เจ้าจ้อยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกในที่สุดมันก็มีที่เก็บสมบัติเป็นของตัวเองเสียทีไม่ต้องคอยพะวงว่ามงกุฎทิพย์หรือขนมมงคลที่แอบกวาดมาจะหล่นหายระหว่างทาง
หลวงปู่เค็มหัวเราะหึๆในลำคอพลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ “เจ้าหนู... อาตมาจะบอกอะไรให้นะไอ้หีบใบนี้อาตมาก็ได้มาไม่นาน ความลับของมันน่ะยังมีอีกเพียบ บางทีข้างในนั้นอาจจะมี‘เทวมาร’ ตัวจริงสิงอยู่ก็ได้นะ... หึๆ ถ้าเจ้าเกิดปอดแหกหรือกลัวจนฉี่ราดตอนนี้อาตมายังใจดีนะ เอาของวิเศษชิ้นอื่นมาแลกคืนได้เสมอ!”
จ้อยส่ายหน้าหวืดทันควัน “ไม่เปลี่ยน!หลวงปู่ไม่ต้องมาขู่ผมเลย ยิ่งหลวงปู่บอกว่ามันน่ากลัว ผมยิ่งมั่นใจว่ามันคือของดีระดับพรีเมียมใครจะคืนก็โง่เต็มทีแล้ว!”
หลวงปู่เค็มพึมพำบ่นพึมพำอยู่พักใหญ่เห็นเจ้ากระรอกตัวแสบใจแข็งปานหินผา ก็เลยต้องยอมแพ้เลิกตื้อเอาของคืนจ้อยรีบนำหีบเทวมารทมิฬใบจิ๋วไปร้อยเข้ากับ ‘บ่วงบาศนาคราช’ ที่คล้องคออยู่ทันทีตอนนี้ที่คอของมันมีทั้งหีบดำจิ๋วและป้ายคำสั่งสีดำทะมึนแขวนคู่กันดูพะรุงพะรังแต่เท่ไม่เบา
ทันใดนั้นหลวงปู่เค็มที่กำลังจะหยิบขาไก่ชิ้นใหม่ขึ้นมาแทะก็ชะงักกึกสายตาของท่านจ้องเขม็งไปที่ป้ายดำที่คอของจ้อย “เฮ้ย... เจ้าหนู ไอ้ป้ายดำๆนั่นเจ้าไปเอามาจากไหน?”
จ้อยตอบแบบขอไปที “อ๋อ... เก็บได้น่ะหลวงปู่”
“เก็บได้ที่ไหน?”หลวงปู่ซักไซ้ต่อ
“ก็เก็บได้แถวๆใต้ต้นกัลปพฤกษ์น่ะพอดีผมไปทักทาย 'น้าขาม' มา” จ้อยอ้างถึงกระต่ายยักษ์จอมพลังที่เฝ้าดวงจันทร์
หลวงปู่เค็มชะงักมือที่กำลังถือขาไก่สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที “น้าขามเนี่ยนะ? ไอ้กระต่ายยักษ์ที่โดนสาปให้ตัดต้นกัลปพฤกษ์จนแขนปูดนั่นน่ะเหรอ? เจ้าหนู... บอกอาตมาตามตรงเถอะ น้าขามให้ป้ายนี่เจ้ามาจริงๆ เหรอ?”
จ้อยเห็นหลวงปู่ทำหน้าเครียดเกินเหตุเลยแกล้งถามกลับ “หลวงปู่บอกผมก่อนสิว่ามันคืออะไร ทำไมใครเห็นก็ทักกันจัง?”
“อาตมาบอกได้แค่ว่า...ของสิ่งนี้มันเก่าแก่มาก เก่าแก่จนน่าขนลุก” หลวงปู่เค็มลดเสียงลง“ทางที่ดีเจ้าอย่าแขวนโชว์ไว้ข้างนอกแบบนี้เลย มันจะดึงดูดพวก ‘สัมภเวสี’หรือพวกเทพฝ่ายอสูรให้เข้ามาหาเจ้าเปล่าๆ”
จ้อยเริ่มนึกถึงคำพูดของ น้าขามที่ให้ป้ายนี้มา พี่เบิ้มตัวนุ่มแต่แรงเยอะคนนั้นบอกว่าถ้ามีเรื่องให้ลองชูมันออกมาดูแสดงว่ามันต้องมีอำนาจอะไรบางอย่างแน่ๆ แต่พอนึกดูดีๆน้าขามก็ไม่ได้บอกให้มันเอามาแขวนล่อเป้าแบบนี้จ้อยเลยตัดสินใจเปิดหีบใบใหม่แล้วยัดป้ายดำลงไปเก็บไว้ข้างในยอดเขาบัลลังก์หินทันที
พอจัดการเก็บของเสร็จจ้อยก็เริ่มกลับมาทำนิสัยเดิม คือการสอดรู้สอดเห็น “หลวงปู่... ผมถามจริงหลวงปู่มาป้วนเปี้ยนแถวนี้ทำไม? จะตะกละแค่ไหนก็ไม่น่าจะกล้าลอบฆ่า‘ราชสีห์ขนคำ’ ของท่านพระพายเลยนะ นั่นมันสัตว์ทรงระดับมหาเทพเลยนะหลวงปู่!ถ้าโดนจับได้มีหวังโดนลมพายุเป่าจนปลิวกลับวัดเขาอีโต้ไม่ทันนะ!”
คำถามนี้จ้อยจงใจใช้การสื่อสารทางจิตถามไปหลวงปู่เค็มเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง “อาตมาทำอะไร ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เจ้าฟัง!”
จ้อยหัวเราะกิ๊ก“สงสัยผมต้องตะโกนถามท่านพระพายแทนแล้วล่ะมั้งว่ามีพระรูปไหนแอบพกมีดสับไก่มาเดินแถวนี้บ้าง...”
“ก็ได้ๆ! อาตมาแค่‘อยากลอง’ เฉยๆ!” หลวงปู่รีบเปลี่ยนท่าทีทันควัน
“อยากลอง? หลวงปู่เนี่ยนะจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต?” จ้อยถามย้ำ“หลวงปู่เป็นพระนะ ถึงจะเป็นสายกะล่อนแต่ศีลข้อหนึ่งก็น่าจะยังขลังอยู่นะ!”
หลวงปู่เค็มกลอกตาไปมา“ใครบอกเจ้าว่าอาตมาจะฆ่ามัน?”
“อ้าว...ไม่ฆ่าแล้วจะกินยังไงล่ะหลวงปู่? หรือจะแทะสดๆตอนมันเดินอยู่?” จ้อยทำหน้าสยอง
หลวงปู่เค็มถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบจานไก่ทิพย์ที่วางอยู่มาวางตรงหน้าจ้อย “เจ้าหนูอาตมาจะบอกความลับอะไรให้ฟังนะ... อาตมาเนี่ยเป็นพระอริยสงฆ์สายเมตตาการกินของอาตมาน่ะ ไม่ใช่การทำลายชีวิต แต่มันคือการ ‘โปรดสัตว์’ !”
จ้อยงุนงง “หมายความว่าไงหลวงปู่? นี่มันตั้งกฎเหล็กเพื่อตัวเองชัดๆ!”
หลวงปู่เค็มไม่ตอบเป็นคำพูดแต่ท่านทำสิ่งที่ทำให้เจ้าจ้อยถึงกับลูกตาแทบหลุดออกจากเบ้า! หลวงปู่อ้าปากกว้างพลางส่งเสียง “เอิ้ก!” ออกมาเบาๆ ทันใดนั้น มีแสงสีทองสว่างวาบออกมาจากลำคอของท่านแล้วจู่ๆ แม่ไก่ตัวเป็นๆ ขนสวยฟูฟ่องก็กระโดดออกมาจากปากหลวงปู่เค็ม!
“เฮ้ย! หลวงปู่...นี่มันมายากลเปลี่ยนไก่ตายเป็นไก่เป็นเหรอ?”
หลวงปู่เค็มส่ายหน้าอย่างสงบ“นี่แหละที่เขาเรียกว่าการ ‘โปรดสัตว์’ อาตมาฉันของที่ตายแล้วลงไปแต่มวลสารและวิญญาณข้างในจะถูกชำระด้วยตบะของอาตมาแล้วพ่นออกมาเป็นชีวิตใหม่ที่สมบูรณ์กว่าเดิม กินหนึ่งตัว... คืนกลับมาสองชีวิต!ปากของอาตมานี่แหละคือประตูสู่การเวียนว่ายตายเกิด!”
จ้อยกะพริบตาปริบๆมองแม่ไก่ที่กำลังจิกกินเศษผลไม้ทิพย์บนโต๊ะ “กินหนึ่งตัว คืนสองตัว...หลวงปู่ไม่ได้มาบวชแล้วล่ะทรงนี้ หลวงปู่น่าจะเป็นพ่อค้าขายส่งไก่มากกว่ามั้ง!หนึ่งตัวแตกยอดเป็นสองตัว... นี่มันธุรกิจ MLM ชัดๆ หลวงปู่คงไม่ได้เป็นพระอรหันต์หรอก ผมว่าหลวงปู่น่ะน่าจะเป็น‘เจ้าพ่อเล้าไก่’ มากกว่า!”
“หนอย! เจ้าหนูเดี๋ยวอาตมาจะเอาฝ่าเท้าโปรดเจ้าซะเดี๋ยวนี้!” หลวงปู่เค็มถอดรองเท้าแตะสานเก่าๆ(ที่เกือบจะขาด) ออกมา แล้วฟาดฉับลงไปที่หน้าของจ้อยทันที!
แต่เจ้าจ้อยมันร้ายกว่านั้น!แทนที่จะหลบ มันกลับอ้าปากรับรองเท้าแตะข้างนั้นเข้าไปคำโต แล้วเคี้ยวกร้วมๆราวกับมันคือขนมปังอบกรอบ!
หลวงปู่เค็มถึงกับช็อกรีบกระชากรองเท้าคืน “เฮ้ย! ปล่อยนะโว้ย! นั่นมันรองเท้าข้างเก่งของอาตมา!”
จ้อยไม่ยอมปล่อยมันดึงรองเท้าไว้แน่นจนฟางสานเริ่มขาดติดปากมา “อ่อยอ๊ะ! (ปล่อยนะ!)ผมจำได้ว่าตอนกองไฟยาวแปดเมตร หลวงปู่ก็ใส่คู่นี้เดินจนไหม้ไม่ใช่เหรอ? ผมช่วยกำจัดขยะให้ไง!”
ทั้งคนทั้งกระรอกยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่บนโต๊ะเสวยท่ามกลางสายตาเทพบุตรเทพธิดาที่เริ่มหันมามองด้วยความฉงนจ้อยไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิดเพราะมันตั้งใจจะกวนประสาทหลวงปู่ให้ถึงที่สุดเพื่อล้างแค้นที่โดนขู่ให้ตกใจก่อนหน้านี้!
“อาตมายอมแล้ว!ปล่อยรองเท้าอาตมาเถอะเจ้าหนู!” หลวงปู่เค็มร้องอ้อนวอน พลางมองดูรองเท้าที่เหลือเพียงเศษฟางไม่กี่เส้นในมืออย่างน่าเวทนา
จ้อยคายเศษฟางออกมาแล้วทำหน้าผู้ชนะ“หิๆ ... คราวหน้าคราวหลังอย่ามาซ่ากับผมนะหลวงปู่ ว่าแต่...ไอ้เรื่องที่จะไปโปรดราชสีห์ขนคำของท่านพระพายน่ะผมว่าหลวงปู่เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ เพราะถ้าหลวงปู่พ่นราชสีห์ออกมาจากปากสองตัวเมื่อไหร่สวรรค์ได้วุ่นวายกว่าเดิมแน่!”
หลวงปู่เค็มถอนหายใจพลางใส่รองเท้าขาดๆกลับเข้าไปใหม่ “เจ้ามันร้ายกว่าปีศาจอีกนะเจ้าหนู... เอาเถอะในเมื่อเจ้ามีหีบเทวมารทมิฬแล้ว อาตมาจะขอเตือนทิ้งท้ายไว้อย่างหนึ่ง...”