ความเงียบเชียบในบ้านหลังใหญ่บางครั้งก็ดังกว่าเสียงใดๆ ในโลก
รดายืนนิ่งอยู่กลางห้องนอนเล็กที่ตกแต่งด้วยโทนสีพาสเทลอ่อนโยน แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านม่านโปร่งแสงเผยให้เห็นฝุ่นละอองเล็กๆ ที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ มันดูไม่มีจุดหมาย ไม่ต่างอะไรจากหัวใจของเธอในยามนี้ มือเรียวบางเอื้อมออกไปแตะขอบเปลเด็กไม้สนสีขาวช้าๆ ความเย็นเยียบของเนื้อไม้แผ่ซ่านผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจที่แห้งผาก
สามเดือนแล้ว... สามเดือนเต็มนับั้แ่ฝันร้ายในคืนฝนตกครั้งนั้น คืนที่พรากทารกน้อยวัยห้าเดือนในครรภ์ของเธอไปตลอดกาล ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าร้าวลึกและความทรงจำที่คอยกรีดแทงจิตใจทุกครั้งที่เผลอไผล
รดาหลับตาลงช้าๆ พยายามสะกดกั้นหยาดน้ำตาที่จวนเจียนจะไหลริน เธอสูดหายใจลึก กลิ่นอับจางๆ ของห้องที่ปิดตายมานานยิ่งทำให้หัวใจหม่นแสง เธอเป็ถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง เป็ผู้สอนกฎหมายที่คอยบอกให้นักศึกษาเชื่อมั่นในเหตุผลและความถูกต้อง แต่ทำไมในชีวิตจริง... เธอถึงไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายความสูญเสียครั้งนี้ให้ตัวเองยอมรับได้เลย
"รดา..."
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบที่ดังขึ้นจากประตูห้องทำให้รดาสะดุ้งน้อยๆ เธอรีบปาดหางตาอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเ้าของเสียง อัครินทร์ยืนอยู่ตรงนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีกรมท่าตัดเย็บอย่างประณีตดูสง่างามสมฐานะผู้พิพากษาศาลชั้นผู้ใหญ่ ใบหน้าของเขาหล่อเหลา คมเข้ม ทว่าแววตาที่มองตรงมากลับราบเรียบจนยากจะคาดเดาความรู้สึก มันเป็แววตาแบบเดียวกับที่เขาใช้มองจำเลยในศาล—ยุติธรรม เ็า และเว้นระยะห่าง
"ทำไมมาอยู่ในห้องนี้ล่ะ" อัครินทร์ถามพลางก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ แต่ละก้าวของเขามีความมั่นคงและเต็มไปด้วยอำนาจควบคุม
"รดาแค่... แวะเข้ามาดูความเรียบร้อยน่ะค่ะ" เธอตอบเสียงแ่ พยายามปั้นยิ้มบางๆ ที่ดูฝืนธรรมชาติเต็มที
อัครินทร์หยุดยืนห่างจากเธอไปสองก้าว เขาไม่ได้เอื้อมมือมาโอบกอดหรือปลอบประโลมเหมือนที่เคยทำใน่ปีแรกๆ ของการแต่งงาน ชายหนุ่มเพียงแต่พยักหน้ารับรู้ด้วยแววตาว่างเปล่า "ผมบอกแล้วไงว่าให้ปิดห้องนี้ไว้ก่อน ถ้าคุณยังทำใจไม่ได้ก็ไม่ควรเข้ามาบ่อยๆ มันจะยิ่งทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน"
"รดาไม่ได้ฟุ้งซ่านค่ะพี่ริน" รดาพยายามอธิบาย น้ำเสียงมีร่องรอยของความตัดพ้อที่ปิดไม่มิด "รดาแค่คิดถึงลูก... และบางที รดาก็คิดถึงคุณ"
ประโยคหลังทำให้ความเงียบงันปกคลุมห้องอีกครั้ง รดาก้าวเข้าไปหาอัครินทร์ เอื้อมมือไปกุมมือหนาของสามีไว้ มันอุ่นร้อนทว่ากลับไม่มีการบีบตอบอย่างที่หวัง เธอแหงนหน้ามองเขา สบแววตาคมกริบคู่เดิมที่เธอเคยหลงรัก แต่ตอนนี้ั์ตาสีเข้มคู่นั้นกลับคล้ายมีม่านหมอกหนาทึบบดบังความจริงใจเอาไว้
"่นี้ผมงานยุ่งมาก รดา" อัครินทร์กล่าวพลางดึงมือออกอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่นเพื่อหยิบนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา "มีคดีคอร์รัปชันระดับประเทศที่ต้องพิจารณาเอกสารเพียบ แล้วก็... คืนนี้ผมคงกลับดึกนะ มีประชุมร่วมกับคณะกรรมการตุลาการตอนค่ำ คงไม่ได้กลับมาทานข้าวเย็นด้วย"
คำพูดที่ดูเป็ทางการและมีเหตุผลเสมอของอัครินทร์ทำให้รดารู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอ เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นโคโลญประจำตัวของเขาโชยเข้าจมูก ทว่าในความหอมเย็นนั้น กลับมีกลิ่นหอมจางๆ อีกสายหนึ่งปนเปอยู่ มันเป็กลิ่นน้ำหอมแนวฟลอรัลหวานละมุนที่แปลกปลอม... กลิ่นที่รดามั่นใจว่าไม่ใช่ของเธอ
"พี่รินคะ..." รดาพึมพำ สายตาจดจ้องที่ปกคอเสื้อสูทของเขาอย่างพินิจพิจารณา "่นี้คุณดูเหนื่อยๆ นะคะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า"
"ไม่มีอะไรหรอก" อัครินทร์ตอบทันควัน น้ำเสียงเรียบเรื่อยไม่มีพิรุธแม้แต่น้อย "แค่เื่งานน่ะ อย่าคิดมากเลย รีบลงไปข้างล่างเถอะ ผมต้องไปแล้ว"
เขาแตะไหล่เธอเบาๆ หนึ่งครั้ง เป็ััที่รวดเร็วและปราศจากความลึกซึ้ง ก่อนจะหันหลังก้าวเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้รดายืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันเพียงลำพังอีกครั้ง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลอาบแก้มช้าๆ กลิ่นน้ำหอมแปลกปลอมนั้นยังคงลอยอวลอยู่ในความทรงจำ และมันกำลังเพาะเชื้อไฟแห่งความหวาดระแวงให้เติบโตขึ้นในใจของเธอทีละน้อย
---
บ่ายวันเดียวกัน ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง
แสงแดดร้อนแรงภายนอกไม่ได้ช่วยให้อุณหภูมิในห้องทำงานส่วนตัวของรดาอบอุ่นขึ้นเลย หญิงสาวนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็ง เอกสารคำสอนวิชากฎหมายอาญาวางแผ่หราอยู่ตรงหน้า แต่สายตาของเธอกลับไม่ได้จับจ้องที่ข้อกฎหมายใดๆ สมองของเธอกำลังย้อนกลับไปในคืนวันก่อน...
คืนที่เธอบังเอิญตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะอาการปวดหัว และพบว่าที่นอนข้างกายว่างเปล่า เมื่อมองผ่านรอยแยกของประตูห้องน้ำ เธอเห็นอัครินทร์ยืนหันหลังอยู่หน้ากระจก เขากำลังคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบที่จับใจความไม่ได้ แต่กระนั้น ท่าทางระแวดระวังและการคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงทันทีที่คุยเสร็จ มันช่างผิดวิสัยของสามีผู้ซื่อสัตย์ที่เธอเคยรู้จัก
รดาเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกผิดแล่นริ้วเข้ามาในใจ เธอเป็นักกฎหมาย เป็อาจารย์ที่พร่ำสอนเื่การตัดสินคนด้วยพยานหลักฐานที่ไม่ปราศจากข้อสงสัยที่สมเหตุสมผล แต่ตอนนี้ เธอกลับกำลังตั้งข้อหา 'นอกใจ' ให้กับสามีของตัวเองโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน มีเพียงสัญชาตญาณของผู้หญิงที่เ็ปและกลิ่นน้ำหอมแปลกปลอมบนตัวเขาเท่านั้น
เสียงข้อความแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะดังขึ้นขัดจังหวะความคิด รดารีบหยิบขึ้นมาดูด้วยความหวังลึกๆ ว่าจะเป็ข้อความจากอัครินทร์ แต่หน้าจอกลับปรากฏข้อความสั้นๆ จากสามีเพียงว่า:
*‘วันนี้งานติดพันยาว ไม่ต้องรอทานข้าวนะครับ ดูแลตัวเองด้วย’*
รดาหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เธอวางโทรศัพท์ลงอย่างอ่อนแรง ข้อความที่แสนห่วงใยตามหน้าที่ทว่าไร้ซึ่งความใส่ใจที่แท้จริง มันช่างดูน่าสมเพชในสายตาของเธอเหลือเกิน ในนาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น ก่อนที่บานประตูจะถูกเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต
"รดาจ๋า!"
น้ำเสียงร่าเริงแจ่มใสพร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงสาวร่างระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงขับเน้นผิวขาวผ่อง ทำให้บรรยากาศสีเทาในห้องจางหายไปทันตา เมทินีก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่แต่งแต้มบนริมฝีปากสีแดงอิ่ม เธอเป็เพื่อนสนิทของรดาั้แ่สมัยเรียนมัธยม แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่เมทินีก็ยังคงเป็สาวสังคมผู้น่าดึงดูดใจและรักสนุกอยู่เสมอ
"เม..." รดาปรับเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว ส่งยิ้มให้เพื่อนรัก "ลมอะไรหอบมาถึงคณะเนี่ย วันนี้ไม่มีนัดลูกค้าเหรอ"
"มีสิ แต่อยากมาหาเพื่อนรักมากกว่า" เมทินีเดินเข้ามาวางกระเป๋าแบรนด์เนมหรูลงบนโต๊ะ ก่อนจะขยับเก้าอี้มานั่งเผชิญหน้ากับรดา สายตาคมเฉี่ยวของเธอหรี่ลงพินิจใบหน้าของรดาอย่างละเอียด "ทำไมหน้าตาซีดเซียวแบบนี้อีกล่ะรดา? ยัยอาจารย์คนเก่งของฉันหายไปไหนเนี่ย ทำไมเหลือแต่ซากศพเดินได้"
"ฉันแค่... พักผ่อนน้อยน่ะ่นี้" รดาเลี่ยงบาลี
"พักผ่อนน้อย หรือเพราะเื่คุณผู้พิพากษาสุดที่รักกันแน่?" เมทินีเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงแฝงความประชดประชัน "อัครินทร์ทำตัวเ็าใส่อีกแล้วใช่ไหม? ฉันบอกเธอแล้วไงว่าอย่าไปทนกับผู้ชายบ้างานแบบนั้น เขาเคยหันมามองเธอบ้างไหม ั้แ่เื่... คืนนั้น"
เมทินีจงใจละประโยคเื่การแท้งลูกไว้เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจของเพื่อนโดยตรง แต่น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยกลับทำให้รดารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เมทินีคือคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอในวันที่ร่างกายและจิตใจอ่อนแอที่สุด คอยกุมมือเธอในโรงพยาบาล ขณะที่อัครินทร์ติดคดีสำคัญจนมาได้เพียงแค่่สั้นๆ เท่านั้น
"เขางานยุ่งจริงๆ น่ะเม" รดาพยายามออกรับแทนสามีตามสัญชาตญาณ
"ยุ่งจนไม่มีเวลาให้เมียเนี่ยนะ? ยุ่งจนปล่อยให้เมียเหงาตายอยู่ในบ้านใหญ่โตที่เหมือนกรงทองนั่นน่ะเหรอ" เมทินีส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย "รดา... ฟังฉันนะ ชีวิตคนเรามันสั้นเกินกว่าจะมานั่งตรอมใจหรอกนะ เธอต้องรักตัวเองบ้าง ออกไปเปิดหูเปิดตา ออกไปหาความสุขใส่ตัวบ้าง"
"ฉันก็ทำอยู่นี่ไง สอนหนังสือ ทำงานวิจัย..."
"ไม่เอา ยัยแม่พิมพ์ของชาติ!" เมทินีขัดขึ้นทันควันพลางคว้ามือรดามากุมไว้แน่น แววตาของเมทินีเปล่งประกายด้วยแผนการบางอย่าง "สุดสัปดาห์นี้ เคลียร์คิวให้ว่างเลยนะ ฉันจองห้องพักพูลวิลล่าส่วนตัวที่รีสอร์ตเปิดใหม่ริมทะเลเอาไว้แล้ว เราสองคนจะไปพักผ่อน ปล่อยตัวปล่อยใจกันให้เต็มที่ ไม่มีงาน ไม่มีผู้ชาย ไม่มีอดีตที่คอยกวนใจ... แค่เธอกับฉัน ไปรับลมทะเลด้วยกันเถอะนะรดา"
รดาจ้องมองใบหน้าจริงจังของเพื่อนสนิท ในใจเกิดความลังเลใจอย่างหนัก เธอไม่เคยห่างบ้านไปไหนไกลๆ โดยไม่มีอัครินทร์ แต่เมื่อคิดถึงบ้านพักที่กว้างใหญ่แต่เงียบงัน คิดถึงสามีที่เอาแต่พูดคำว่างานยุ่งด้วยน้ำเสียงเ็า และกลิ่นน้ำหอมผู้หญิงปริศนาที่คอยตามหลอกหลอน ความอดทนของเธอก็ดูเหมือนจะสิ้นสุดลง
"จะดีเหรอเม... อัครินทร์คงไม่ค่อยชอบ..."
"ช่างหัวอัครินทร์สิ!" เมทินีพูดเสียงดังขึ้น "เขาทำตัวลึกลับและเ็าได้ ทำไมเธอจะไปเที่ยวพักผ่อนกับเพื่อนสนิทไม่ได้? ถือซะว่าไปเยียวยาจิตใจตัวเองเถอะนะรดา ฉันไม่อยากเห็นเธอแตกสลายไปมากกว่านี้อีกแล้ว"
คำพูดของเมทินีสะกิดโดนจุดอ่อนไหวที่สุดในใจของรดา หญิงสาวสูดหายใจลึก ความรู้สึกประชดประชันและอยากหลีกหนีจากความเป็จริงผลักดันให้เธอตัดสินใจพยักหน้าในที่สุด
"ตกลงค่ะ... ฉันจะไปกับเธอ"
เมทินียิ้มกว้างทันที รอยยิ้มของเธอดูกระหยิ่มใจและยินดีอย่างยิ่ง หญิงสาวโน้มตัวเข้ามากอดรดาแน่น "ดีมากจ้ะเพื่อนรัก! รับรองว่าทริปนี้จะทำให้เธอลืมความเศร้าทุกอย่างไปเลย... ทุกอย่างจริงๆ"
ขณะที่ซบหน้าลงกับไหล่ของเพื่อนสนิท รดาไม่ได้เห็นแววตาแปลกๆ ของเมทินี แววตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและซ่อนเร้นบางสิ่งบางอย่างไว้เื้ั มือเรียวของเมทินีเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของตัวเองอย่างเงียบเชียบ พิมพ์ข้อความสั้นๆ ส่งออกไปหาใครบางคนอย่างรวดเร็ว
*‘ทุกอย่างเป็ไปตามแผน เจอกันสุดสัปดาห์นี้’*
รดาคลายอ้อมกอดออกช้าๆ เธอมองออกไปนอกหน้าต่างห้องทำงาน ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอมแดงของยามเย็น ลมแรงพัดกิ่งไม้ไหวระเนระนาด หญิงสาวได้แต่หวังลึกๆ ว่าการเดินทางครั้งนี้จะช่วยนำพาแสงสว่างและความอบอุ่นกลับคืนสู่จิตใจที่แสนเ็าของเธอได้ โดยที่เธอไม่มีวันรู้เลยว่า ทริปริมชายหาดครั้งนี้จะไม่ใช่แค่การพักผ่อนธรรมดา ทว่ามันคือจุดเริ่มต้นของตัณหาเร่าร้อนที่จะนำพาชีวิตของเธอไปสู่หุบเหวแห่งความตายและการล้างแค้นที่ไม่อาจหันหลังกลับ