เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแรงจนะเืเล็กน้อย
ปึง! ปึง! ปึง!
"ต้าิ! ออกมาได้แล้ว!"เสียงชายผู้หนึ่งดังขึ้นจากนอกบ้าน น้ำเสียงแฝงด้วยความกระตือรือร้นและเร่งรีบ
ประตูไม้เปิดออกเผยให้เห็นชายร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำเข้มจากการกรำแดดกรำฝนมาอย่างยาวนาน เยว่ต้าิก้าวออกมาพร้อมถือดาบยาวเล่มหนึ่งในมือดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนรออยู่หน้าประตู
"ข้ามาแล้ว!พวกเ้ากลัวว่าข้าจะไม่ออกไปล่าด้วยรึ?" ต้าิเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้าหยอกขณะมองกลุ่มเพื่อนร่วมทางซึ่งประกอบด้วยชายวัยกลางคนและหนุ่มฉกรรจ์ในหมู่บ้านหลงซานหลายสิบคนแต่ละคนถืออาวุธประจำตัว ทั้งดาบ หอก และธนู
ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่ยืนหน้าสุดพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"ต้าิ เ้าน่ะไม่เคยพลาดการล่าสัตว์อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ข้าได้ยินเสียงประหลาดจากในป่าลั่วสุ่ยเมื่อคืนเหมือนมีสัตว์อสูรมากกว่าปกติ"
ต้าิพยักหน้า "ข้ารู้แต่ตราบใดที่เราวางแผนดีและทำตามข้อตกลง ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล"
เขาหันกลับไปมองเยว่อู่เสียซึ่งยืนอยู่ที่ประตูบ้านนางอุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมแขน ดวงตาอ่อนโยนของนางฉายแววกังวลจาง ๆท่าทีที่สงบนิ่งของนางแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนหากแต่มีบางสิ่งในความนิ่งนั้นที่ชายบางคนไม่อาจละสายตา
พวกชายในกลุ่มจ้องมองร่างอันงดงามของนางด้วยสายตาที่ผสมระหว่างความหลงใหลและความเคารพบางคนยังจำได้ดีถึงภาพในวันที่เยว่อู่เสียให้น้ำนมแก่ทารกภาพที่ร่างของนางพิงเสาไม้เก่าในบ้าน มือประคองศีรษะเด็กเล็กอย่างอ่อนโยนขณะที่เนินอกอวบอิ่มของนางเผยโฉมเหนือผ้าฝ้ายหยาบยอดปทุมถันสีชมพูเข้มที่ตั้งชันดั่งกลีบดอกไม้แรกแย้มยิ่งเน้นความงดงามที่ชวนให้ลุ่มหลง
ท่ามกลางแสงที่ลอดผ่านรอยแยกของฝาไม้แสงนั้นจับส่วนโค้งมนของเรือนร่างอย่างจงใจเหมือนทุกสิ่งในธรรมชาติ้าขับเน้นความงดงามของเยว่อู่เสียทุกอิริยาบถของนางไม่ว่าจะโน้มตัวลงเล็นน้อยกับเนินเต้าข้างที่นางยกออกมาจากขอบเสื้อกับการโน้มตัวอย่างแช่มช้อย เป็ภาพของสตรีที่ชวนทำกิจกรรมสวาทมองละลาบละล่วงจากเต้าลามไปถึงยอดปทุมที่ตั้งชั้นนั้นหรือบางครั้งนางยืดหลังเนินเต้าด้านหน้าพร้อมยอดปทุมจะชี้ขึ้นเล็กน้อยล้วนเปี่ยมด้วยกลิ่นของกามโลกี แม้บางสายตาจะลอบมองอย่างไม่สมควรแต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าความงามของนางคือสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็ไปของวิถีโลกี
ต้าิไม่สนใจสายตาเ่าั้เขามองนางด้วยแววตาที่แฝงความเข้าใจในความหมาย "อู่เสีย ดูแลลูกให้ดีข้าจะกลับมา" เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มที่มั่นคง
เยว่อู่เสียพยักหน้า "ต้าิระวังตัวด้วย ข้ารู้ว่าป่านั้นดูปลอดภัยแต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในความลึก...อาจไม่ใช่สิ่งที่เ้าคาดคิด"
ต้าิยิ้มรับ "ข้ารู้ข้าจะไม่ล่วงล้ำเกินกว่าที่ควร"
เด็กทารกรับฟังการสนทนาแม้ดวงตาของเขายังไม่สามารถมองเห็นชัดเจนแต่เสียงพูดคุยทุกคำกลับซึมลึกเข้าไปในจิตใจ"ท่านพ่อของข้า...กำลังจะข้ามแม่น้ำลั่วสุ่ย...เข้าสู่ป่าลั่วสุ่ย..."
แม่น้ำลั่วสุ่ยเป็แม่น้ำที่กว้างใหญ่เกือบ 500 เมตรและลึกจนไม่มีใครรู้ว่ามีสิ่งใดซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำชาวบ้านหลงซานไม่มีผู้ใดกล้าสำรวจเบื้องล่างเพราะความลึกลับของมันได้สร้างความหวาดหวั่นมาชั่วอายุคนสิ่งเดียวที่พวกเขาทำคือการใช้แพขนาดใหญ่ลอยข้ามแม่น้ำเมื่อจำเป็และพยายามไม่ก่อกวนสิ่งที่อาจ "นอนแผ่หลา" อยู่ในความมืดมิด
ขณะที่ความคิดนั้นยังวนเวียนอยู่ในใจความง่วงเริ่มจู่โจม เด็กทารกรู้สึกถึงความอบอุ่นของอ้อมแขนมารดาและเสียงลมหายใจแ่เบา พาเขาจมลงสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
เวลาผ่านไปไม่ทราบนานเท่าใดเสียงหนึ่งปลุกเด็กทารกให้กลับมารับรู้ "หยุดเดี๋ยวนี้ เสี่ยวเฉิง!เ้าจะวิ่งไปไหน?" เสียงของเยว่อู่เสียดังแว่วเข้ามา
"ข้าไม่อยากอาบน้ำ! หนาว!"เสียงพี่ชายวัยสี่ขวบของเขาตอบกลับ พร้อมเสียงหัวเราะสดใสที่ดังแทรกขึ้น
"เ้าตื่นแล้วหรือ?" เสียงเด็กสาววัยเก้าขวบดังขึ้นข้างตัวท่วงท่าของนางที่นั่งประดิษฐ์ของเล่นชวนให้ทึ่ง นางช้อนตามองเด็กทารกในห่อผ้า"ข้าทำของเล่นนี้ขึ้นมาเพื่อหลอกตัวโง่งมเช่นเ้าโดยเฉพาะ"นางพูดพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่ฉายความน่ารักสดใสของวัยเยาว์
เด็กทารกจ้องมองของเล่นในมือพี่สาวแม้จะยังไม่เข้าใจโลกภายนอกมากนักแต่ความสงบที่แฝงอยู่ในบรรยากาศรอบตัวกลับทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายเสียงน้ำจากแม่น้ำลั่วสุ่ยดังเอื่อย สายลมเย็นพัดผ่านลมหายใจอบอุ่นของเยว่อู่เสียยังคงมั่นคง...
แม่น้ำลั่วสุ่ยยังคงทอดตัวยาวอยู่เบื้องล่างสายน้ำสีเขียวมรกตใสสะอาดสะท้อนภาพท้องฟ้าสีครามกับพุ่มไม้เขียวขจีที่ปกคลุมตลิ่งทั้งสองฝั่งเสียงน้ำกระทบโขดหินดังแ่เบา ปะปนกับเสียงของใบไม้ที่ไหวตามแรงลมเสียงเหล่านี้ราวกับบทเพลงแห่งธรรมชาติที่บรรเลงไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
บนกิ่งไม้ใหญ่ที่ยื่นล้ำออกไปเหนือน้ำเด็กหนุ่มในชุดขนอสูรจิ้งจอกหิมะสีขาวนั่งเอนกายพิงลำต้นใบหน้าแหงนมองผ่านพุ่มใบหนาทึบไปยังท้องฟ้าเหนือศีรษะเส้นผมสีดำสนิทปล่อยยาวคลอเคลียลำคอดวงตาสองข้างกระจ่างใสดั่งกระจกเงาที่สะท้อนทุกสิ่งอย่างแจ่มชัด ร่างของเขาดูผ่อนคลายราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สามารถรบกวนความสงบในจิตใจของเขาได้
เบื้องล่างบนกิ่งไม้ที่ต่ำกว่าร่างบางของเด็กสาวผู้เลอโฉมนั่งโยกไกวเท้าเบา ๆปลายเท้าเปลือยเปล่าแตะน้ำเย็นที่ไหลเอื่อยอยู่ด้านล่าง เกิดเป็วงคลื่นเล็ก ๆที่กระจายออกไปในทุกทิศทางผ้าชุดชาววังสีขาวประดับดิ้นทองบางเบาแนบชิดกับร่างกายงดงามของนาง เส้นผมยาวดำขลับสยายราวกับแพรไหมไหล่เล็กกลมมน ดวงหน้าขาวนวลละมุนคล้ายหยกแกะสลัก
ดวงตาคู่งามของนางสะท้อนประกายที่ยากจะอธิบายราวกับซ่อนความรู้ลึกซึ้งที่มนุษย์ทั่วไปไม่อาจเข้าใจริมฝีปากบางที่แต้มสีชมพูธรรมชาติยกยิ้มเล็ก ๆขณะนางพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความนุ่มนวลและความรู้ "รู้หรือไม่ กายหยาบมนุษย์สามารถปรับตัวต่อพลังฟ้าดินได้อย่างไร้ขีดจำกัด?"
เด็กหนุ่มเหลือบมองนางจากเบื้องบน เขาเอียงคอเล็กน้อย "หืมหากเป็เช่นนั้น ทุกคนคงเป็เทพเซียนกันหมดแล้วกระมัง”
นางหัวเราะเบา ๆ เสียงของนางดังก้องไปในอากาศราวกับเสียงระฆังเงิน"นั่นเพราะเส้นลมปราณของพวกเขายังไม่แข็งแกร่งพอ ร่างกายเปรียบเสมือนภาชนะหากมันเปราะบางเกินไป แม้เพียงพลังเล็กน้อยก็แตกสลายได้"
เด็กหนุ่มนิ่งฟัง แม้คำพูดของนางจะฟังดูง่าย แฝงความลึกซึ้งจนยากจะเข้าใจดวงตาของเขามองต่ำลงไปที่ร่างของนางโดยไม่ตั้งใจความอ่อนเยาว์และงดงามของเด็กสาวทำให้เขารู้สึกเหมือนมองสิ่งที่ไม่ควรเอื้อมถึงเนินอกที่โผล่พ้นคอเสื้อคลุมต่ำของนางเผยให้เห็นช่องว่างเล็ก ๆที่โค้งมนอย่างพอเหมาะ ดวงตาของเขาจับจ้องเพียงชั่วครู่ก่อนจะเบือนหน้าหนีด้วยความไม่ใส่ใจ
เขาถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น"เ้าดูเหมือนไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แม้แต่เก้าปีที่ผ่านมาเ้ายังดูเหมือนเดิมราวกับรูปสลักที่ไม่มีวันเสื่อมสลายข้าควรเรียกเ้าว่ายายเฒ่าไม่รู้จักแก่ดีหรือไม่?"
เด็กสาวหัวเราะเบา ๆ "หากเ้ารับรู้ถึงข้าั้แ่ยังเป็ทารกเ้าคงเรียกข้าเช่นนั้นแล้ว"นางยกมือขึ้นดึงเส้นผมยาวขลับของตัวเองเล่นอย่างเกียจคร้านรอยยิ้มของนางยังคงแต้มอยู่บนใบหน้า "ข้าหยุดเติบโตมานานแล้ว..."
เสียงน้ำกระเพื่อม เสียงใบไม้ไหว เสียงแมลงในป่าดิบชื้นทุกอย่างผสมผสานกันจนกลายเป็บรรยากาศที่ราวกับหลุดพ้นจากโลกแห่งความจริงเด็กหนุ่มเอนกายพิงต้นไม้ใหญ่ สายตาเหม่อมองแม่น้ำลั่วสุ่ยที่ทอดยาวเบื้องล่างเสียงหัวเราะของเด็กสาวยังคงดังแว่วอยู่ ราวกับเสียงนั้นกำลังผสานเข้ากับธรรมชาติรอบตัวเขา