุณว่ามีเื่สำคัญ้าจะพูดกับคุณตอนนี้เลยครับ”
“แหม...ยุ่งจริงเอา...พูดก็พูด” แต่ก่อนหน้าที่จะเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์เธอก็สั่งผ่านเครื่องติดต่อภายในว่า
“นี่ ชาร์ลส์เอาแอสไพรินกับกาแฟมาให้ฉันเร็วๆ นะ ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว” หลังจากนั้นเธอจึงได้ยกโทรศัพท์ขึ้น
“เฮลโล...ว่าไงคะแม่?”
“นอร่าตื่นแล้วหรือลูก เช้านี้เป็ยังไงมั่งล่ะ?” เสียงสุภาพสตรีชราถามมาจากปลายสาย
“ตอนนี้ตื่นเต็มที่แล้วละค่ะแม่”เธอตอบง่ายๆ มองเห็นภาพมารดาวัยต้น 70 แต่น้ำเสียงของท่านกลับแจ่มใสกว่าเธอมากโดยเฉพาะขณะนี้ ขณะที่มีเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่งเกิดขึ้นในบ้าน
“นี่ 6 โมงครึ่งแล้วนะลูก เราจะกินของเช้ากัน 7 โมงคุณกอร์ดอนมารออยู่แล้ว”
“แล้วลุคล่ะคะมาหรือยัง?”
“ตอนนี้ยังแต่เดี๋ยวคงมา”
“ดูแม่แน่ใจเสียจริงนะคะว่าเขาจะมา”นอร่าว่า “แม่รู้ได้ยังไงคะเขาส่งข่าวมาหรือคะว่ามาถึงที่นี่แล้ว”
“ยังหรอกลูก”
“ถ้าอย่างนั้นบางทีเขาอาจไม่มาก็ได้นะคะแม่”
“เขาต้องมาสิลูก”มารดาปลอบโยนแต่ก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ “ก็เขาบอกกับแม่เมื่อคืนนี้เองว่าเขาจะมา”
“ดูๆแม่จะเชื่อเขามากกว่าจะเชื่อลูกของแม่เองทุกครั้งเลยนะคะ ใช่ไหมคะแม่?” น้ำเสียงของเธอบอกอารมณ์น้อยใจลึกๆ
“เื่นั้นไม่สำคัญหรอกนอร่า เพราะหนูก็รู้อยู่แล้วว่าถึงยังไงหนูก็เป็ลูกของแม่”
“ก็นั่นแหละค่ะที่มันเป็อะไรๆ ละ” เธอตอบมารดาด้วยน้ำเสียงน้อยใจเหมือนเดิม
“เอาเถอะน่า”ผู้เป็มารดาทำเสียงปลอบ “ตอนนี้แม่จำเป็ต้องเชื่อเขาไว้ก่อนอีกอย่างหนึ่งเราอาจต้องขอความช่วยเหลือจากเขาด้วย ถ้าลูกยังไม่รู้แม่ก็อยากให้ลูกทำใจรับรู้ไว้เสียั้แ่ตอนนี้เลย”
มีเสียงเคาะดังขึ้นหน้าประตูห้องก่อนที่ประตูจะเปิดออกและชาร์ลส์เดินเข้ามา ถือถาดเงินเล็กๆ เข้ามาด้วย
เสียงของมารดาดังมาตามสายโทรศัพท์ต่อไปว่า
“คุณกอร์ดอนอยากให้ลูกแต่งตัวเรียบๆสวมเสื้อผ้าให้มิดชิดสักหน่อย ไม่อยากให้ใช้เครื่องสำอางมากนักใช้เพียงลิปสติกสีอ่อนๆ ก็พอ”
“คุณกอร์ดอนนี่รู้มากจังนะคะแม่”นอร่าอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้
ชาร์ลส์วางถาดเงินลงที่โต๊ะข้างเตียงหยิบเหยือกกาแฟขึ้นมารินใส่แก้วส่งให้เธอพร้อมกับแอสไพริน
“ลูกควรจะขอบคุณพระเ้าที่เราได้ตัวเขามา”เสียงมารดายังพูดต่อ
“แล้วทำไมหนูจะต้องออกไปนั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยล่ะคะแม่เช้านี้หนูไม่สบายจะแย่อยู่แล้ว ปวดหัวออกค่ะ”
“นอร่า จริงหรือลูก?”น้ำเสียงของมิสซิสเฮย์เดนดูกังวลห่วงใยขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“ก็จริงสิคะแม่แล้วหนูก็ไม่คิดว่าตัวเองจะช่วยอะไรได้สักแค่ไน หนูไม่้าตอบคำถามบ้าๆพวกนั้นอีกแล้ว โดยเฉพาะในตอนเช้าๆอย่างนี้...แม่คะ...แล้วยังพวกผู้สื่อข่าวอีกล่ะ...รุมกันเต็มไปหมด...โอ...”
“แต่ถึงยังไงลูกก็จะต้องไปที่ศาลคดีเด็กและเยาวชนพร้อมกับดาเนียลเช้าวันนี้”เสียงของมารดาเยือกเย็นและเฉียบขาด “เพราะว่านี่เป็สิ่งที่แม่ทำแทนลูกไม่ได้พ่อของแกก็จะต้องไปที่นั่นพร้อมกัน พอใจหรือยังล่ะ?”
นอร่ามีความรู้สึกเหมือนสมองจะะเิ
“ก็ได้ค่ะ...อย่างนั้นก็ได้”
เธอวางโทรศัพท์ลงหันไปคว้าแอสไพรินส่งเข้าปากทั้ง3 เม็ด และกรอกกาแฟตามลงไป
ชาร์ลส์ยังคงยืนอยู่ในห้องนั้นอาจจะเป็เพราะเขาเป็คนเก่าคนแก่ที่นี่ก็ได้
“คุณหนูดาเนียลเป็ยังไงบ้างครับคุณผู้หญิง?” เขาถามอย่างอ่อนน้อม แต่แววแห่งความห่วงใยลึกๆปรากฏอยู่ในน้ำเสียงอย่างเห็นได้ชัด