ตอนที่ 120 ความสัมพันธ์ขั้น B
ตอนที่ 120 หลังจากดนัยเปลี่ยนชุดเสร็จเขาก็มุ่งหน้าไปที่โรงอาหารทันทีเพราะมื้อเช้าเขาก็ไม่ได้กินจะมีก็แต่บะหมี่ที่กินไปกับฮิคาริเมื่อตอนตีสามเท่านั้นเมื่อมาถึงโรงอาหารดนัยก็พบกับบุคลากรของโรงพยาบาลมากมายก็นะปกติบุคลากรในโรงพยาบาลมักจะกินข้าวกันตอนบ่ายอยู่แล้วเพราะตอนเที่ยงมักจะมีพวกญาติคนไข้เข้ามากินอาหารกันเต็มไปหมดเพราะโรงอาหารที่นี่เองก็เปิดให้คนนอกสามารถใช้ได้ด้วยนั่นเอง และเมื่อดนัยเดินเข้ามาคนก็เริ่มสังเกตเห็นเขาก่อนจะหันไปซุบซิบกันก่อนสายตาทุกคู่จะมองมาที่เขากันหมด อะ...อะไรกันทำไมมองเรากันหมดล่ะหรือว่าลืมรูดซิบก็ไม่ได้ลืมนี่นาว่าแต่มองอะไรกันหรือว่าผมกระดก ดนัยคิดในใจโดยเฉพาะสายตาพวกผู้ชายที่จ้องมองมาที่เขาด้วยความอิจฉานั่นตอนนั้นเองหมอสุกิยามะจากแผนกฉุกเฉินก็ลุกขึ้นมาก่อนจะปรี่เข้ามาหาเขา หมับ !! สุกิยามะเดินเข้ามาคว้าไหล่ทั้งสองข้างของดนัยเอาไว้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่อิจฉาเป็นอย่างมาก “ทำกันได้ลงนะหมอดนัยมีแค่หนึ่งไม่พองั้นเหรอครับทำไมถึงเหมาไปหมดเลยล่ะ” สุกิยามะพูด “เหมาพูดเรื่องอะไรกันครับ” ดนัยทำหน้างงเพราะไม่เข้าใจว่าสุกิยามะกำลังพูดถึงเรื่องอะไร “อย่ามาทำไขสือนะหมอดนัยคุณน่ะไปถึงขั้น B กับหมอทาเคนากะแล้วใช่มั้ยล่ะแค่หมอซานาดะยังไม่พออีกงั้นเหรอคุณอยากให้พวกเราอิจฉาคุณจนตายใช่มั้ยหมอดนัย” สุกิยามะเอาแต่พูดในเรื่องดนัยที่ไม่เข้าใจจึงทำให้เขายังงงอยู่อย่างนั้น (ไรท์ : เผื่อใครลืมหมอยูมิชื่อเต็มคือซานาดะ ยูมิ แล้วก็คนญี่ปุ่นถ้าไม่สนิทหรือเจ้าตัวไม่อนุญาตจะเรียกกันด้วยนามสกุลเท่านั้นซึ่งการเขียนชื่อของคนญี่ปุ่นนามสกุลจะอยู่หน้า ข้างหลังจะเป็นชื่อ) ยัยฮิคาริกับคุณยูมิงั้นเหรอเรื่องนี้เกี่ยวกับพวกเธอ !! ดนัยเบิกตากว้างด้วยความตกใจนี่เขาเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องไร้สาระอะไรอีกเนี่ย “เอาล่ะหมอดนัยมากินข้าวสินะ” สุกิยามะถาม “อ่าใช่ครับ” ดนัยพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็รีบกินรีบเผ่นเลยนะหมอดนัยแล้วก็มานั่งโต๊ะผมก็ได้ไปนั่งโต๊ะอื่นมีหวังโดนทืบแน่หมอดนัย” สุกิยามะพูดทำเอาดนัยถึงกับทำหน้าตกใจ มากินข้าวนี่ต้องโดนกระทืบเลยเหรอ ดนัยคิดในใจก่อนจะไปสั่งข้าวและกลับมานั่งที่โต๊ะที่สุกิยามะนั่งอยู่ “เอ่อ...สรุปเรื่องมันเป็นยังไงมายังไงครับทำไมผมถึงโดนทุกคนมองขนาดนั้นล่ะโดยเฉพาะผู้ชายมองยังกับจะฆ่าผมงั้นแหละ” ดนัยถามสุกิยามะพลางมองไปรอบตัวก็เห็นสายตาเหล่าผู้ชายทุกคนที่มองเขาอย่างกะจะกินเลือดกินเนื้อ “นี่หมอดนัยไม่รู้ตัวจริงงั้นเหรอครับว่าทำอะไรลงไป” สุกิยามะมองหน้าดนัยแต่เมื่อเห็นสีหน้าที่เหมือนจะไม่รู้จริงๆจึงได้แต่แปลกใจ “ไม่รู้เลยครับผมพึ่งออกมาจากห้องผ่าตัดเนี่ย” ดนัยบอก “ก็เมื่อก่อนหน้านี้น่ะสิครับหมอทาเคนากะเข้ามากินข้าวที่โรงอาหารพร้อมกับหมอซานาดะ” สุกิยามะเริ่มเล่า “อืม...ก็ไม่น่าจะแปลกนะครับก็แค่มากินข้าวเองวันนี้คุณยูมิคงไม่ว่างทำข้าวกล่องเหมือนกันมั้งครับเลยมากินข้าวที่นี่ผมเองก็ไม่ได้ทำข้าวกล่องเหมือนกันก็เลยต้องมาพึ่งโรงอาหาร” ดนัยพูด “มันก็ไม่แปลกหรอกแต่ที่แปลกคือเสื้อกาวน์ที่หมอทาเคนากะใส่มาต่างหากล่ะหมอดนัย !!” สุกิยามะบอก “เสื้อกาวน์งั้นเหรอครับหมออย่างพวกเราก็มีเสื้อกาวน์กันทุกคนนี่นา” ดนัยสงสัยว่ามันแปลกตรงไหน “ก็ใช่แต่นั่นมันเป็นเสื้อกาวน์ของหมอดนัยนะ” สุกิยามะพูด เสื้อกาวน์เรางั้นเหรอนี่มันอย่าบอกนะว่าที่เราเอาคลุมให้ฮิคาริเมื่อตอนนั้นนี่เราลืมเอาคืนเหรอเนี่ยแล้วยัยนั่นก็เผลอใส่ออกไป !! ดนัยนึกถึงเมื่อตอนตีสามที่เขาเอาเสื้อกาวน์คลุมให้ฮิคาริ “เอาเป็นว่าผมเข้าใจว่าการที่เสื้อกาวน์ของหมอดนัยไปอยู่ที่หมอทาเคนากะนั้นเป็นเพราะว่าความสัมพันธ์ของพวกคุณทั้งสองคนไปถึงขั้น B กันแล้วแต่ว่าคุณจะมาเหมาไปทั้งสองคนอย่างนี้ไม่ได้นะหมอดนัยคิดดูสิคนอื่นเขาอิจฉาคุณกันขนาดไหนคนหนึ่งก็น่ารักเป็นถึงลูกสาวตระกูลใหญ่ทำธุรกิจนำเข้าเครื่องมือแพทย์ส่วนอีกคนก็เป็นประธานทาเคนากะกรุ๊ปที่มีโรงพยาบาลอยู่ทั่วญี่ปุ่น” สุกิยามะพูดเขาเองก็อิจฉาเป็นอย่างมาก “เฮ้ย...เดี๋ยวก่อนครับขั้น B อะไรกันเข้าใจผิดไปใหญ่แล้วฮิคาริกับคุณยูมิและก็ผมไม่ได้มีสัมพันธ์กันแบบนั้นนะพวกเราเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันเฉยๆ” ดนัยโวยวายออกมาถึงจะไม่รู้ว่าขั้น B ที่สุกิยามะว่านั้นคือขั้นไหนก็เถอะ “ไม่ต้องมาปฏิเสธหรอกน่าหมอดนัยหลักฐานมันก็...” หมับ !! ดนัยคว้าไหล่ของสุกิยามะเอาไว้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฟังนะครับพวกเราทั้งสามคนไม่ได้มีสัมพันธ์กันแบบนั้นครับพวกเราเป็นแค่เพื่อนร่วมงานครับ” ดนัยพูด “มะ...ไม่มีจริงดิ !!” สุกิยามะเบิกตากว้าง “ใช่ครับไม่มีแล้วก็เรื่องเสื้อกาวน์นั่นเป็นเพราะเมื่อคืนคนไข้ของผมฟื้นขึ้นมาตอนตีสองผมก็เลยรีบมาดูน่ะครับกว่าจะเสร็จก็กว่าชั่วโมงแล้วพอดีว่าใกล้จะเช้าแล้วผมเลยขี้เกียจกลับไปที่หอพักก็เลยไปนอนที่ห้องพักแพทย์แทนตอนนั้นก็เจอฮิคาริฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะพอดีผมเห็นเธอหนาวก็เลยถอดเสื้อกาวน์คลุมให้เฉยๆครับจากนั้นผมก็ไปนอนพอเช้าก็ไม่เห็นฮิคาริแล้วเธอคงใส่เสื้อกาวน์ผมไปด้วยนั่นแหละซึ่งผมเองก็มีผ่าตัดก็เลยลืมเรื่องเสื้อกาวน์ไปเลย” ดนัยอธิบายให้สุกิยามะฟัง “ทะ...ที่แท้เรื่องมันก็เป็นแบบนี้หมอดนัยกับหมอทาเคนากะไม่ได้มีสัมพันธ์ขั้น B กันสินะครับ” สุกิยามะพูด “ขั้น B อะไรกันล่ะครับขั้น A ยังไม่มีเลยมั้ง” ดนัยพูดออกมาถึงแม้ไม่รู้ว่าขั้น B กับ A ของสุกิยามะคืออะไรก็เถอะแต่คงไม่พ้นเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแน่นอน “แล้วหมอซานาดะล่ะครับเพราะปกติหมอดนัยชอบไปนั่งกินข้าวกับหมอซานาดะที่สวนข้างโรงพยาบาลนี่” สุกิยามะถามถึงยูมิและดนัย “นั่นก็ไม่มีครับพวกเราก็แค่ชอบทำกับข้าวเหมือนกันก็เลยชอบไปนั่งกินข้าวกล่องกันที่นั่นแล้วก็แลกกันกินออกความคิดเห็นเรื่องรสชาติกันนิดหน่อย” ดนัยบอก ก็นะแต่ก่อนเราต้องจุดธูปเส้นอาหารให้ฮิคาริด้วยนี่นาจะให้มานั่งกินในโรงอาหารก็จุดธูปเส้นอาหารไปให้ฮิคาริที่เป็นวิญญาณตอนนั้นไม่ได้น่ะสิ ดนัยคิดในใจ “เยส...อย่างนี้พวกเราก็มีความหวังน่ะสิที่ผ่านมาพวกเรานึกว่าหมอดนัยเป็นแฟนกับหมอซานาดะไปแล้วจึงไม่ได้ไปขายขนมจีบพวกเราเลยเบนเข็มไปหาหมอทาเคนากะที่โสดอยู่พอนึกว่าหมอดนัยจัดการเหมาสองก็เลยโกรธกันใหญ่เลยนี่เป็นการเข้าใจผิดสินะเอาเป็นว่าเดี๋ยวผมช่วยหมอดนัยแก้ไขความเข้าใจผิดนี่ให้เองแล้วกันครับ” สุกิยามะยกมือกำหมัดด้วยความดีใจ เฮ้อ...ผู้ชายในโรงพยาบาลเรานี่คิดแต่เรื่องหาแฟนหรือไงกันนะ ดนัยถอนหายใจออกมาเขานั้นไม่เคยคิดเรื่องแฟนเลยเพราะไม่มีเวลาในหัวเขานั้นคิดแต่เรื่องการรักษาคนไข้ การพัฒนาฝีมือด้านการผ่าตัดก็เท่านั้น “เอาล่ะหมอดนัยรีบกินข้าวกันเถอะครับ” สุกิยามะพูด “อ่าครับ” ดนัยพยักหน้าก่อนจะรีบกินข้าวให้เสร็จๆไป ห้องพักศัลยแพทย์ แกร๊ก !! ดนัยเดินกลับมาที่ห้องพักแพทย์หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จเขามองไปที่โต๊ะทำงานของแต่ละคนก็เห็นว่ามีแค่หมอมิโฮะและฮิคาริเท่านั้น “สามโมงครึ่งที่ห้องผ่าตัดสามนะหมอดนัย” มิโฮะที่เห็นดนัยเดินเข้ามาก็เอ่ยเตือน “รับทราบครับ” ดนัยพยักหน้าก่อนจะเดินไปที่โต๊ะทำงานของฮิคาริซึ่งเธอกำลังตรวจเอกสารอยู่ และเมื่อฮิคาริสัมผัสได้ว่ามีคนมายืนอยู่ที่หน้าโต๊ะเธอจึงเงยหน้าขึ้นมาจากเอกสาร “หือ...นายมีอะไรเหรอดนัย” ฮิคาริถาม “เสื้อกาวน์ !!” ดนัยยื่นมือออกไป “หือเสื้อกาวน์ ??” ฮิคาริพูดพลางมองดนัยที่ไม่ได้ใส่เสื้อกาวน์ “นายทำหายจะมาเบิกใหม่งั้นเหรอหัดรักษาของหน่อยสิถึงราคามันจะไม่ได้แพงแต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งในความรับผิดชอบนะดนั....” ฮิคาริคิดว่าดนัยทำเสื้อกาวน์หายจึงบ่นออกมา “หยุดฉันไม่ได้ทำหายเสื้อกาวน์ฉันเธอใส่อยู่แค่มาทวง !!” ดนัยรีบหยุดฮิคาริเอาไว้ก่อนที่เธอจะบ่นเขาไปมากกว่านี้ “อ๊ะ !!” ฮิคาริอุทานออกมาก่อนจะก้มลงมองที่หน้าอกเสื้อข้างซ้ายซึ่งเป็นจุดที่มีป้ายชื่อติดเอาไว้ นายแพทย์ณัฐดนัย รักษาชาติ (ศัลยแพทย์ทั่วไปโรงพยาบาลทาเคนากะ) บรรทัดแรกบนป้ายนั้นเขียนชื่อของดนัยเอาไว้ส่วนบรรทัดที่สองในวงเล็บนั่นคือตำแหน่งและสถานที่ทำงานที่ถูกเขียนเอาไว้บนป้าย “มะ...มันมาอยู่ที่ฉันได้ไงเนี่ยก็ถึงว่าทำไมตอนใส่แล้วดูมันตัวใหญ่ๆก็นึกว่าตัวเองผอมลงเสียอีก” ฮิคาริยิ้มแห้งๆออกมาก่อนจะค่อยๆถอดเสื้อกาวน์ที่ใส่อยู่และคืนให้ดนัย “เมื่อคืนพอดีเห็นเธอหนาวก็เลยเอาคลุมให้น่ะ” ดนัยรับเสื้อมาก่อนจะบอกฮิคาริ “งะ...งั้นเหรอ” ฮิคาริพยักหน้า “แล้วก็นะฮิคาริฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาแล้ว” ดนัยยิ้มออกมาเขาเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานพลางนึกถึงเหล่าบุคลากรผู้ชายในโรงพยาบาลที่กำลังจะมาตามขายขนมจีบฮิคาริอีกครั้ง “ตานั่นพูดอะไรของเขาน่ะฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาอะไรของเขานี่มันฤดูร้อนกำลังจะเข้าฤดูใบไม้ร่วงต่างหากหรือว่าการเปลี่ยนฤดูที่ประเทศไทยจะเรียงไม่เหมือนญี่ปุ่น” ฮิคาริทำหน้างง (ไรท์ : วลีที่พูดว่าฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาของประเทศญี่ปุ่นนั้นหมายถึงการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆอย่างการเริ่มต้นสายสัมพันธ์ใหม่นั่นเองซึ่งในประเทศญี่ปุ่นเรียกว่าฤดูแห่งความรักแต่ฤดูใบไม้ผลิก็ยังมีความหมายอีกหลายความหมาย) จบ...