ตอนที่ 6: เกลือ เทียน และราคาของโจร
“ถ้าข้ามกฎอีกก้าว ฉันจะนับคุณเป็ดีลโจรกรรม ไม่ใช่ลูกค้า”
คำว่าโจรกรรมตกลงกลางร้านเหมือนเหรียญเย็นจัด
ไม่มีใครหัวเราะ
ชายเสื้อคลุมยื่นมือค้างเหนือถุงยา ปลายนิ้วห่างจากพลาสติกใสไม่ถึงข้อเล็บ ไฟในร้านดับสนิท เหลือเพียงแสงสีเขียวจากฝนดาวตกที่สาดผ่านช่องประตูเข้ามาเป็ริ้ว ๆ บนพื้น
เงามือของเขาทอดยาวเกินจริง
นิ้วที่เกินมาหนึ่งนิ้วขยับก่อนนิ้วอื่น
รินมองนิ้วนั้น แล้วมองใบเสร็จที่เลื่อนออกจากเครื่องพิมพ์ช้า ๆ
แกรก
แกรก
เสียงมันเหมือนร้านกำลังเคี้ยวคำว่า “คิดราคา” อยู่ใต้เคาน์เตอร์
บาสหยุดอยู่ครึ่งก้าวจากชายเสื้อคลุม เขายกมือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนกลัวว่าร้านจะคิดว่าเขาร่วมขบวนด้วย คนฉลาดพอจะไม่แตะของในเวลาที่ใบเสร็จกำลังโกรธ สมควรจดไว้ในบัญชีข้อดี แม้ยังไม่ถึงขั้นให้เครดิต
หมอกยืนตัวแข็ง หน้าซีดจนสีเขียวของฝนทำให้เขาดูเหมือนคนไข้เพิ่มอีกหนึ่งราย
“อย่าแตะ” เขาพูดซ้ำ เสียงแหบกว่าเดิม “มือเขา...ไม่ใช่มือเขาทั้งหมด”
ชายเสื้อคลุมหันขวับ “พูดอะไรของแก”
นิ้วที่เกินมาหยุดขยับ
รินได้ยินเสียงคนหน้าร้านสูดลมหายใจพร้อมกัน เด็กบนตักแม่ค้าลูกชิ้นครางเบา ๆ คนเจ็บบนรถเข็นยังหายใจตื้น เสียงล้อรถเข็นเสียดสีกับพื้นเปียกดังเอี๊ยดหนึ่งครั้ง ทั้งตลาดเหมือนถูกบีบให้เหลืออยู่แค่ช่องประตู ถุงยา และมือที่ยังไม่ยอมถอย
“ร้านจะถามอีกรอบ” รินพูด
ใบเสร็จพิมพ์บรรทัดใหม่ขึ้นพอดี
สถานะ: กำลังตรวจสอบ
ประเภทดีล: ลูกค้า / โจร / สิ่งแทรก
“ตอบด้วยการกระทำค่ะ” รินอ่านแล้วเงยหน้า “คุณจะซื้อ จะถอย หรือจะให้ร้านคิดราคาการขโมย”
ชายเสื้อคลุมยิ้มมุมปาก “ถ้าคนจะตาย แล้วร้านยังนั่งคิดราคา คนที่ตายเพราะรอ ใครรับผิดชอบ”
คำถามเดิม
แค่เปลี่ยนมีดให้คมขึ้น
หลายสายตาขยับมาทางรินอีกครั้ง เธอเห็นความลังเล เห็นความหิว เห็นคนที่อยากให้เธอยอม เพราะถ้าเธอยอมครั้งนี้ ครั้งต่อไปพวกเขาอาจได้อะไรบ้างโดยไม่ต้องจ่าย
โลกแตกไม่ถึงคืน ความหวังแบบส่วนลดรวมกลุ่มก็ยังทำงานดี
“คนเจ็บจะได้ตรวจ” รินตอบ “คนขโมยจะได้ใบเสร็จ”
“ปากดี”
“ขายของค่ะ ต้องแจ้งเงื่อนไขก่อนชำระเงิน”
ชายเสื้อคลุมหัวเราะห้วน ๆ แล้วกดปลายนิ้วลงบนขอบถุงยา
แตะ
เสียงนั้นเบามาก
แต่ร้านทั้งร้านตอบ
เส้นเกลือที่แตกอยู่ใต้เท้าเขากระตุกเหมือนมีใครดึงเชือกจากใต้พื้น ผงขาวเปียกน้ำรวมตัวเป็เส้นบาง ๆ ไต่ขึ้นไปตามเงามือของชายเสื้อคลุม ไม่ได้แตะิัเขาเลย แตะเฉพาะเงา
นิ้วที่เกินมาชักกลับไม่ทัน
มันถูกเกลือจับไว้กับพื้น
ชายเสื้อคลุมร้องออกมา ไม่ใช่เสียงเจ็บแบบถูกบาด เป็เสียงใของคนที่เพิ่งพบว่าร่างของตัวเองมีส่วนที่ตนไม่ได้ควบคุม
เขากระชากมือกลับ
มือจริงขยับได้
เงาขยับไม่ได้
แล้วความเย็นก็แล่นจากพื้นผ่านช่องประตูเข้ามาถึงหน้าเคาน์เตอร์ เส้นขนบนแขนรินลุกพร้อมกัน เธอจับสมุดร้านแน่นขึ้น ไม่ใช่เพราะอยากดูมั่นใจ แต่เพราะถ้าไม่จับอะไรไว้ มือเธออาจสั่น
ใบเสร็จพิมพ์ต่อ
รายการ: พยายามหยิบสินค้าประเภทยาสามัญ
สถานะสินค้า: ยังไม่ออกจากร้าน
ผลกระทบต่อฐาน: เส้นกฎหน้าร้านเสียหาย / ความเชื่อใจลดลง / ช่องให้สิ่งแทรกเพิ่มขึ้น
ค่าปรับเบื้องต้น: มัดจำกรรมจากเงาผู้ฝ่าฝืน
“มัดจำกรรม?” บาสอ่านเสียงต่ำ
“แปลภาษาร้านคือ จ่ายก่อนค่อยเถียงค่ะ” รินว่า
คนที่อยู่หน้าร้านเงียบกว่าเดิม ไม่มีใครขยับเข้าใกล้ชายเสื้อคลุมแล้ว ความอยากได้ยามักลดลงนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าใบเสร็จเริ่มยึดเงาคนได้ เป็โปรโมชั่นที่ไม่ต้องทำป้ายโฆษณา
ชายเสื้อคลุมพยายามยกเท้าหนี แต่เงาของเขายังถูกตรึงอยู่กับเส้นเกลือแตก ๆ เงานิ้วเกินดิ้นช้า ๆ บนพื้น คล้ายปลิงดำที่โดนน้ำเกลือ
หมอกกลืนน้ำลาย
“ไม่ใช่ของเขาทั้งหมดจริง ๆ” เขาพูด “กลิ่นฝนเกาะอยู่ที่เงามือ เหมือนมีอะไรใช้มือเขาจับของ”
“ฉันไม่ได้โดนอะไรทั้งนั้น!” ชายเสื้อคลุมตะคอก
นิ้วเกินดิ้นแรงขึ้น
รินมองเขาอย่างประเมินเร็ว ๆ เหงื่อบนขมับจริง ลมหายใจจริง ความกลัวจริง แต่ความโลภก็จริง และสิ่งที่เกาะอยู่กับมือก็จริงอีกเหมือนกัน
ปัญหาของโลกหลังฝนดาวตกคือคนผิดกับคนถูกสวมรอยอาจอยู่ในร่างเดียวกันได้
ปัญหาของแม่ค้าคือไม่ว่าจะกรณีไหน สินค้าก็ยังห้ามหาย
“ทุกคนถอยหลังจากเส้นเกลือสองก้าว” รินสั่ง “บาส ช่วยกันคนด้านซ้าย หมอก ดูร่างบนรถเข็นไว้ ถ้าเขาหายใจเปลี่ยน บอกฉันทันที”
บาสชะงัก “ผม?”
“คุณอยากพิสูจน์ว่าไม่ได้มาขอเครดิตเปล่า ๆ ใช่ไหม”
เขาเม้มปาก แล้วพยักหน้า “ถอยครับ ถอยสองก้าว ใครแตะของตอนนี้ ร้านน่าจะไม่ค่อยมีอารมณ์บริการลูกค้า”
คนบางส่วนทำตามทันที บางส่วนลังเล แต่แม่ค้าลูกชิ้นเป็คนแรกที่อุ้มเด็กถอย เธอมองชายเสื้อคลุมด้วยสายตาแข็งขึ้น
“อย่าทำให้เส้นพัง” เธอพูด “เมื่อกี้ลูกฉันหายใจดีขึ้นเพราะเส้นนี้”
ประโยคนั้นเบากว่าคำะโมาก แต่มีน้ำหนักกว่า
รินเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง
ดี
ลูกค้าพยานหนึ่งราย มีค่ากว่าแม่ค้าพูดเองสิบประโยค
ใบเสร็จพิมพ์บรรทัดใหม่
้าระงับดีลโจรกรรมหรือไม่
เงื่อนไข: คืนสิทธิ์แตะสินค้า / ชำระค่าปรับด้วยของจริงหรือข้อมูลจริง / ยอมรับสถานะเฝ้าระวัง
รินอ่านจบแล้วมองชายเสื้อคลุม
“คุณมีทางเลือก”
เขาหอบ “ปล่อยฉันก่อน”
“ร้านนี้ไม่ปล่อยของก่อนจ่ายค่ะ หลักธุรกิจพื้นฐานมาก”
“ฉันไม่ได้ขโมย แค่แตะ”
“ใบเสร็จเขียนว่าพยายามหยิบ ไม่ได้เขียนว่าช้อปปิ้งเพื่อสุขภาพ”
เสียงหัวเราะแห้ง ๆ หลุดจากวัยรุ่นคนเดิม คราวนี้ไม่มีใครหันไปดุ เพราะทุกคนกำลังมองเงานิ้วเกินที่ถูกเกลือรัดแน่นขึ้นทีละนิด
ชายเสื้อคลุมกัดฟัน “้าอะไร”
“ของจริง ข้อมูลจริง หรือแรงงานจริง” รินว่า “คุณทำเส้นเกลือเสีย ทำคนแตกคิว และเปิดช่องให้สิ่งที่เกาะมือคุณแตะสินค้า ค่าปรับต้องมากกว่าคำขอโทษ”
“ฉันไม่มีของ”
“คนที่บอกว่าไม่มีของมักซ่อนของไว้ในเสื้อคลุม” รินมองมืออีกข้างของเขา “แต่ฉันรับข้อมูลก่อนก็ได้”
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
จับได้
ไม่จำเป็ต้องเป็หมอผี บางทีแค่เคยขายของออนไลน์แล้วเจอลูกค้าบอกไม่มีสลิปก็พอ
“ข้อมูลอะไร”
“ทางจากลานจอดรถไปแผงสดร้าง” รินตอบ “ใครใช้ทางนั้น ใครพาคนเจ็บมาทางไหน และทำไมคุณถึงรู้ว่าถุงยาอยู่หลังเคาน์เตอร์ ทั้งที่ฉันไม่ได้วางให้เห็นชัด”
ชายเสื้อคลุมเงียบ
นิ้วเกินในเงาดิ้นอีกครั้ง คราวนี้มันพยายามคลานออกจากรูปร่างมือของเขาเอง
หมอกถอยครึ่งก้าว “มันอยากออก”
“ดีค่ะ” รินพูด “งั้นอย่าให้มันได้ออกโดยไม่จ่ายค่าเช่า”
ชายเสื้อคลุมสบถต่ำ ๆ คำหยาบนั้นกลืนหายไปในเสียงฝน เขาหลับตาเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะเจ็บศักดิ์ศรีหรือเสียเงาก่อน
สุดท้ายเขาพูด
“ลานจอดรถมีทางหลังตู้ขายน้ำเก่า เดินเลียบกำแพงไปแผงสดได้ ไม่ต้องผ่านกลางตลาด” เขาหายใจแรง “คนเจ็บบนรถเข็น...ไม่ได้มาทางเดียวกับพวกเรา เขาถูกลากมาจากหลังแผงสดก่อนฝนจะหนัก”
คนรอบรถเข็นหันไปมองร่างคนเจ็บทันที
ร่างนั้นยังหลับตา
แต่หน้าอกที่เคยขึ้นลงตื้น ๆ หยุดไปหนึ่งจังหวะ
แล้วหายใจใหม่
ช้า
ลึก
เหมือนสิ่งใต้ซี่โครงฟังอยู่
รินไม่ปล่อยให้สายตาตัวเองค้างนานเกินไป เธอต้องจบดีลตรงหน้าก่อน เปิดลิ้นชักกลางศึกหลายใบพร้อมกันไม่มีประโยชน์ นอกจากทำให้ของหาย
“ต่อ”
ชายเสื้อคลุมกลืนน้ำลาย “มีคนบอกว่าร้านนี้มียาอยู่หลังเคาน์เตอร์”
“ใคร”
“ไม่เห็นหน้า ได้ยินแค่เสียงหลังรถตู้” เขาพูดเร็วขึ้น “เสียงผู้หญิงแก่ ๆ บอกว่าถ้าอยากรอด ให้หยิบก่อนซื้อ เพราะแม่ค้าคนนี้กลัวหนี้มากกว่ากลัวคนตาย”
ความเย็นเฉพาะจุดไต่ขึ้นหลังคอริน
ผู้หญิงแก่
อาจเป็คน อาจเป็ผี อาจเป็อะไรที่อยากให้ร้านเกิดดีลผิดใบที่สอง
ใบเสร็จดูดกระดาษกลับเข้าไปครึ่งนิ้ว แล้วพิมพ์บรรทัดใหม่
ข้อมูลรับชำระ: เส้นทางลานจอดรถ-แผงสดร้าง / คำบอกเล่าจากเสียงไม่ทราบตัวตน
ความจริง: ยังไม่ยืนยัน
สถานะดีลโจรกรรม: ระงับชั่วคราว
ค่าปรับคงค้าง: เฝ้าระวัง
เกลือบนพื้นคลายออกจากเงานิ้วเกิน
ไม่ทั้งหมด
มันเหลือคราบขาวบาง ๆ ติดอยู่ตรงนิ้วที่เกินมา เหมือนแหวนราคาถูกที่สวมให้เ้าของหนี้
ชายเสื้อคลุมกระชากมือกลับ คราวนี้มือกับเงากลับมาพร้อมกัน แต่เงานิ้วที่หกยังสั่นช้ากว่าส่วนอื่นครึ่งจังหวะ
“คุณอยู่คิวเฝ้าระวัง” รินบอก “ห้ามเข้าเขตฐานชั้นใน ห้ามแตะสินค้า ห้ามเข้าใกล้คนเจ็บโดยไม่มีคนดู”
เขาถลึงตา “เธอไม่มีสิทธิ์”
ใบเสร็จใต้เครื่องพิมพ์กระตุก
ชายเสื้อคลุมเงียบเอง
เรียนรู้ไว
รินชอบลูกค้าที่เรียนรู้ไว แม้จะไม่น่าให้เข้าร้านก็ตาม
ไฟในร้านกะพริบกลับมาติดทีละดวง แสงขาวซีดสาดลงบนชั้นวางที่ว่างบางส่วน ขวดน้ำสะท้อนแสงเหมือนตาคนจำนวนมาก เสียงฝนด้านนอกยังดัง แต่กลิ่นฝนที่เคยหนาจนเหมือนสนิมเปียกถอยออกไปจากหน้าประตูหนึ่ง่แขน
แล้วชั้นว่างด้านหลังเคาน์เตอร์ขยับ
กึก
ทุกคนสะดุ้ง
รินหันไปทันที ชั้นไม้ที่ก่อนหน้านี้มีแต่ฝุ่นบาง ๆ ดันกล่องกระดาษสีเทาออกมาเองหนึ่งกล่อง ตามด้วยห่อเทียนสีหม่นที่ถูกมัดด้วยเชือกแดงเก่า ๆ
กล่องแรกมีตัวอักษรพิมพ์บนฉลาก
เกลือกันิญญา: ใช้ตั้งขอบเขตชั่วคราว
ห่อที่สองเขียนว่า
เทียนเฝ้าประตู: ใช้จับการผ่านกฎผิดประเภท
ใต้ฉลากมีตัวเลขเล็ก ๆ
ต้องใช้แต้มกรรมการค้าเพื่อปลดล็อก
ใบเสร็จใหม่เลื่อนออกมา
แต้มกรรมการค้าได้รับ: 3
เงื่อนไขที่ทำให้ได้รับ: ดีลช่วยเหลือถูกกฎ / ระงับดีลโจรกรรมโดยไม่เพิ่มหนี้ / กฎฐานได้รับการยอมรับจากพยาน
ตัวเลือกปลดล็อก:
เสียงฮือดังขึ้นทันที
“เอาเสบียงสิ!” ใครคนหนึ่งพูด
“น้ำก่อน!”
“คนเจ็บต้องกิน!”
“เทียนจะช่วยอะไรได้ กินได้ไหม”
คำถามสุดท้ายจริงมาก
เทียนกินไม่ได้ เว้นแต่ชีวิตลำบากผิดประเภท และรินไม่อยากพาฐานไปถึงจุดนั้น
เธอมองรายการในใบเสร็จ แล้วมองคนหน้าร้าน
น้ำเหลือยี่สิบสามขวด หนึ่งขวดเปิดแล้ว อาหารแห้งสิบแปดชุด ยาหกชุดที่ยังต้องกันไว้ตรวจดีลผิด ร่างบนรถเข็นมีอะไรบางอย่างใต้ซี่โครง ชายเสื้อคลุมมีเงานิ้วเกิน เสียงผู้หญิงแก่หลังรถตู้รู้เื่ร้านมากเกินไป
ถ้าเพิ่มเสบียงตอนนี้ คนอาจดีใจ
ถ้าประตูแตก เสบียงทั้งหมดจะกลายเป็บุฟเฟต์คนตาย
รินถอนหายใจสั้น ๆ
“ปลดล็อกเกลือกันิญญาหนึ่ง แต้ม เทียนเฝ้าประตูสอง แต้ม”
เสียงโวยดังขึ้นทันที
“ทำไมไม่เอาของกิน!”
“เด็กยังหิว!”
“คุณเลือกของให้ผีมากกว่าคนหรือไง”
รินหยิบกล่องเกลือขึ้นมา น้ำหนักมันเย็นกว่ากล่องเกลือปกติ เย็นเหมือนเพิ่งวางไว้หน้าศาลกลางคืน
“ฉันเลือกของกันผีค่ะ” เธอพูด “เพื่อให้คนยังมีเวลาหิวต่อพรุ่งนี้”
ไม่มีใครชอบคำตอบนั้น
แต่มันเป็คำตอบที่จริง
หมอกเดินมาข้างประตู เขาไม่เข้าใกล้เกลือเกินไป แค่ชี้ไปด้านนอก “กลิ่นฝนหนาขึ้นจริง ๆ โดยเฉพาะทางแผงสด”
ร่างบนรถเข็นครางต่ำในจังหวะเดียวกัน
ไม่ใช่เสียงเจ็บ
เป็เสียงเหมือนคนกำลังกลั้นหัวเราะใต้ผ้าห่มเปียก
แม่ค้าลูกชิ้นกอดเด็กแน่นขึ้น สีหน้าเธอเปลี่ยนจากโกรธเป็เข้าใจอย่างไม่เต็มใจ
“ถ้าเทียนนั่นกันประตูได้” เธอพูด “ให้จุด”
คำพูดของเธอตัดเสียงโวยได้ครึ่งหนึ่ง
ครึ่งที่เหลือ บาสช่วยตัด
“เมื่อกี้ทุกคนเห็นแล้วนะครับว่าการแตะของยังโดนคิดราคา” เขาพูด “ถ้าขอบเขตพัง เราคงไม่มีเวลาถามว่าใครได้ข้าวเพิ่มกี่ห่อ”
รินเหลือบมองเขา
พูดดี
น่าสงสัยเหมือนเดิม แต่พูดดี
เธอเปิดกล่องเกลือกันิญญา เม็ดเกลือข้างในไม่ขาวสนิท มันออกสีเทาเงิน และมีประกายเหมือนเศษดาวตกละเอียดปนอยู่ กลิ่นไม่ใช่เกลือทะเล แต่เป็กลิ่นธูปเก่ากับตู้เก็บเงินที่ไม่ได้เปิดมานาน
รินโปรยเกลือเป็เส้นใหม่ทับเส้นเดิมที่แตกหน้าร้าน
ทุกเม็ดตกพื้นอย่างมีน้ำหนัก
ติ๊ก
ติ๊ก
ติ๊ก
เหมือนเหรียญตกใส่ถาดทำบุญทีละเหรียญ
เส้นเกลือเดิมที่เปียกและเบี้ยวค่อย ๆ ตรงขึ้นเอง ผงขาวเกาะเข้าหากันเป็ขอบบาง ๆ ต่อจากธรณีประตูไปถึงเสาหน้าร้าน ล้อมพื้นที่พอให้คนเจ็บเสี่ยงต่ำกับคนที่รับใบเสร็จแล้วขยับเข้าใกล้ได้
รินหยิบเทียนเฝ้าประตูออกมาสองเล่ม
ไส้เทียนสีดำ
แน่นอน
เทียนปกติคงดูเป็มิตรเกินไปสำหรับร้านนี้
เธอวางเล่มหนึ่งที่มุมซ้ายของประตู อีกเล่มที่มุมขวา พอจุดไฟ เปลวเทียนไม่ได้เป็สีส้ม แต่เป็สีขาวอมเขียว ปลายไฟเอนเข้าหาร่างคนแต่ละคนที่ยืนใกล้เส้น เหมือนกำลังดม
ชายเสื้อคลุมถอยทันที
เปลวเทียนข้างซ้ายเอนตามเขาไปครึ่งนิ้ว
รินยิ้มบาง ๆ “ดีค่ะ อย่างน้อยเทียนก็มีรสนิยม”
ไม่มีใครหัวเราะดัง แต่ความตึงในอากาศคลายลงนิดหนึ่ง
เธอใช้สมุดร้านเคาะเคาน์เตอร์หนึ่งครั้ง
“ั้แ่ตอนนี้ คนที่รับใบเสร็จแล้ว ทำตามคิว และไม่มีสัญญาณเฝ้าระวังสูง ขยับเข้าเขตเกลือใหม่ได้ทีละกลุ่ม คนเจ็บมาก่อน แต่ทุกดีลยังต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน”
“แล้วคนไม่มีอะไรเลยล่ะ” ชายชราข้างแถวถาม
รินมองเขา เขาปากแห้ง มือสั่น ไม่มีถุง ไม่มีของ มีแต่ผ้าขาวม้าเปียกฝนกับสายตาที่พยายามไม่ขอมากเกินไป
“มีแรงก็นับแรง มีข้อมูลก็นับข้อมูล มีหน้าที่เฝ้าเด็กหรือเฝ้าเส้นเกลือก็นับค่ะ” เธอพูด “แต่ต้องลงใบเสร็จ”
ชายชราพยักหน้าเร็ว ๆ เหมือนได้รับน้ำไปครึ่งแก้วทั้งที่ยังไม่ได้อะไรเลย
แม่ค้าลูกชิ้นอุ้มเด็กผ่านเส้นเกลือเป็คนแรก เทียนเอนไปหาเด็กเล็กน้อย เปลวไฟสั่น แล้วนิ่ง เด็กหายใจออกยาวกว่าเดิม
คนอื่นเห็น
ไม่มีคำประกาศ ไม่มีป้ายไฟ ไม่มีเสียงปรบมือ
แต่สายตาบางคู่เปลี่ยนจาก “แม่ค้ากักของ” เป็ “กฎนี้อาจทำให้รอด”
สำหรับคืนแรกหลังโลกแตก นั่นถือเป็ยอดขายที่ไม่เลว
รินให้คนเสี่ยงต่ำขยับเข้ามาทีละกลุ่ม บาสช่วยจัดแถว หมอกยืนอ่านกลิ่นฝนตรงประตู ชายเสื้อคลุมถูกกันไว้ด้านนอกเส้นใหม่พร้อมเงานิ้วเกินที่ยังมีคราบเกลือติดอยู่
ร่างบนรถเข็นยังอยู่ตำแหน่งเดิม
เทียนทั้งสองเล่มเอนเข้าหามันเป็บางครั้ง
ไม่มากพอให้ฟันธง
มากพอให้รินไม่ยอมให้ใครดันรถเข้าอีกนิ้ว
“คนนั้นรอตรวจชั้นสอง” เธอบอกหมอกเบา ๆ
เขาพยักหน้า “กลิ่นมันเหมือนมีฝนอยู่ข้างใน ไม่ใช่ฝนติดเสื้อ”
“ฉันก็ไม่อยากขายยาให้เสื้อค่ะ”
หมอกชะงักนิดหนึ่ง แล้วเหมือนเกือบยิ้ม แต่ไม่ทันได้ยิ้มจริง
เพราะลมเย็นพัดออกมาจากด้านในร้าน
ไม่ใช่ลมจากประตูหน้า
ลมนั้นมาจากทางเดินหลังชั้นสินค้า ด้านที่ควรเป็ผนังทึบของอาคารพาณิชย์ แต่ร้านชำมิติไม่ค่อยเคารพแบบแปลนของโลกปกติอยู่แล้ว
เทียนเฝ้าประตูทั้งสองเล่มตั้งตรงพร้อมกัน
เปลวไฟหดเล็กลงเหมือนกำลังทำความเคารพลูกค้าบางประเภท
ก๊อก
ก๊อก
เสียงไม้เท้าเคาะพื้นดังจากในร้าน
คนหน้าร้านที่เพิ่งเริ่มหายใจได้สะดุ้งอีกครั้ง บาสหันมาทางรินทันที หมอกหน้าซีดกว่าเดิม ชายเสื้อคลุมถอยหลังจนเกือบชนคนข้างหลัง
จากทางเดินระหว่างชั้นของไหว้กับชั้นน้ำปลา หญิงชราคนหนึ่งเดินออกมา
เธอสวมเสื้อคอกระเช้าสีซีด ผ้าถุงลายดอกเก่าจนสีเกือบหาย ผมขาวรวบต่ำ ใบหน้าเหี่ยวย่นแบบคนที่ผ่านฤดูฝนมามากกว่าที่ควรนับได้
แต่เท้าของเธอไม่เปียก
และเงาของเธอไม่ตกบนพื้น
รินมองทันที
ลูกค้าผี
ไม่ใช่ิญญาหิวแบบตะกละ ไม่ใช่เงาสวมรอยที่รีบแย่งของ แต่เป็ผีที่เดินเข้าร้านเหมือนรู้ตำแหน่งชั้นสินค้า รู้จังหวะประตู และรู้ว่าควรเคาะไม้เท้าก่อนเข้าบริเวณขาย
ลูกค้าประจำ
แย่แล้ว
ร้านนี้มีฐานลูกค้าเก่าด้วย
หญิงชราหยุดหน้าเคาน์เตอร์ ห่างจากรินเพียง่แขน กลิ่นที่มากับเธอไม่ใช่กลิ่นฝน แต่เป็กลิ่นหมากแห้ง ธูปดับ และตู้กับข้าวไม้เก่าที่เปิดตอนตีสี่
เธอวางเหรียญสีดำเย็นจัดลงบนเคาน์เตอร์
ตามด้วยกระดาษพับเล็ก ๆ หนึ่งแผ่น
บนกระดาษมีชื่อคนเป็เขียนด้วยหมึกจาง
หมึกนั้นขยับช้า ๆ เหมือนยังไม่แน่ใจว่าชื่อนี้เป็ของใคร
รินยังไม่แตะ
เธอรู้สึกถึงสายตาคนทั้งหน้าร้านจ้องอยู่ด้านหลัง รู้สึกถึงเทียนที่นิ่งผิดปกติ รู้สึกถึงใบเสร็จใต้เครื่องพิมพ์ที่เริ่มอุ่นขึ้นอีกครั้ง
หญิงชรายิ้มให้เธอ
ฟันมีรอยหมากสีคล้ำ
“คืนนี้ร้านยังขายให้คนตายอยู่ไหม แม่ค้า”
รินมองเหรียญดำ มองชื่อที่พับไว้ แล้วมองลูกค้าผีตรงหน้า
ในฐานะคน เธออยากปิดร้าน
ในฐานะแม่ค้า เธอรู้ว่าลูกค้ารายนี้ถือข้อมูลมาจ่าย
เธอหยิบสมุดร้านขึ้นมา
“ขายค่ะ”
ใบเสร็จเลื่อนออกมาช้า ๆ
แกรก
แกรก
รินพูดต่อด้วยเสียงเรียบ
“แต่คนตายก็ต้องรับใบเสร็จเหมือนกัน”