หนิงจูสู้กำลังของบุรุษเช่นโม่ฉินไม่ได้แต่นางก็มีระดับที่สูงกว่าทำให้สู้ได้สูสีโม่ฉินท่าทางบอบบางแต่เรี่ยวแรงมากกว่าที่ตาเห็น หากอยู่ในระดับที่เท่ากันแม้หนิงจูจะเอาจริงก็คงสู้ด้วยได้ยาก
คนเช่นนี้เหตุใดถึงมาปล้นชิงคนอื่นเขาน่าจะล่าเองได้ง่ายๆ หนิงจูยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ
“คุณชายโม่ วรยุทธ์เจ้าไม่เลวเหตุใดถึงมาปล้นชิง?อย่างเจ้าสามารถล่าเองได้ง่ายๆอยู่แล้วนี่” หนิงจูทนต่อความอยากรู้ไม่ไหวกระโดดถอยออกมาแล้วถามเขาตรงๆ
“เรื่องของข้า”แน่นอนว่าโม่ฉินสามารถล่าอสูรได้เอง แต่ตอนนี้เขาไม่มีอยู่แล้ว สตรีที่เขาชื่นชอบร้องไห้ทั้งน้ำตากลัวจะสอบตกเขาจึงเสียสละมอบอสูรของตนเองให้นางไป
เขาทำใจเอาไว้แล้วว่าตนเองจะต้องสอบตกแต่นางในดวงใจกลับเสนอบางอย่างออกมา ไม่จำเป็นต้องล่าเพียงสัตว์อสูรเสียหน่อยกฎของการสอบไม่ได้ห้ามการแย่งชิงกับผู้อื่น ดังนั้นก็สามารถล่า ‘คน’ ได้เช่นกัน
ตอนแรกเขาก็ไม่เห็นด้วยความสูงส่งในใจอันน้อยนิดต่อต้านความคิดอันเลวร้าย แต่เขาก็ยังอยากสอบผ่านอยู่อีกทั้งนางในดวงใจเองก็ปรารถนาที่จะเข้าสำนักพร้อมกันกับตนดังนั้นแล้วเขาจึงยอมที่จะปล้นชิงผู้อื่นเช่นนี้
หนิงจูย่นจมูกใส่เขา “ข้าไม่อยากรู้แล้วก็ได้”
นางพูดแล้วก็พุ่งเข้าใส่โม่ฉินอีกรอบคนอื่นๆนอกจากเขาล้วนแล้วแต่ถูกจัดการแล้ว เห็นทีนางต้องออกแรงอีกสักหน่อยจบการต่อสู้นี่เสียที
หนิงจูกางมือออกส่งปราณห่อหุ้มฝ่ามือทั้งสองข้างเอาไว้แล้วโจมตีคราวนี้นางโจมตีเร็วขึ้นและแรงขึ้น โม่ฉินไม่คิดว่าจู่ๆนางจะโจมตีรุนแรงขึ้นจึงตั้งรับไม่ทันยกแขนขึ้นกันฝ่ามือที่กำลังจะกระแทกหน้าอก ถอยหลังไปถึงสองช่วงตัวแขนที่ยกกันปวดร้าวขึ้นทันที
นางใช้ปราณโจมตี?
ยังดีที่เขาถูกบิดาป่าเถื่อนบังคับให้ฝึกหนักแขนขาแข็งแรงกว่าปกติ ไม่เช่นนั้นแขนของเขาข้างนี้ต้องหักแล้วแน่ๆ แต่ถึงไม่หักแต่ก็ยกแขนไม่ขึ้นแล้วแขนข้างนั้นขึ้นสีเขียววงใหญ่อย่างน่ากลัว
นางออมมือ?
คิดได้อย่างเดียวว่าที่ผ่านมานางนั้นออมมือให้กับเขารู้สึกเสียหน้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โม่ฉินหน้าชาไปทั้งแถบ
“ยอมแพ้เสียเถอะคุณชายโม่ เจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอกข้าบอกตามตรงข้ายั้งมือไว้ไม่ค่อยเป็น หากสู้ต่อแล้วข้าเผลอเอาจริงเรื่องไม่จบแค่เจ็บตัวหรอกนะ”
หากเป็นเช่นนั้นนายหญิงต้องตำหนินางแน่
“ไม่มีทาง!”โม่ฉินไม่ยินยอมที่จะยอมแพ้ สตรีนางนี้อายุเท่าเขาหากเขายอมแพ้เสียตอนนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“จิ๊ คนอะไรน่ารำคาญจริงๆ” หนิงจูไม่อยากยืดเยื้ออีกต่อไปนางใช้วิชายุทธ์ออกมาเป็นวิชาฝ่ามือ เก็บปราณก่อนหน้าแล้วโจมตีเขาอย่างไร้ปรานี
ฝ่ามือลวง!
หนิงจูกระแทกฝ่ามือที่ไหล่ทั้งสองข้างเมื่อถูกฝ่ามือของนางเข้า ข้อต่อที่หัวไหล่ก็หลุดออกทันทีสองแขนทิ้งลงข้างตัวห้อยต่องแต่งอยู่ข้างลำตัว
“อ๊าก!” โม่ฉินร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดถูกกระแทกจนไหล่หลุดทำเอาเจ็บร้าวไปทั้งไหล่
หนิงจูเตะเข้าที่ข้อพับขาของเขาให้คุกเข่าลงหยุดการเคลื่อนไหวและจบการต่อสู้ลงถือว่านางเมตตาเขามากแล้วที่จบการต่อสู้ในสองกระบวนท่าเพียงไหล่หลุดเท่านั้นต่อกลับเข้าไปก็เหมือนเดิมแล้ว
“สตรีไร้ยางอาย ยกเท้าของเจ้าออกไป!”โม่ฉินตะโกนก้องเมื่อถูกกดไว้
“โอ๊ะ โทษที”หนิงจูยกเท้าที่เหยียบหลังโม่ฉินออกแต่โดยดี โม่ฉินส่งสายตาเขียวมาให้นางถึงกับเหยียบเขา? ช่างเป็นสตรีไร้ยางอายอย่างแท้จริง!
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะนะ...คุณหนู”หนิงจูยิ้มร่าไปหานายหญิงทันที กะพริบตาสองทีเมื่อเห็นเสวี่ยซูก้มหน้าอยู่ด้านหลังทำไมบรรยากาศมันแปลกๆล่ะ?
“รวดเร็วดีจริง” ซูเจินลุกขึ้นดูเหมือนว่าสวรรค์จะไม่เห็นใจพวกเขา หนิงจูจบการต่อสู้เร็วเกินไปฟ้ายังไม่ทันสางเลย
ซูเจินเดินไปยังทางที่จือเหลียงรวมคนเอาไว้เดินเอื่อยเฉื่อยไปหาอย่างช้าๆ คนที่สลบฟื้นแล้วด้วยน้ำมือของจือเหลียงเขาตบเบาๆสองสามฉากก็ฟื้นกันแล้ว
คนกลุ่มนั้นกลืนน้ำลายอึกรู้สึกเหมือนเป็นเหยื่อกำลังจะถูกกิน สายตาของนางไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง
ซูเจินหรี่ตามองแล้วก็ได้แต่ดูถูกอยู่ในใจขี้ขลาดถึงเพียงนี้ยังกล้ารวมกลุ่มกันออกปล้นผู้คน “การละเล่นจบเร็วถึงเพียงนี้ข้าว่าพวกคุณชายคงยังไม่ทันสนุกเลยกระมัง เอาเช่นนี้ เรามาสลับบทบาทกันดีกว่า”
พวกเขาต่างมองนางอย่างหวั่นใจซูเจินมอบรอยยิ้มหวานให้อย่างหยดย้อย ทำเอาพวกเขาตาพร่าไปหมดคนงามเมื่อยิ้มก็ยิ่งงดงามขึ้นไปอีก เหล่าบุรุษใบหน้าเริ่มขึ้นสีอย่างกระดากอายก่อนจะนิ่งค้างเมื่อได้ยินคำพูดต่อมาของคนงาม
“คราวนี้พวกเจ้าเป็นเหยื่อส่วนพวกข้าเป็นโจรบ้างก็แล้วกัน”
“...!”
“นี่คือการปล้นส่งของมีค่าออกมาให้หมดถ้าไม่อยากตาย!” ซูเจินพูดออกมาทั้งๆที่ยังยิ้มอยู่
อ่า...พูดประโยคนี้ออกมาแล้วมันรู้สึกดีจริงๆถึงว่าทำไมในละครชอบพูดประโยคนี้กันนัก
เหล่าคุณชายอ้าปากค้างนางข่มขู่ได้ดีกว่าที่พวกเขาข่มขู่ตอนแรกเสียอีกมีอย่างที่ไหนมาป่าวประกาศว่าเป็นการปล้น แล้วตามด้วยบอกให้ส่งของมีค่านี่ไม่ไร้ยางอายไปหน่อยหรือ?!
“เจ้า เจ้ากล้าหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกข้าเป็นใคร?”คุณชายใจกล้าผู้หนึ่งพูดตอบกลับมา
“ข้าหรือ? รู้สิพวกเจ้าคงเป็นบุตรหลานของขุนนางสักคนสินะ แต่แล้วอย่างไรเล่า?”ซูเจินนั่งลงเพื่อให้ระดับสายตาเท่ากัน
“รู้แล้วยังกล้าข่มขู่พวกข้าหากพวกข้าเป็นอะไรไปพวกเจ้าไม่รอดแน่” เขาเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี ซูเจินถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดังใช้ปลายนิ้วชี้แตะปลายคางของชายผู้นั้น
เขาถึงกับเคลิบเคลิ้มใจลอยไปครู่หนึ่ง
“การสอบของสำนักสวรรค์เป็นที่รู้กันว่าอันตรายแต่ละปีมีคนตายระหว่างสอบไปไม่รู้เท่าไหร่เจ้าไม่สังเกตหรือว่าจำนวนคนที่อยู่รอบชายป่ามีอยู่เท่าไหร่ หายไปสักสิบคนก็ไม่มีใครสงสัยหรอกนะ”ซูเจินพูดด้วยเสียงเย็นเยียบ ชักนิ้วกลับแล้วลุกขึ้น
“มะ...มีคนเห็นเยอะแยะพวกเขาต้องเป็นพยานให้พวกข้าแน่” ยังกล้าข่มขู่นางต่ออีกหรือนี่?คุณชายผู้นี้ช่างไม่กลัวอะไรเลยจริงๆ
โม่ฉินที่อยู่อีกด้านมองภาพตรงหน้าเงียบๆจำนวนคนที่อยู่รอบชายป่ามีน้อยเกินไปจริงๆ เริ่มแรกมีคนถึงสองร้อยกว่าคนแต่ตอนนี้คงเหลือไม่ถึงร้อยคนกระมัง
“แน่นอนพวกเขาต้องเป็นพยานให้แน่ว่าพวกเจ้าร่วมมือกันปล้นผู้อื่นแต่เสียท่าโดนพวกข้าที่พลั้งมือสังหารจนสิ้นใจ”
“นะ...นี่” คราวนี้ถึงกับพูดไม่ออกแล้ว
“เอาล่ะอย่าเสียเวลาอยู่เลยส่งของที่พวกเจ้ามีทั้งหมดออกมาซะตอนที่ข้ายังใจดีอยู่ หลังจากพวกเจ้าส่งของมาแล้วข้ารับรองว่าจะปล่อยพวกเจ้าทุกคนไป”
“จริงหรือ?”
“ข้าพูดคำไหนคำนั้น” ซูเจินยืนยัน
โม่ฉินขมวดคิ้วลงรู้สึกแปลกๆกับสายตาที่นางมองมายังเขา นางมองอยู่ไม่นานแล้วก็เดินตรงมาพร้อมๆกับสตรีที่เขาสู้ด้วยเมื่อครู่
“คุณชายโม่คงได้ยินแล้วแน่นอนว่าคุณชายก็ต้องส่งของที่ตัวเองมีออกมาด้วยเช่นกัน”ซูเจินพูดแล้วหันไปพยักหน้าให้หนิงจู นางเดินมาจับแขนขวาของเขาขึ้นหมุนไม่กี่รอบแล้วก็ดันให้ข้อต่อกลับเข้าที่
กร๊อบ!
“โอ๊ย!” โม่ฉินร้องออกมาอย่างเจ็บปวดตวัดสายตาใส่หนิงจู “เบาๆไม่เป็นหรืออย่างไร!”