เจ็บ เจ็บเหลือเกิน...
“ตีเข้าไป! ออกแรงตีให้ข้าจนสุดแรง!สิ่งของของเชียนซีเ้ายังกล้าขโมย ใช้ชีวิตจนเบื่อแล้วใช่หรือไม่”
“คุณ...คุณชายถึงอย่างไรนางก็เป็คุณหนูใหญ่ของจวนเสนาบดี พวกเราเป็เพียงแขกหากตีต่อไปเช่นนี้คงไม่ดีนักนะขอรับ?”
“คุณหนูใหญ่ของจวนเสนาบดีแล้วอย่างไรเชียนซีเป็ถึงคุณหนูสายตรงของจวนเสนาบดี! ก็แค่คนสติวิปลาสเศษสวะคนหนึ่ง ข้าตีนางก็ถือว่าเป็การให้เกียรตินางแล้ว!เ้าอย่ามัวพูดพล่ามอยู่อีก ออกแรงตีให้หนัก! แค่ไม่ต้องถึงตายก็พอ”
ไม้กระบองและกำปั้นจำนวนมากกระแทกลงบนร่างของนางสาวน้อยผมเผ้ายุ่งเหยิงนอนขดตัวอยู่บนพื้นอย่างเ็ป แววตาค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็เลื่อนลอย
หลังเวลาผ่านไปสองสามก้านธูปในที่สุดคนเหล่านี้ก็ออกแรงตีจนไร้เรี่ยวแรงพวกเขาถ่มน้ำลายใส่สาวน้อยที่นอนกองอยู่บนพื้นก่อนเก็บไม้กระบองเดินอาด ๆ จากไป
หลังพวกเขาจากไปได้ไม่นานั์ตาของสาวน้อยกลับค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ดวงตาที่แข็งกร้าวขึ้น
“โอ๊ย!”ทันทีที่เสิ่นจื่อโยวยืดตัวพยายามลุกขึ้นนั่ง ความเ็ปแสนสาหัสที่ส่งผ่านบนร่างก็ทำให้นางเกือบล้มพับลงไปอีกครั้ง
เสิ่นจื่อโยวกุมทรวงอกบริเวณที่รู้สึกเ็ปมากที่สุดก่อนกวาดตามองไปรอบทิศอย่างระแวดระวังด้วยความรู้สึกไม่คุ้นเคย
นางยังไม่ตาย?
หัวคิ้วของเสิ่นจื่อโยวขมวดมุ่นด้วยความสับสนทันใดนั้นเองนางก็พบว่าร่างของตนหดเล็กลงไปไม่น้อยไม่ใช่ร่างเดิมที่เจริญเติบโตเต็มวัยแล้วของนาง
ที่แท้นางก็ยังไม่ตายแต่กลับมาเกิดใหม่ในร่างของผู้อื่น
เมื่อคิดถึงเื่ราวต่าง ๆ ในอดีตชาติทรวงอกของเสิ่นจื่อโยวก็เดือดพล่านด้วยโทสะที่ปะทุขึ้นเป็ระลอก
นางเป็เด็กกำพร้าเติบโตขึ้นด้วยการขออาหารจากผู้อื่น ท่ามกลางโชคชะตาที่ไม่คาดฝัน เสิ่นจื่อโยวก็ได้รู้จักกับอาจารย์ของนางในชาติภพที่แล้วก่อนจะล้มลุกคลุกคลานอยู่บนเส้นทางการบำเพ็ญเพียร
อันที่จริงสิ่งที่อาจารย์สอนนางมีไม่มากนักผลของการบำเพ็ญเพียรหลังจากนั้นล้วนเกิดจากความพยายามและพร์ของนางเองระดับการบำเพ็ญเพียรของเสิ่นจื่อโยวสูงส่งสิ่งที่นางเชี่ยวชาญมากที่สุดก็คือการวาดยันต์ในภายหลังยันต์ที่นางวาดขึ้นยังถือเป็สิ่งล้ำค่าที่ยากจะควานหามามีมูลค่าที่มิอาจประเมิน และยังได้รับการขนานนามเป็ ‘ปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์ที่แข็งแกร่งที่สุด’ อีกด้วย
ในเวลานี้เองที่นางต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมที่ถูกกำหนดไว้อย่างเว่ยหลิงเซียวผู้ปกครองแคว้นเทียนจิ้น
บางทีอาจเป็เพราะการขาดความรักั้แ่วัยเยาว์นางจึงตกลงสู่หลุมพรางอย่างรวดเร็วภายใต้แผนการล่อลวงด้วยคำหวานของเว่ยหลิงเซียวเพื่อที่จะช่วยเขาเสริมสร้างความมั่นคงของอำนาจแห่งองค์จักรพรรดิและขยายดินแดนแล้วนางได้สร้างยันต์จำนวนมากให้เขาใช้ในสนามรบ
การกระทำที่ขัดต่อวิถีแห่ง์นี้ย่อมมีผลต่อพลังการบำเพ็ญเพียรทว่านางที่กำลังลุ่มหลงในความรักกลับยินยอมพร้อมใจโดยไม่สนสิ่งอื่นใด
ผลสุดท้ายในคืนก่อนวันอภิเษกสมรสของโอรส์นางก็ถูกโอบล้อมด้วยมือสังหารที่เว่ยหลิงเซียวส่งมา
เว่ยหลิงเซียวกำลังเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสทว่าฮองเฮากลับไม่ใช่นางแต่เป็นักปราชญ์หญิงจากชนเผ่าเฟิ่ง เฟิ่งอี้ซวง
ได้ปกครองชนเผ่าเฟิ่งก็เสมือนได้ใต้หล้าเพียงเพราะคำสั้น ๆ เจ็ดคำนี้เว่ยหลิงเซียวจึงทรยศต่อความรู้สึกระหว่างทั้งสองได้อย่างสมบูรณ์กระทั่งลบล้างการดำรงอยู่ของนาง
เพราะเป้าหมายของเว่ยหลิงเซียวมิใช่เพียงแคว้นเล็กๆ ที่อยู่รอบข้างเท่านั้น สิ่งที่เขาปรารถนาจะก็คือแผ่นดินเสวียนอู่ทั้งหมด
ในฐานะปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินเสวียนอู่นางกลับต้องจบชีวิตลงด้วยยันต์ที่ตนเองสร้างขึ้น เสิ่นจื่อโยวใช้ชีวิตได้อย่างน่าขันยิ่งนัก
หากจะโทษก็ต้องโทษที่นางรู้จักคนไม่ถึงแก่นแท้ประเมินจิตใจที่ทะเยอทะยานและไร้หัวใจของอีกฝ่ายต่ำเตี้ยเกินไปให้ค่าความรู้สึกระหว่างนางและเขาสูงส่งเกินไป
กระบอกตาของเสิ่นจื่อโยวแดงเรื่อนางกดเก็บความเคียดแค้นและเ็ปที่พลุ่งพล่านในทรวงอก แล้วเริ่มทำความเข้าใจกับสถานการณ์ของตนเองในยามนี้
ขณะนี้เองที่ความปวดร้าวอย่างรุนแรงะเิขึ้นในศีรษะเป็ระลอกจากนั้นภาพเบื้องหน้าของเสิ่นจื่อโยวก็พลันดำมืดเมื่อนางสลบไป
การสลบครานี้ทำให้หัวสมองของเสิ่นจื่อโยวผุดความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางขึ้นมานี่คือความทรงจำของเ้าของร่างเดิม
ที่แท้ยามนี้นางไม่ได้อยู่ในแคว้นเทียนจิ้นแล้วแต่มาอยู่ในแคว้นที่มีอำนาจแข็งแกร่งแคว้นหนึ่งในแผ่นดินเสวียนอู่อย่างแคว้นหลิวหั่ว
เ้าของร่างเดิมนี้ก็มีนามว่า ‘เสิ่นจื่อโยว’ เป็คุณหนูใหญ่แห่งจวนเสนาบดีฝ่ายขวาของแคว้นหลิวหั่ว
อันที่จริงสถานะเดิมของเสิ่นจื่อโยวคือคุณหนูสายตรงของตระกูลเสิ่นเคราะห์ร้ายที่หลังจากตระกูลของมารดาตกอับ บิดาที่เคยอาศัยตระกูลของมารดานางในการก้าวขึ้นสู่อำนาจผู้นั้นกลับเนรคุณเอ็นดูอนุทอดทิ้งภรรยาก่อนจะสรรหาสารพันเหตุผลขับไล่มารดาของนางออกจากสถานะห้องหลัก และยกย่องมารดาของเสิ่นเชียนซีขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
น่าสงสารก็แต่เสิ่นจื่อโยวซึ่งเดิมเป็คุณหนูใหญ่สายตรงที่ถูกต้องตามประเพณีของตระกูลเสิ่นกลับต้องถูกลดขั้นเป็บุตรสาวของอนุด้วยเหตุนี้
ไม่เพียงเท่านั้น เพราะมารดาของเสิ่นจื่อโยวกลับถูกวางยาพิษขณะที่กำลังตั้งครรภ์ั้แ่ถือกำเนิดจวบจนบัดนี้ในสายตาของผู้อื่นนางจึงเป็ทั้ง ‘คนสติวิปลาส’ และ ‘หญิงอัปลักษณ์’ปานสีเขียวคล้ำขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ใบหน้าของนางไปกว่าครึ่ง อายุสิบปีถึงค่อยสามารถกล่าวคำว่า‘แม่’ ออกมาได้คำหนึ่งทุกวันใช้ชีวิตอย่างสับสนเลื่อนลอย แววตาเซื่องซึมทำให้ท่านเสนาบดีรู้สึกเสียหน้าจนแทบอยากจะบีบคอลูกสาวในไส้ให้ตายด้วยมือของตนเอง
ท่าทีเช่นนี้ของท่านเสนาบดีจึงทำให้ทุกคนในจวนมิได้นับถือนางเป็‘เ้านาย’ แม้แต่สาวใช้กวาดพื้นคนหนึ่งเมื่ออารมณ์ไม่ดีขึ้นมาก็อาจลงไม้ลงมือกับเสิ่นจื่อโยวได้
เสิ่นจื่อโยวเป็คนสติวิปลาสแต่ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่รู้สึกเ็ปในยามวิกาลที่ผู้คนพากันหลับไหล ใบหน้ารูปไข่ที่ปูดบวมจมูกเขียวช้ำมักแอบร่ำให้กับตนเองเงียบๆในจวนเสนาบดีอันโอ่อ่ากว้างใหญ่นี้มีเพียงมารดาของนางเท่านั้นที่รักเอ็นดูนางด้วยใจจริง
“ต่อไปจะไม่เป็เช่นนี้อีกแล้วพวกเขาเคยปฏิบัติต่อเ้าอย่างไร ข้าจะช่วยเ้าทวงคืนความยุติธรรมจากพวกเขาทีละคน”
เสิ่นจื่อโยวเบิกดวงตาทั้งคู่ ในแววตาอันเย็นเยียบของนางสุกสกาวระยิบระยับพร่างพราวดุจหมู่ดารา
สายลมพริ้วอ่อนมวลหนึ่งโบกโชยมาราวกับมีเสียงกระซิบแ่เบาของคนผู้หนึ่งดังขึ้นข้างหูนางว่า “ขอบคุณ” ก่อนจะค่อย ๆเลือนหายไปกลางอากาศ
“ไม่ต้องขอบคุณ”มุมปากของเสิ่นจื่อโยวหยักยก แววตาอ่อนละมุนขึ้นหลายส่วน
นางรู้สึกเวทนาสาวน้อยสติวิปลาสผู้นี้หวังว่าชาติภพหน้าสาวน้อยจะสามารถเลือกเกิดในครอบครัวที่ดีได้
“อื้อ...” เสิ่นจื่อโยวพยายามหยัดกายลุกขึ้นทั่วทั้งร่างของนางรู้สึกเ็ปราวกับถูกถอดกระดูก เืลมบริเวณทรวงอกยิ่งปะทุ ภายในปากอวลไปด้วยกลิ่นคาวโลหิต
ก่อนที่ิญญาของนางจะข้ามภพมาร่างนี้ได้ถูกทำร้ายมาก่อน
ซ้ำเหตุผลที่ถูกทำร้ายยังน่าขันยิ่งนักพวกเขากล่าวโทษว่านางขโมยไข่มุกบรรลัยกัลป์ของเสิ่นเชียนซีดังนั้นคุณชายใหญ่ตระกูลไป๋ซึ่งแอบหลงรักเสิ่นเชียนซีจึงโมโหเืขึ้นหน้า แล้วนำบ่าวใช้ของตระกูลมารุมทำร้ายเสิ่นจื่อโยว
ขอถามสักคำ สตรีสติวิปลาสผู้ซึ่งไม่ได้รับความสำคัญอันใดจะมีโอกาสขโมยไข่มุกที่มิอาจประเมินค่าจากสตรีผู้เป็ประหนึ่งไข่มุกบนฝ่ามือของจวนเสนาบดีได้อย่างไร
“น่าเสียดายใบหน้าอันหล่อเหลานั่นยิ่งนักคำถามพรรค์นี้ยังขบคิดไม่กระจ่าง ช่องโหว่ใหญ่เช่นนี้กลับเลือกเพิกเฉยแท้จริงแล้วเป็ผู้ใดกันแน่ที่โง่เขลา” เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหยัน
ยามนี้สิ่งที่นางควรกระทำมากที่สุดก็คือผลักตนเองออกห่างจากเื่นี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องทุกข์ทรมานกับการถูกรุมตีอีกครั้ง หากมองจากท่าทีลำเอียงของบิดาชั่วของนางผู้นั้นอีกไม่นานเขาต้องสั่งให้บ่าวไพร่ในจวนมาคุมตัวนางไปยังห้องลงทัณฑ์เป็แน่ อาจเป็ไปได้ว่ากระทั่งไม่ไต่ถามนางให้ละเอียดก็ลงมือโบยนางก่อนยกหนึ่ง
ตราบใดที่ยังหามุกเม็ดนั้นไม่พบ นางก็มีโอกาสที่จะต้องเผชิญกับการลงทัณฑ์ทรมานได้ทุกเมื่อ
เคราะห์ดีที่นางรู้อยู่แล้วว่าเป็ผู้ใดที่ขโมยมุกเม็ดนั้นไปเพราะเ้าของร่างเดิมได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่มุกถูกขโมยด้วยตนเอง
น่ากลัวว่าเพราะเหตุนี้เองผู้ที่ขโมยจึงได้ผลักข้อหาดังกล่าวมาใสร่างของเสิ่นจื่อโยวชักนำภัยพิบัติสู่ผู้อื่น ยืมดาบฆ่าคน?
ในเมื่อเสิ่นจื่อโยวเป็เพียงคนสติวิปลาสผู้หนึ่งหม้อภัยพิบัตินี้ไม่ให้นางแบกแล้วจะให้ผู้ใดแบก
“ในเมื่อ้าให้ข้าแบกเช่นนั้นก็จงเตรียมตัวจ่ายค่าตอบแทนมาเสียดี ๆ” เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหัวเราะเย็น จากนั้นนางจึงหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องของตนเอง
นางจำต้องเตรียมการบางอย่างก่อนพวกบ่าวไพร่ที่ถูกส่งมาลากนางไปยังห้องลงทัณฑ์จะมาถึง
ในฐานะปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินเสวียนอู่สิ่งที่เสิ่นจื่อโยวเชี่ยวชาญมากที่สุดย่อมเป็การวาดยันต์นางลงมือค้นทุกซอกทุกมุมในห้องเ้าของร่างเดิม ในที่สุดก็สามารถหากระดาษแผ่นหนึ่งพู่กันด้ามหนึ่งและผงสีชาดขวดหนึ่งมาได้ครบ
อานุภาพของยันต์แต่ละชนิดนั้นความสามารถของผู้ที่วาดยันต์และคุณภาพของอุปกรณ์ที่ใช้ล้วนมีความสัมพันธ์ต่อกันเ้าของร่างนี้ไม่เคยผ่านการบำเพ็ญเพียรมาก่อนปราณิญญาในร่างกายจึงไม่สูงนักอีกทั้งคุณภาพของพู่กัน กระดาษและผงชาดก็ล้วนย่ำแย่อย่างยิ่ง
ทว่าสำหรับเสิ่นจื่อโยว สิ่งเหล่านี้ถือว่าเพียงพอแล้วที่จะใช้รับมือกับพวกตัวป่วนเล็กๆ เ่าั้
ดังนั้นเมื่อสาวใช้ใหญ่ข้างกายของเสิ่นเชียนซีพาบ่าวไพร่หน้าตาดุดันกลุ่มหนึ่งบุกมาถึงที่นี่ก็พบกับเสิ่นจื่อโยวที่กำลังขีดเขียนบางสิ่งอยู่ข้างโต๊ะอย่างสงบนิ่งข้างมือมีกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่้าขีดเขียนบางสิ่งไว้วางอยู่ปึกหนึ่ง
ขีดเขียน?
ลวี่เอ๋อร์สาวใช้ใหญ่ขมวดหัวคิ้วมุ่นนางมองเสิ่นจื่อโยวด้วยความฉงนสงสัย
สตรีสติวิปลาสผู้นี้ไม่เคยร่ำเรียนหนังสือกระทั่งพู่กันนางก็ยังไม่เคยจับแล้วจะขีดเขียนได้อย่างไร
เหอะคงเป็เพียงการวาดสัญลักษณ์ไร้รูปแบบเท่านั้นลวี่เอ๋อร์มองสัญลักษณ์ยุ่งเหยิงที่เกิดจากปลายพู่กันของเสิ่นจื่อโยวแล้วก็รู้สึกว่าตนเองคิดถูกบนใบหน้าฉายประกายดูแคลน
“พวกเ้ามานี่! มาลากตัวนางออกไป!”ลวี่เอ๋อร์สั่งการเสียงกร้าว
เสิ่นจื่อโยวเงยหน้าขึ้นในบัดดลั์ตาดำขลับประจัญสายตากับลวี่เอ๋อร์โดยตรง
แผ่นหลังของลวี่เอ๋อร์พลันััได้ถึงคลื่นเย็นสะท้านขนลุกตั้งเหงื่อท่วมกายราวกับถูกบางสิ่งที่อันตรายจับจ้อง
นี่ใช่สตรีสติวิปลาสผู้นั้นแน่หรือ