เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    เล่มที่3 ตอนที่ 82 : สถานีรถไฟ

            หยางเฉินพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์พลางโยนชายร่างสูงลอยเคว้งบนอากาศก่อนตกลงมายังรถโฟร์คสวาเก้นที่จอดอยู่หน้าประตูบ้านอย่างแรง

            โครงสร้างของรถเยอรมันนั้นแข็งแกร่งไม่ธรรมดาเมื่อชายร่างสูงกระแทกใส่แน่นอนว่าความรู้สึกนั้นเหมือนโดนค้อนเหล็กทุบจนกระอักเลือด

            "หัวหน้า!"

            เหล่าลูกน้องรู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่งที่หัวหน้าพวกมันไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใดมาก่อน พวกมันรีบเข้าไปดูอาการพลางเหลือบมองหยางเฉินด้วยความหวาดกลัว

            ชายร่างสูงสูดหายใจเข้าปอดอย่างยากลำบากกระอักเลือดออกมาจำนวนมาก แล้วแข็งใจกล่าวว่า

            "ไป...ออกไปจากที่นี่"

            ราวกับได้ยินเสียงสวรรค์พวกลูกน้องรีบเปิดประตูรถตั้งแต่คำแรกที่ชายร่างสูงเอ่ยรีบขับรถออกจากหมู่บ้านด้วยความเร็วสูง

            หยางเฉินไม่ได้ขัดขวางใดๆเจ้าพวกนี้น่าจะมีคนหนุนหลังที่ไม่ธรรมดา หยางเฉินไม่อยากมีเรื่องไปมากกว่านี้เมื่อก่อนเขาเป็นคนวู่วาม และไม่คิดถึงคนรอบตัวใครหลายคนที่เกี่ยวข้องกับเขาจึงโดนทำร้าย หยางเฉินไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก

            แต่แน่นอนว่าความอดทนของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัด

            เมื่อหยางเฉินเดินเข้าไปในบ้านป้าหวังที่ร้องไห้อยู่ที่พื้นเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นจับมือหยางเฉิน

            "คุณชายเป็นอะไรหรือเปล่าคะ"

            เมื่อได้รับความห่วงใยจากป้าหวังแล้วอบอุ่นก็ก่อตัวขึ้นในหัวใจของหยางเฉิน

            "ผมสบายดีครับต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ตกใจ"

            "คุณชายไม่ต้องพูดอะไรแล้วค่ะพวกนั้นตั้งใจมาหาเรื่องแน่ๆ พวกมันทำตัวอย่างกับเป็นเจ้าของบ้านแค่มองพวกมันฉันก็โมโหแล้ว"

            "ไม่ต้องกังวลครับถ้าพวกมันมาอีกแค่โทรเรียกผมก็พอ รับรองพวกนั้นไม่กล้าทำอะไรแน่นอน"

            ป้าหวังถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนพูดว่า

            "ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะแต่ฉันกังวลว่าคุณชายอาจต้องไปมีเรื่องกับผู้มีอำนาจบางคนใช่ไหมคะพวกมันดูเหมือนเป็นคนของรัฐบาล เมื่อครั้งที่คุณหญิงย่ายังอยู่เธอพร่ำบอกอยู่เสมอว่า เราไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับพวกนั้น คนธรรมดาอย่างเราจะไปมีปัญญาต่อต้านรัฐบาลได้อย่างไรคุณควรบอกสิ่งที่เกิดขึ้นให้คุณหนูทราบนะคะ เธอมีญาติทำงานกับทางรัฐบาลอยู่ไม่น้อยบางทีเธออาจช่วยคุณชายได้"

            "ผมไม่ไปมีเรื่องกับใครหรอกครับผมไม่ทราบเหตุผลที่พวกมันบุกมาด้วย ไม่ต้องเดือดร้อนถึงหลินรั่วซีหรอกครับแค่นี้ผมจัดการเองได้"

            ป้าหวังเห็นว่าหยางเฉินไม่อยากพูดอะไรอีกเธอก็กลับเข้าครัวไปทำอาหารเย็นต่อ ส่วนหยางเฉินเดินไปในห้องนั่งเล่นแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาใครบางคน

            สายถูกรับอย่างรวดเร็วเสียงหยาบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

            "คุณหยางช่วงหลังไม่ค่อยติดต่อผมเลยนะครับ ฮ่า ๆ"

            หยางเฉินไม่มีอารมณ์จะคุยเล่นเขาบอกกับจางหู่ไปอย่างตรงไปตรงมาว่า

            "จางหู่ฉันต้องการความช่วยเหลือจากนาย ฉันต้องการคนฝีมือดี มาคุ้มกันบ้านและคนของฉันหน่อย"

            พูดจบเสียงจากปลายสายก็เงียบลงก่อนที่จางหู่จะพูดด้วยเสียงค่อยว่า "คุณหยางครับเอ่อ... คุณเฉียงเวยต้องการคุยกับคุณน่ะครับ..."

            "เฉียงเวย?เธออยู่กับนายงั้นเหรอ?"

            หยางเฉินตกตะลึงเขาฝืนหัวเราะออกมาเล็กน้อยเหตุผลที่เขาเลือกติดต่อกับจางหู่ก็เพราะต้องการหลีกเลี่ยงเฉียงเวยแต่ไม่คาดคิดว่าเธออยู่ข้างๆ จางหู่

            เสียงของเธอยังคงฟังดูเนือยๆแต่ก็มีเสน่ห์เช่นเคย แม้ว่าหยางเฉินจะไม่เห็นแต่เขาก็รู้ว่าเธอกำลังยืนยิ้มอย่างผู้มีชัยแน่ๆ

            "คุณสามีคุณต้องการคนทำไมไม่บอกฉันล่ะคะ?" คำพูดแทงใจดำของเฉียงเวยถึงกับทำให้หยางเฉินพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

            "...ผมกลัวคุณจะไม่ว่างน่ะได้ยินมาว่าคุณกำลังยุ่งอยู่กับพวกพันธมิตรตะวันตก ผมเลยไม่อยากให้เรื่องเล็กน้อยพวกนี้มารบกวนเวลาอันมีค่าของคุณ"

            "อย่าพูดอย่างงั้นสิสามีของฉันเอ่ยปากขอร้องมาทั้งที จะไม่ว่างได้ยังไงไหนว่ามาซิว่าคุณต้องการคนไปทำอะไร?" เฉียงเวยถามอย่างรุกเร้า

            หยางเฉินรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีไหวพริบที่เป็นเลิศจนเขาไม่สามารถปกปิดเรื่องนี้ไว้ได้

            "เมื่อเร็วๆนี้ ผมไปมีปัญหาพวกคนกลุ่มหนึ่ง ในวันนี้พวกมันจึงบุกมาที่บ้านของผมผมเลยจะหาคนที่ฉลาดๆ และฝีมือดีมาเฝ้าระวังที่บ้านและที่สำคัญที่สุดคือรายงานผมทันทีที่มีอะไรเกิดขึ้น"

            "โอ้วเป็นบ้านที่คุณพักกับภรรยาตามกฎหมายสุดสวยของคุณใช่ไหม คุณไม่เคยบอกฉันเลยว่ามันอยู่ที่ไหน?"

            หยางเฉินคิดว่าเรื่องแบบนี้จะบอกตรงๆได้อย่างไร แต่เวลานี้ไม่มีวิธีอื่นแล้วเขารู้ว่ายังไงเฉียงเวยก็ต้องหาที่นี่เจอได้อยู่ดีคิดได้ดังนั้นหยางเฉินจึงกล่าวต่อเรียบๆ

            "คนที่อยู่ในหมู่บ้านสวนหลงจิ่งต่างร่ำรวยทุกคนจนฉันรู้สึกกดดันขึ้นมาแล้วสิ" เฉียงเวยหัวเราะร่าด้วยอารมณ์ดี

            "พอแล้วอย่าประชดอย่างนี้สิ ในอนาคตถ้ามีโอกาสผมให้คุณทั้งสองรู้จักกันแต่ตอนนี้ผมกลัวว่าจะโดนเลื่อยไฟฟ้าผ่าร่างในตอนกลางคืนน่ะสิ..."

            "ฉันไม่ไปหาเธอหรอกมันน่าอายเกินไป" เฉียงเวยปฏิเสธเสียงราบเรียบ

            "ฉันจะไปพบเธอเมื่อฉันต้องการนี่เป็นเรื่องระหว่างผู้หญิง ผู้ชายไม่ได้รับอนุญาตให้ยุ่งเกี่ยว"

            หยางเฉินถามอย่างใจจดใจจ่อ"ที่รักคุณจะไม่ใช้วิธีในโลกใต้ดินใช่ไหม?"

            เฉียงเวยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดัง

            "คุณสามีคุณนี่ตลกจัง ฉันจะทำแบบนั้นได้อย่างไร? ในฐานะภรรยาน้อยแล้วสิ่งที่ฉันทำได้คงเป็นการมุ่งมั่นปรนนิบัติสามีอยู่ห่างๆ ฉันอยากจะเอาใจคุณนะเพราะถ้าฉันทำร้ายคุณภรรยาหลวง ฉันต้องโดนคุณฆ่าทิ้งแน่ๆ..."

            หยางเฉินหัวเราะเขาตัดสินใจจะไปพบกับเธอที่บาร์โรสในภายหลัง และวางสายไป

            ทางด้านหลินรั่วซีนั้นหยางเฉินไม่กังวลความสัมพันธ์ของเขากับเธอนั้นน้อยคนนักที่จะรู้และถึงจะรู้ก็คงไม่มีใครกล้าทำร้ายเธอง่ายๆ เพราะฐานะทางสังคมของเธอนั้นสูงส่งอีกทั้งยังเคยติดต่อกับคนของรัฐบาลอีกด้วย

            วันรุ่งขึ้นเวลาเที่ยงที่สถานีรถไฟจงไห่ขบวนรถไฟรุ่นเก่าค่อยๆ ชะลอความเร็วลงก่อนจอดเทียบสถานี ภายในชานชาลาหยางเฉินนั่งรอบนเก้าอี้อย่างสงบในขณะที่เฉินป๋อนั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง หยางเฉินคาบบุหรี่ในปากหลุบสายตาลงต่ำเหมือนกำลังหลับ เอ่ยถามเฉินป๋อข้างๆ ว่า

            "นายแน่ใจนะว่าเป็นขบวนนี้?"

            "ต้องใช่แน่ๆผมมั่นใจว่าใช่แน่นอน" เฉินป๋อรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก

            "นี่เป็นครั้งแรกที่น้องสาวของผมเดินทางมายังที่ห่างไกลขนาดนี้ครอบครัวของผมเป็นห่วงเธอมาก ผมจะกล้าจำผิดได้ยังไง"

            "น้องสาวนายเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเสฉวนงั้นหรือ?"

            "จริงๆแล้วน้องสาวของผม สอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งเช่นกัน แต่เธออยากจะดูแลพ่อแม่มากกว่าดังนั้นจึงเลือกไปเรียนที่เสฉวนซึ่งอยู่ใกล้บ้านแทนอย่างไรก็ตามเธอได้รับทุนการศึกษาทุกปี และเกรดของเธอนั้นก็ยอดเยี่ยมมาก!"เฉินป๋อตอบเสียงเศร้าเล็กน้อย

            "นายสองคนพี่น้องเรียนเก่งทั้งคู่เลยนะ"หยางเฉินยิ้ม และกล่าวว่า "แตกต่างจากฉันที่ไม่เคยได้เรียน"

            เฉินป๋อได้ยินดังนั้นก็ถามอย่างสงสัย"หยางเฉินคุณไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดหรือไง? ทำไมคุณบอกว่าคุณไม่เคยเรียน?"

            หยางเฉินยิ้มแต่ไม่ได้อธิบายอะไรเขาไม่อาจบอกได้ว่าใบปริญญาที่ได้มานั้นถูกยัดเยียดโดยคณบดีหญิง ประจบเอาใจเขา

            ไม่นานหลังจากนั้นประตูรถไฟก็เปิดออกผู้คนเดินต่างลงจากขบวนอย่างรีบร้อน หยิบกระเป๋าเดินทาง และพร้อมมองไปรอบๆก่อนเดินไปยังทางออก

            เฉินป๋อชะโงกหัวมองหาน้องสาวของตนตลอดเวลาเขาดูกังวลเป็นอย่างมาก จนกระทั่งคนลงจากขบวนจนหมดแล้วเฉินป๋อก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ตะโกนออกมาว่า

            "คนสุดท้ายนั่นไงเธอมาแล้ว"

            "พี่ใหญ่!!"เสียงใสแจ๋วดังขึ้นอย่างมีความสุขจากในขบวนรถ

            หยางเฉินยืนขึ้นมองดูเด็กสาวผมม้าที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อย เธอสวมเสื้อสีเหลืองกางเกงลินินสีน้ำตาลดูทะมัดทะแมง วิ่งมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบค่อนข้างเก่ายิ่งมองใกล้ๆ หยางเฉินก็สังเกตว่าเด็กสาวผู้นี้รูปร่างผอมบาง พร้อมใบหน้าที่หมดจดและผิวขาวเนียนละเอียดราวหิมะเหมือนเฉินป๋อ

            เนื่องด้วยอากาศที่ร้อนจัดใบหน้าเด็กสาวจึงชื้นไปด้วยเหงื่อ รอยยิ้มของเธอช่างสดใสบริสุทธิ์ซึ่งยากที่จะพบเห็นได้ในหญิงสาวชาวเมือง

            เฉินป๋อกอดน้องสาวไถ่ถามเรื่องราวระหว่างการเดินทาง และเรื่องของครอบครัว อยู่เกือบครึ่งชั่วโมงเมื่อเขาสังเกตเห็นหยางเฉิน เฉินป๋อก็ยิ้มเขินพลางกล่าวว่า

            "ผมขอโทษครับผมตื่นเต้นจนเกินเหตุเพราะไม่ได้เจอน้องสาวมานาน"

            "พวกนายสองพี่น้องนี่เหมือนกันจริงๆเป็นฝาแฝดกันหรือเปล่าเนี่ย"

            หยางเฉินรู้สึกว่าถ้าเฉินป๋อเป็นผู้หญิงพวกเขาสมควรเป็นคู่พี่น้องดอกไม้งามที่ใครๆ ต่างก็อยากครอบครอง

            เฉินป๋อลูบใบหน้านวลเนียนของน้องสาวกล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิใจว่า

            "ญาติและเพื่อนของผมก็มักจะบอกเช่นนี้เหมือนกันถึงผมจะเกิดก่อนเธอมาหลายปี แต่พวกเราก็ใกล้ชิดยิ่งกว่าฝาแฝดซะอีก"

            "พี่คะพี่ชายท่านนี้คือ?" เด็กสาวมองหยางเฉินอย่างระมัดระวัง

            เฉินป๋อได้ยินดังนั้นก็รีบแนะนำให้เธอรู้จัก

            "นี่คือเพื่อนร่วมงานของพี่เองเขาชื่อหยางเฉิน"

            "สวัสดีค่ะพี่ใหญ่หยาง ฉันชื่อเฉินหรง" เฉินหรงใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหรือว่าเขินอาย

            "ฉันเป็นแค่คนขับรถและเพื่อนของพี่ชายเธอเท่านั้นไม่ใช่เจ้านายที่ไหน เพราะงั้นไม่ต้องเคารพฉันขนาดนั้นก็ได้ฉันไม่มีอั่งเปาให้เธอหรอกนะ" หยางเฉินพูดติดตลก

            เฉินหรงหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า

            "ฉันขอขอบคุณพี่หยางที่ใจดีขับรถมารับฉันนะคะ"

            คำพูดของหยางเฉินทำให้หญิงสาวผ่อนคลายทั้งสามพูดคุยกันสักพักก็เดินทางออกจากสถานีรถไฟ

            พวกเขาเดินออกมาได้ไม่นานหยางเฉินก็สังเกตเห็น เงาร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่ที่ชานชาลาที่ห่างออกไปเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่สวมชุดสีฟ้ายืนอยู่คนเดียวด้วยท่าทางสง่างามและโดดเด่นกว่าใครอื่น แน่นอนว่าเธอคือโม่เชี่ยนนี

            โม่เชี่ยนนีไม่ได้สังเกตเห็นหยางเฉินเลยแม้แต่น้อยราวกับว่าเธอกำลังรอใครสักคนด้วยหัวใจที่หนักอึ้งในเวลานี้หยางเฉินต้องไปส่งพี่น้องตระกูลเฉิน เขาจึงไม่ได้เข้าไปทักทายเธอ

            ภายในรถเฉินหรงพยายามหดตัวให้ลีบเล็กที่สุดสายตากวาดมองไปรอบคันรถด้วยกลัวว่าจะเผลอไปสัมผัสถูกอะไรเข้า ด้วยการเดินทางที่ยาวไกลเฉินหรงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังต่อสู้อยู่กับความง่วงเป็นเวลานานและไม่นานเธอก็ผล็อยหลับไปในที่สุด

            หยางเฉินมองเฉินหรงผ่านกระจกหน้ารถเอ่ยถามเฉินป๋อด้วยเสียงแผ่วเบา

            "น้องสาวนายมาที่นี่เธอวางแผนไว้หรือยังว่าจะไปทำงานอะไร"

            เฉินป๋อมองเฉินหรงที่กำลังกลับอยู่ฝืนยิ้มกล่าวว่า

            "ผมไม่อยากให้เธอไปทำงานแบบผมผมต้องการให้เธอทำงานในสถานที่ที่ปลอดภัย"

            หยางเฉินคิดสักครู่ก่อนกล่าวว่า"ผมมีสถานที่ที่จะแนะนำให้น้องสาวของนายแม้เงินเดือนอาจจะไม่สูง แต่รับรองว่าปลอดภัยแน่นอนนายสนใจหรือไม่?"

    คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน