ไอหมอกยามเช้าเกาะตามปลายหญ้าเหมือนเกล็ดน้ำตาลลานดินริมชายป่าชื้นจนรองเท้าไม้ของยามทุกคนทิ้งรอยลึกเสียงลมเหนือเล็มปลายสนเป็ริ้ว “ซวะ… ซวะ…” แซมด้วยเสียงนกป่าที่ขับขานทำนองสั้นๆ แล้วเว้นว่างยาวราวกับกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
ธงแดงผืนเล็กที่ปักไว้ข้างเกวียนอุปกรณ์แทบไม่กระพือลู่หานยืนเงียบอยู่หน้ากองยามราวสามสิบชีวิต ใบหน้านิ่งดวงตาอ่านลมหายใจของแต่ละคนเหมือนนับจังหวะกลองในใจโล่ไม้ใหม่สิบห้าผืนเรียงซ้อนด้านหน้าดาบสั้นและหอกปลายแหลมวางพาดฝ่ามือจนได้ยินเสียงเหล็กถูถูกันเบา ๆ
เหม่ยหลิงยืนใต้เงาต้นสนมือซ้ายถือม้วนแผนที่กระดาษฟางที่นางเขียนเส้นทางด่วนไว้อย่างละเอียดมือขวาถือขนนกสำหรับแต้มสัญลักษณ์ อาหยินสะพายถังน้ำสองใบไหวเอื่อย ๆ ตามแรงก้าวสีหน้าไม่ติดเหยาะแหยะอย่างแต่ก่อนอีกแล้วนางคอยเหลียวซ้ายขวาเหมือนอยากจับจังหวะก้าวของกองให้เท่ากัน
เสียงฝีเท้ายามเวรชั้นนอกวิ่งแทรกเข้ามาจากทิศตะวันออกหยุดหอบตรงหน้า
“คุณชาย!ตลาดย่อยกลางดงถูกปล้นเมื่อคืน ควันยังอยู่ พวกมันน่าจะยังไม่ไกล!”
ลู่หานเพียงพยักหน้าเล็กน้อยเขายกมือขึ้นระดับอก นิ้วชี้แตะขอบโล่แถวหน้าเบา ๆ “กึก” หนึ่งครั้งจากนั้นพูดเสียงเรียบ
“วันนี้เราไม่ใช่กองใหญ่แต่เราคือ ‘แถวหนึ่ง’ แถวหนึ่งยืน คนทั้งเมืองก็ยืน”
เขาหันไปยังกลองโล่ใบเล็กที่เขาให้ทำขึ้นจากไม้สนกลวงกับหนังแพะตึงมันวางแทรกอยู่ข้างโล่หน้าสุดสายหนังรัดรอบเอวของเด็กยามที่ดูยังไม่บรรลุนิติภาวะดีนักมือของเด็กนั้นสั่นอยู่จาง ๆ เหมือนใบไม้ในลมบาง
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: ตั้งจังหวะแถวแรก]
[เงื่อนไข: ใช้สัญญาณกลอง เกราะแทนเสียงโหวกเหวก]
[รางวัลที่เป็ไปได้: แบบฝึก“กลองเกราะสามวรรค”]
อักษรทองวาบขึ้นขอบสายตาแล้วจมหายไปในหมอกลู่หานไม่แสดงอาการใด เขาหันไปพูดกับเด็กตีกลอง
“จำไว้สามจังหวะเท่ากัน ไม่มีตัวลาก ไม่มีตัวสะดุด”
เด็กนั้นกลืนน้ำลายแรงๆ ก่อนเคาะ “ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…” เสียงไม่ดังมากแต่กลมและเสมอจังหวะนั้นไหลเข้าไปในไหล่และแขนของยามทั้งกองราวกับเป็ลมหายใจร่วมทุกคนยกโล่ขึ้นในมุมที่เท่ากันโดยไม่ต้องะโสั่ง
“รูปขบวนโล่ลิ่มตั้ง!”
โล่แถวหน้าแนบขอบกันจนไม่มีช่องแถวสองถ่างมุมเป็ลิ่ม หอกสั้นยื่นป้องกันซ้ายขวาราวครีบปลาแถวหลังยกโล่สูงปิดศีรษะ พร้อมคนพยุงและคนส่งน้ำตำแหน่งว่างด้านซ้ายเว้นไว้เท่าช่องหนึ่งโล่สำหรับเลี้ยวหมุนทั้งกองโดยไม่แตกระเบียบ
ลู่หานมองฟ้าเบื้องเหนือยอดสน สีเทาอ่อนเริ่มจางแฝงน้ำเงินอ่อน ๆ ของสายวันใหม่ เขาพูดสั้น
“ออก”
กองยามเคลื่อนตัวเข้าป่าอย่างเงียบเสียงรองเท้าไม้ััดินชื้น “ซับ ซับ” เป็จังหวะเดียวกันเหม่ยหลิงเดินขนาบด้านหลังตะวันตกเฉียงเหนือถือขนนกเตรียมขีดตราบนต้นไม้เป็สัญญาณทางกลับอาหยินก้าวเล็กก้าวน้อยแต่มั่นคง บางจังหวะนางแอบยิ้มเมื่อตัวเองปรับก้าวทันกับแถวหน้าไม่ต้องวิ่งจ้ำในท้ายแถวเหมือนก่อน
พอถึงแนวไผ่ที่ต้นไม่หนาเท่าต้นขากอไผ่เสียดสีกันดัง “ครืด ครืด” ให้ความรู้สึกเหมือนผนังที่ขยับได้ พ้นแนวไผ่แคบ ๆออกไปคือพื้นดินที่มีรอยล้อเกวียนกดลึกสองเส้นซ้อนกัน รอยใหม่ทับรอยเก่าลู่หานหยุด ย่อตัวลง เอาปลายนิ้วแตะขอบร่อง เพียงเสี้ยวใจก็ยกปลายนิ้วขึ้นชูให้ทุกคนเห็นรอยคราบดินเหนียวสีอิฐติดเล็บ
“ดินจากฝั่งคลองเล็กตะวันออกไม่ใช่ทางตลาดใหญ่” เขาพูดเบาแต่พอให้แถวหน้าสุดรับรู้แล้วกระจายต่อเป็คลื่นกระซิบ “พวกมันเลี่ยงจุดตรวจหลัก”
เหม่ยหลิงก้มดูด้วยดวงตานิ่ง “เส้นนี้มีทางตันข้างหน้า ถ้าเราเดินตามตรงจะช้า” นางชูม้วนแผนที่ขึ้น“มีทางลัดผ่านสันดินแคบหลังดงสน”
ลู่หานพยักหน้าแต่ไม่สั่งเลี้ยวทันที เขาเอ่ยเสียงเรียบอย่างที่ทุกคนคุ้นหูแล้ว
“ก่อนรุกต้องรู้ว่าปีกเราปลอด”
เขากวักมือยามสองนายแยกออกไปตรวจด้านซ้ายขวา ระหว่างนั้นเสียงบางอย่างดังขึ้นเบา ๆจากเหนือลำคอหญ้า คล้ายกลิ่นไหม้ชื้น ลู่หานเหลือบตาเห็นเส้นควันขาวเหยียดขึ้นตรงแนวเข็มทิศตะวันออกเฉียงใต้ “ตลาดย่อยกลางดง”อย่างที่รายงานมาเมื่อครู่
เมื่อหน่วยตรวจปีกกลับมาพยักหน้าว่าปลอดภัยเขาจึงเคาะโล่เบา ๆ สองจังหวะ “กึก กึก” แล้วสั่งหมุนมุมไปตามแผนที่ของเหม่ยหลิงกองยามไม่แย่งกันเลี้ยว ไม่มีใครวิ่งนำหรือห้อยท้าย ทุกขยับตาม “จังหวะ”ที่ตั้งไว้ั้แ่เช้า
พ้นแนวสนสันดินโผล่ขึ้นเหมือนสันหลังของสัตว์ใหญ่ บนสันนั้นลู่หานหยุดอีกครั้งก้มมองจากที่สูง เห็นตลาดย่อยกลางดง เพิงไม้สิบกว่าหลัง มีควันกรุ่นคลออยู่บางหลังไฟดับไปแล้ว เหลือแต่ควันดำ มีกลุ่มชาวบ้านกระจุกตัวอยู่ริมบ่อดินเล็ก ๆหลายคนร้องไห้ เสียงสะอึกสะอื้นกระทบหมอกจนกลายเป็เสียงทึบ ๆ
ลู่หานชี้สองนิ้วไปยังเหม่ยหลิง
“หลิงเ้าไปกับคนส่งน้ำ เก็บคำบอกเล่าให้ครบทุกปาก ก่อนจะดับไฟทั้งหมด”
เหม่ยหลิงพยักหน้าไม่ถามว่าทำไม “บอกเล่าก่อนดับไฟ” เพราะนางรู้แล้วว่าเขา้าบันทึก “เวลาเหตุการณ์ พยาน” ก่อนสิ่งใดจะถูกกวาดเก็บหรือถูกรื้อเรียบอ้างว่าช่วยเหลืออาหยินรีบแบกน้ำตามไปทันที
ลู่หานนำอีกส่วนหนึ่งเลาะข้างตลาดตรวจรอยล้อเกวียน รอยเท้า รองเท้าแบบสานของโจรทิ้งลายชัดมีรอยเลื่อนลากของถุงข้าวสารบนดิน โพรงไม้ตรงมุมหนึ่งยังมีกระสอบเล็กตกค้างเขาไม่รีบสั่งคนหยิบ เขายกมือห้ามไว้ก่อนแล้วก้มลงสะกิดตราครั่งสีแดงที่ปากกระสอบด้วยปลายเล็บ คราบหมึกบางละอองติดขึ้นมาและยังเงา
“ตราซ้อน…หมึกยังไม่แห้งดี” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนเอ่ยดังพอให้แถวสองได้ยิน
“เสมียนกลาง” เขาหันเรียกชายรูปร่างผอมสูง ที่คอยถือไม้ไผ่จด “จดไว้: กระสอบข้าวสารหนึ่ง,ตราซ้อน, หมึกยังเงา, พบเวลาเช้าใกล้ยามสอง”
เสมียนกลางขานรับทันทีข้อมือเคลื่อนไหวเป็จังหวะน้ำไหล สายตาไม่หวั่น ลู่หานยกสายตากลับไปที่ชาวบ้านเห็นหญิงวัยกลางคนนางหนึ่งกอดเด็กไว้แน่นดวงตาแดงช้ำแต่มองมาทางเขาด้วยความหวังอย่างคนที่ไม่มีทางเลือกอื่น
เหม่ยหลิงกลับมาด้วยคำรายงานรวดเร็ว“พวกมันมาสองระลอก รอบแรกเก็บของเงียบ รอบสองจุดไฟล่อคนออกมา แล้วปล้นซ้ำชายสามคนถูกตีหัว หญิงสองคนถูกลากผมแต่หนีมาได้ ชาวบ้านบอกว่าได้ยินเสียง ‘กลอง’จากแนวทิศเหนือสั้น ๆ ่ที่มันเคลื่อนย้ายของ”
“กลอง…”ลู่หานทวนคำสั้น ๆ มุมปากเขากระตุกวูบเดียว ไม่ใช่รอยยิ้มหากเป็ความคิดที่กระทบกันในหัว
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจย่อย: ระงับศึกด้วยจังหวะเดียว]
[เงื่อนไข: ห้ามะโคำสั่งใน่เข้าปะทะใช้สัญญาณกลอง เกราะให้คนทั้งกองเข้าใจตรงกัน]
[รางวัลที่เป็ไปได้: สิทธิ์แก้ไข“รหัสกลองเมือง” หนึ่งข้อ]
ลู่หานหันกลับไปยังกองยามยกมือขึ้นระดับอกอีกครั้ง
“ฟังข้าจะพาพวกเ้าไปชิงของคืน แต่ห้ามแตกแถว ห้ามไล่เกินเส้นลายไผ่ที่เหม่ยหลิงทำไว้ถ้าพวกมันถอยเข้าป่าลึก เรา ‘หยุด’ เพื่อคนของเราและคนไม่มีอาวุธ”
เสียงบางคนเผลอจะถามว่าทำไมไม่ไล่จนสุดแต่แล้วก็เงียบเมื่อเจอสายตาของเขา เขาไม่ะโ ไม่อธิบายยืดยาวเพียงเคาะโล่สองครั้ง “กึก กึก” แล้วเอ่ยชัด ๆ
“รูปขบวนเดิมเคลื่อน”
พวกเขาลัดผ่านช่องกอไผ่สู่ทางลูกรังสีเทาเสียงรองเท้าไม้กระทบดินอย่างเป็จังหวะ “ซับ ซับ”กองยามเหมือนสัตว์ตัวเดียวที่หายใจพร้อมกันลู่หานให้เด็กตีกลองวางมือขวาบนหน้ากลองและเคาะด้วยไม้เล็กเพียงแตะพอให้เป็สัญญาณนับก้าว
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังมาจากหน้าทางโค้ง ไม้ไผ่ด้านซ้ายสั่นไหวร่างชายนุ่งสั้นปลายผ้าเก่าโผล่มาก่อนพร้อมดาบมีคราบดำติดปลายเขาชะงักเมื่อเห็นกำแพงโล่ลิ่มที่ตั้งนิ่งอยู่กลางทางสีหน้าที่เคยเหี้ยมเปลี่ยนเป็ลังเลเสี้ยวเดียว
ลู่หานยกนิ้วจังหวะหนึ่ง แถวหน้า “ยัน” แถวสอง “แทง” แถวหลัง “เตรียมพยุง” เสียงโล่ประสานกัน“ปึ้ง!” หนึ่งครั้ง หอกสั้นแทงออกจากมุมอย่างพร้อมเพรียง “ฉึก” เืสาดทว่าโล่ยังนิ่งไม่ถอย พวกโจรอีกสี่ห้าคนกรูตามออกมาทันทีอย่างไม่ทันคิดและเจอกำแพงเดิม
“สลับ!”
แถวหนึ่งก้าวครึ่งก้าวถอยแถวสองก้าวครึ่งก้าวขึ้น เสียงรองเท้าไม้ทั้งกองขยับพร้อมกันเหมือนเสียงบันไดไม้“กรอบ… กรอบ…” ไม่มีใคระโด่าทอไม่มีเสียงโหวกเหวกนอกจากเสียงลมหายใจหนักของโจรกับเสียงกลอง “ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…”ที่คุมทุกอย่างให้เดินตามเส้นเดียว
การปะทะกินเวลาไม่ถึงยี่สิบหายใจโจรสามล้ม อีกสองวิ่งป่าราบ เสียงเหยียบใบไม้แห้งกรอบดังไกล ลู่หานไม่ไล่เขายกมือค้างไว้ ประโยคเดียวที่หลุดออกจากปากคือ
“ไม่เกินเส้น”
เหม่ยหลิงเหลือบตามองเห็นวงหน้าของเขานิ่งเย็นไม่มีอารมณ์ร้อนปะปน นางเข้าใจดีว่าหากไล่ลึกพวกเขาจะถูกดึงเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่รู้ทาง และอาจมีปีกซ่อนอยู่ เพราะมี “กลอง”อื่นที่ไม่ใช่ของพวกเขาอยู่ในป่าเส้นเหนือ
“ขนของคืนต่อหน้าเ้าของ” ลู่หานสั่ง ยามสองนายยกกระสอบที่กองอยู่ตามพงหญ้ากลับเสมียนกลางเดินตามติดเพื่อจดจำนวนและตราครั่งทุกใบ
ยังไม่ทันขยับไกลเสียงหวีดสั้นจากด้านซ้ายดังขึ้นหนึ่งที คล้ายเสียงน้ำไหลผ่านปากไม้แคบ ๆพุ่มไม้แตก “พรืด!” โจรอีกกลุ่มพุ่งตรงเข้าใส่ด้านปีก ลู่หานไม่หันกลับไปะโเขาเพียงยกมือซ้ายขึ้น สองนิ้วชี้ลง แปลว่า “หมุนปีก”แถวหลังที่เตรียมไว้หมุนโล่ขึ้นปิดมุม ฉากโล่โค้งด้านข้างราวนักเต้นที่ซ้อมมาดีหอกจากมุมลิ่มแทงสวนอย่างมีจังหวะ
หนึ่งในโจระโ“เ้านี่มันไม่เหมือนยามตระกูลอื่น!” แล้วพุ่งใส่ด้วยความโมโหเขาถูกหอกจากแถวสองเฉือนแขนจนดาบหลุด กระนั้นในดวงตายังมีโทสะไม่ยอมแพ้เขาก้มจะหยิบดาบขึ้นมาอีกครั้ง และเห็นเงาของลู่หานยืนอยู่หลังโล่ดวงตาไม่ได้มองเขาโดยตรง หากมอง “ช่อง” ระหว่างไหล่ของแถวหน้าเสี้ยวเดียวเพื่อมองภาพรวม
“พอถอย” ลู่หานสั่งแ่ แต่หนักแน่นพวกโจรแตกคอวิ่งเข้าป่าลึกไปเองเหมือนน้ำโดนตัดทางไหล
[ภารกิจย่อย: ระงับศึกด้วยจังหวะเดียวสำเร็จ]
[รางวัล: สิทธิ์แก้ไข ‘รหัสกลองเมือง’ได้หนึ่งข้อ (รอเสนอ)]
อักษรทองดับไปราวควันจุดธูปลู่หานหายใจยาวครั้งแรกหลังการปะทะเขาเช็ดหยาดเืที่กระเด็นบนขอบโล่ของแถวหน้าออกด้วยปลายแขนเสื้อพลางเอ่ยคำที่ฟังเหมือนพูดกับโล่มากกว่ากับคน
“เ้าไม่ใช่ไม้เ้าเป็ ‘กฎ’ ที่จับต้องได้”
อาหยินที่ยืนอยู่แถวพยุงคนเจ็บเงยหน้ามองแววตานางมีประกายแปลก เหมือนเข้าใจว่าทำไมคนตรงหน้าไม่เคยใช้คำสวยหรูแต่ใช้สิ่งที่จับได้ด้วยมือเปล่าแทน
กองยามเคลื่อนตัวกลับสู่ตลาดย่อยกลางดงพร้อมของที่ยึดคืนมาชาวบ้านหลายคนคุกเข่าลงโดยไม่ได้นัดหมาย บางคนจับมือเด็กของตนให้ยกขึ้นคำนับเหม่ยหลิงนำของคืนเ้าของโดยให้เสมียนกลางอ่านรายการดัง ๆ ทุกชิ้นทุกปากเห็นพร้อมกัน
“กระสอบข้าวสารสามสิบสองใบตราซ้อน มีรอยหมึกเงา คืนเ้าของชาวบ้านสิบเจ็ดเรือน…”เสียงเสมียนกลางเรียบคมเหมือนมีดลับดีคนฟังกลืนน้ำลายตามจังหวะคำราวถูกตัดชิ้นส่วนของความกังวลออกจากอกทีละแผ่น
ลู่หานไม่ได้ยืนตรงกลางเขาเลือกยืนด้านหลังในมุมที่ควันจากเพิงไหม้พัดมาถึงน้อยที่สุด สายตากวาดตามแนวป่าเขาพูดเบา ๆ กับเหม่ยหลิงไม่ให้ชาวบ้านได้ยิน
“เส้นเหนือมี‘กลอง’ ของใครบางคน ข้าไม่อยากให้วันนี้เป็แค่การชิงของคืน แต่เป็การถามกลับว่า‘ใคร’ ตีกลองให้โจร”
เหม่ยหลิงพยักหน้าช้าๆ นางจดเครื่องหมายเล็ก ๆ บนขอบแผนที่ “ตั้งเวรเงาบนสันดิน สองจุดทางเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ ให้รายงานทุกครึ่งเค่อ”
“อืม”ลู่หานตอบรับสั้น ๆ ก่อนหันไปที่ชาวบ้าน เขาเอ่ยเสียงพอให้ได้ยินทั่ว
“วันนี้เราเอาของคืนเราไม่รับของตอบแทนใด ๆ ทั้งหมดนี้ถูกคืนให้ตาม ‘กฎ’ที่คนทั้งเมืองต้องอยู่ร่วมกันได้ ใครทำผิด ไม่ว่าคนของเราเองหรือคนอื่นจะถูกบันทึกและตัดสิน ‘ต่อหน้า’ ไม่ใช่ในเงามืด”
คำว่า“ต่อหน้า” ของเขาเหมือนตอกหมุดลงบนไม้กระดาน ทุกคนได้ยินและมองหน้ากันบางคนร้องไห้เงียบ เซ่นเศร้าผสมโล่งใจลู่หานโค้งศีรษะเล็กน้อยให้ชายชราเ้าของเพิงที่ไหม้ครึ่งหลังชายชราเหยียดหลังขึ้นช้า ๆ ดวงตาเปียกชื้น
“ข้าจะยืนเฝ้าเส้นทางนี้กับพวกเ้าในยามค่ำข้าจะตีกลองตามสามจังหวะที่เ้าว่า”
ลู่หานสบตาเพียงครู่“กลองของท่าน… จะเป็กลองของเมือง” เขาพูดเพียงนั้น
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: แถวแรกแห่งกฎ สำเร็จ]
[รางวัล: ได้รับ ‘แบบฝึกกลองเกราะสามวรรค’+ สิทธิ์ตั้งกลองเกราะถาวรในจุดล่อแหลม]
อักษรทองวาบหนึ่งครั้งแล้วหายไปลู่หานหันไปทางเสมียนกลาง
“บันทึกการตั้งกลองเกราะถาวรสองจุดตลาดย่อยกลางดง และปากกอไผ่ทางเหนือ ช่างไม้จากเรือนตระกูลรองมาดูแลภายในสามวัน”
เสมียนกลางเขียนตามรวดเร็วราวไฟแล่นบนฟาง
เมื่อการคืนของเสร็จสิ้นกองยามเตรียมเคลื่อนกลับลู่หานให้ทุกคนผ่อนลมหายใจในจังหวะเดียวกันสามครั้งอย่างที่เขาสอนเหมือนล้างเสียงเหล็กออกจากอก ก่อนจะเดินย้อนกลับแนวไผ่เสียงนกป่าเริ่มกลับมาอีกครั้ง ราวกับว่าป่าเองก็้าจังหวะสงบตามมนุษย์
ถึงกอไผ่มีสิ่งหนึ่งรออยู่ ลูกศรขนนกดำปักคาเนื้อไม้เฉียง “ปัก!” อย่างตั้งใจด้ามผูกผ้าขาวม้วนเล็ก ๆ คล้ายกับเมื่อคืนในโรงเกวียนร้างที่เขาเจอลู่หานยกขึ้นคลี่เบา ๆ กลิ่นควันจาง ๆ ลอยออกมาตัวอักษรหมึกดำเข้มมีเพียงสองบรรทัด
“กลองเหนือย่อมเป็ของเหนือ
เสบียง จงไหลขึ้นเนิน”
เหม่ยหลิงขยับคิ้วทันที“ภาษาของคนลุ่มน้ำเหนือ ใช้คำ ‘เนิน’ แทน ‘สัน’ ”
ลู่หานไม่ตอบเขาพับผ้ากลับเป็ม้วนเดิม สอดเข้าช่องโล่ของแถวหน้า เขาเงยหน้ามองทิศเหนือแสงวันเริ่มขาว กลางฟ้าปรากฏนกดำตัวเล็กโผผินไปทางไกลเหมือนลูกศรที่เพิ่งปล่อย
“กลับเรือนรายงานผู้เฒ่าเื่การตั้งกลองเกราะ” เขาสั่ง แล้วเสริมสั้น ๆ “และขอสิทธิ์แก้‘รหัสกลองเมือง’ หนึ่งข้อ ให้ ‘สัญญาณเคลื่อนของโจร’ ไม่ซ้ำกับ‘สัญญาณรวมพลของเรา’ ”
เหม่ยหลิงกลั้นยิ้มบางๆ ที่มุมปากนางรู้ว่าการเปลี่ยนรหัสกลองคือการเปลี่ยนภาษาให้ทั้งเมืองพูดจังหวะเดียวกันศัตรูจะใช้ภาษาเราเพื่อลวงได้ยากขึ้น
ระหว่างทางกลับอาหยินเดินขนาบข้างลู่หาน มือกุมสายถังน้ำจนปลายนิ้วซีด นางเงยหน้าถามเสียงเบาราวกับกลัวทำให้จังหวะก้าวรวน
“คุณชาย…ทำไมท่านถึง ‘หยุด’ ไม่ไล่เข้าไปลึกคะ ตอนพวกมันแตกหนี”
ลู่หานไม่มองหน้าเขามองทางเดินที่มีใบไม้แห้งโรยตัวค่อย ๆ กลบพื้นดินชื้นแล้วตอบเหมือนสอนตนเองมากกว่าสอนคนอื่น
“เพราะเราต้องชนะมากกว่าหนึ่งครั้งถ้าไล่ลึกแล้วแตกแถว เราชนะครั้งนี้ แต่แพ้ครั้งถัดไป”
อาหยินพยักหน้าช้าๆ แววตากังวลของนางละลายไปส่วนหนึ่ง แทนที่ด้วยความตั้งใจที่แน่นขึ้นนางเหลียวไปมองแถวโล่ด้านหลังที่ยังเดินเป็ระเบียบไม่เร็วไม่ช้าเหมือนเกวียนที่ถูกลากด้วยแรงเท่ากันทั้งสองล้อ
เมื่อกองยามกลับถึงเรือนตระกูลรองเงาเรือนยาวทาบลานหินเป็ชั้น ๆไอหมอกเช้ายังหลงเหลือบางเหมือนริบบิ้นสีขาวพันเสาไม้อยู่ระฆังเล็กที่โถงเงียบอยู่นานดังขึ้นหนึ่งครั้ง “กิ๋ง”รับการกลับมาโดยไม่ขาดหรือเกิน ลู่หานให้คนเก็บอาวุธและโอบโล่เข้าที่แล้วเรียกประชุมย่อมใต้เฉลียง
เสมียนกลางยืนอ่านบันทึกรายงานั้แ่ยามเช้าถึงยามสายด้วยถ้อยคำสั้นแน่น เป็ขั้น “พบ ปะทะ คืนของ ตั้งกลอง” ทุก่มี “พยาน เวลา จำนวน”ประกบเหมือนข้อตะปูที่ตอกครบทุกหัว
ผู้เฒ่าคนรองมาถึงในเวลาไม่ช้าท่านนั่งลงอย่างที่ทำเสมอ ไม่เอ่ยชม ไม่เอ่ยตำหนิสายตาไล่ไปบนหน้าไม้ไผ่ทีละบรรทัด “จังหวะ” ของท่านไม่ต่างจากกลองเกราะของลู่หานเท่ากันและไม่ลาก
“ข้าขอสิทธิ์แก้รหัสกลองหนึ่งข้อ”ลู่หานกล่าว “ให้ ‘ก๊อง ก๊อง ก๊อง’ ของการรวมพลในเมือง เปลี่ยนมุมตีให้ต่างจาก‘ก๊อง ก๊อง ก๊อง’ ของการเคลื่อนย้ายเงาในป่า”
ผู้เฒ่าเคาะนิ้วกับพนักเก้าอี้ไม้หนึ่งครั้งคล้ายคิดจังหวะเองก่อนเอ่ยช้า ๆ
“อนุญาตให้จดเป็ ‘ประกาศกฎชั่วคราว’ สี่วัน ทดลองใช้ ถ้าไม่ปะทะกับหน้าที่อื่นค่อยยกขึ้นเป็กฎถาวร”
ลู่หานก้มศีรษะ“ขอบคุณท่านผู้เฒ่า”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: ใช้กฎให้คนพูดจังหวะเดียว สำเร็จ(ขั้น 1)]
[รางวัล: คู่มือ ‘กลองเกราะสามวรรค’(เวอร์ชันเมือง) + แบบบันทึก ‘ประกาศกฎชั่วคราว’]
ตัวอักษรทองพร่าหนึ่งครั้งแล้วกลืนเข้าความเงาของเสาลู่หานรับรู้เอกสารที่ “โผล่” ในใจ เขาเงียบสองหายใจก่อนเอ่ยต่อ
“และขออนุญาตตั้ง‘เวรเงา’ บนสันดินเหนือสองจุด ให้รายงานทุกครึ่งเค่อ”
ผู้เฒ่าพยักหน้า“ทำไป แต่อย่าลืม เวรเงาก็ต้องอยู่ใต้กฎ ไม่ใช่เหนือกฎ”
“ครับ”ลู่หานตอบสั้น เขารู้ว่าคำเตือนนั้นไม่ได้มีหนามแต่มีเส้นเชือกที่เตือนว่าอย่าล้ำเส้นจริยธรรมอันมองไม่เห็น
การประชุมย่อมจบลงด้วยเสียงระฆังเล็ก“กิ๋ง” อีกครั้ง เหม่ยหลิงเดินเคียงมาข้างเขาตรงเฉลียงที่ลมพัดอ่อน ๆนางถามโดยไม่แตะความเหนื่อยบนหน้า
“ตอนบ่ายเ้าจะให้ข้าทำอะไร”
“แยก‘เสียง’ ออกจากกัน” ลู่หานตอบทันที “จดว่าเมื่อไหร่ที่เราตีกลอง คนกลุ่มไหน ‘ขยับ’อย่างไร แล้วจดว่าเมื่อไหร่ที่ ‘กลองเหนือ’ ตี เงาที่เราไม่เห็น ‘ขยับ’ อย่างไรเราจะรู้จักศัตรูโดยไม่ต้องเห็นหน้า”
เหม่ยหลิงยิ้มตรงหางตาเพียงนิด“ตกลง ข้าจะเริ่มจากตลาดย่อยกลางดงก่อนแล้วให้พ่อค้าส่งคนติดตามข่าวจากบ้านพักลุ่มน้ำเหนือ”
อาหยินเดินตามมาหยุดยืนกุมถังน้ำเธออ้าปากเหมือนอยากพูดคำใหญ่โต แต่สุดท้ายเลือกคำง่ายที่สุด
“วันนี้…ข้าดีใจที่ท่านบอกให้ ‘หยุด’ ข้าเกือบจะวิ่งตามพวกมันไปแล้ว”
ลู่หานมองนางครู่หนึ่ง“เ้าทำดีแล้ว การหยุด ก็เป็ส่วนหนึ่งของจังหวะถ้าเรารู้ว่าหยุดเพื่ออะไร”
อาหยินยิ้มทั้งน้ำตาเหงื่อบนขมับนางยังไม่แห้งแต่แววตาใสขึ้น
บ่ายคล้อยแสงแดดเริ่มเอียงเป็สีเหลืองหม่นลมเหนือพัดธงแดงเหนือประตูเรือนให้ตึงกว่าตอนเช้าเสียงขวานของช่างไม้ดังเป็จังหวะ “ตึก… ตึก… ตึก…” ที่ปากกอไผ่เหนือพวกเขากำลังขึ้นฐานกลองเกราะถาวรตามคำสั่ง กลองใบแรกถูกยกขึ้นแขวนใต้ชายคาไม้หยาบเสียงทดสอบ “ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…” ดังลอยไกลแล้วหายไปในแนวสนเหมือนบอกให้ทั้งป่ารู้ภาษาของเมืองที่กำลังถูกแก้ไข
ยามเ็ายชราเ้าของเพิงไหม้เดินขึ้นมาที่เรือนตระกูลรอง เขาถือกระดิ่งเล็ก ๆที่ทำจากขอบถ้วยแตก เดินมาหยุดหน้าลู่หานอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“ของไม่สลักสำคัญ…แต่ข้าอยากให้” เขาชูขึ้น คล้ายจะให้สิ่งตอบแทน ลู่หานยกมือห้าม
“ข้าบอกแล้วว่าเราไม่รับสิ่งตอบแทนเราทำเพราะกฎ เมืองนี้ต้องอยู่ได้เพราะกฎ ไม่ใช่เพราะ ‘บุญคุณ’ ของใคร”
ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าหนัก ๆ “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอ ‘ให้’ กฎ”เขาวางกระดิ่งไว้ที่ฐานกลองเกราะใหม่ “เวลาตีกลองนี้ ข้าจะตี ‘กระดิ่ง’สามครั้งก่อน เพื่อให้คนแก่รู้ว่าจะเกิดอะไร ขาจะเป็พยานของกฎแม้สายตาข้าจะไม่ดีเหมือนก่อน”
ลู่หานค้อมศีรษะให้ช้าๆ “ขอบคุณ”
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจย่อย: ผูกกฎกับผู้คน สำเร็จ]
[รางวัล: “แบบแผนพยานชุมชน” สิทธิ์เพิ่มสัญญาณเสริมก่อนกลองหนึ่งชั้นในพื้นที่ผู้สูงวัย]
แสงสุดท้ายของวันไล้ขอบเรือนเป็แถบทองด้านนอกฟ้าเข้มขึ้นจนดาวดวงแรกเริ่มโผล่เสียงกลองเกราะจากปากกอไผ่เหนือดังทดสอบอีกครั้ง แต่คราวนี้มีเสียง “กริ๊ง… กริ๊ง…กริ๊ง…” จากกระดิ่งของชายชรานำหน้า จังหวะสั้นเท่ากันไม่มีตัวลาก ไม่มีตัวสั่น
ลู่หานยืนฟังอยู่ใต้เฉลียงดวงตาไม่ฉายความปิติยินดีจนล้น แต่มีความนิ่งที่ยึดไว้เหมือนตะปูยึดตาชั่งเขารู้ว่าศึกวันนี้ไม่ใช่ศึกใหญ่ที่สุด แต่เป็ศึกที่ทำให้คนเริ่ม “ฟัง”จังหวะเดียวกัน
คืนนั้นเวรเงาที่สันดินเหนือรายงานแสงไฟวูบวาบบางจุดในป่าไกลพ้นเส้นลายไผ่ที่เหม่ยหลิงขีดไว้ ไม่มีกลองเมืองใดตอบกลับนอกจากเสียงลมเหนือที่พัดยาว “หืด… หืด…” ผ่านยอดสนราวกับใครกำลังเป่าไฟเบา ๆ
เหม่ยหลิงเขียนข้อความเล็กๆ ส่งเข้ามาในเรือน “ไฟวูบวาบ ทิศเหนือ เหนือบวกครึ่งส่วนตะวันตก สี่ครั้งเว้นห่างเท่ากัน” ลู่หานอ่านแล้ววางกระดาษไว้ใต้หินทับใส เขาไม่ได้สั่งให้ไล่ไม่สั่งให้บุก เขาเพียงหยิบม้วนแผนที่ขึ้นมา ขีดวงเล็ก ๆ รอบจุดที่รายงาน
“จด‘หายใจ’ ของพวกมันไว้ก่อน” เขาพึมพำกับตัวเอง “แล้วพรุ่งนี้เราจะตั้งจังหวะของเราให้ดังขึ้นกว่านี้ โดยไม่ต้องะโ”
เมื่อทุกอย่างเงียบลงเขาเดินกลับห้องพักที่มีหน้าต่างมองเห็นปลายธงแดงไหวเบา ๆ ในความมืดเสียงกระดิ่งของชายชรายังดังไกล ๆ สามทีสั้น สม่ำเสมอพาให้หัวใจของคนที่ยังตื่นในเมืองเต้นตามโดยไม่รู้ตัว
ในเงามืดนั้นเหมือนมีตัวอักษรทองปรากฏและดับไปครั้งสุดท้ายของวัน
[บันทึกของระบบ: ‘เครดิตแรก’ เริ่มสะสมคนพูดกฎ แทนที่จะพูดชื่อเ้า]
ลู่หานหลับตาลงพร้อมลมหายใจยาวครั้งหนึ่งที่เท่ากับสามจังหวะกลองทุกอย่างเข้าที่อย่างที่ควร อย่างน้อยก็สำหรับ “วันนี้”